efin Review

วัดพลังปั๊มไทย...ในตลาดหุ้น

วัดพลังปั๊มไทย...ในตลาดหุ้น

     สืบเนื่องจากกระแสสุดฮอตของหุ้น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR  ซึ่งประกอบธุรกิจหลักค้าปลีกน้ำมัน PTT station รวมทั้งยังมีธุรกิจ Non-oil อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น  Cafe Amazon,Texas Chicken,Hua Seng Hong Dimsum,Pearly Tea และร้านสะดวกซื้อ Jiffy
    
    ทั้งนี้ เมื่อมองเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะพบว่ายังมีหุ้นอีกหลายตัวที่มีโมเดลธุรกิจใกล้เคียงกันกับ  OR นั่นก็คือ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG , บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ,บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO และบริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SUSCO 

    ทางสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย  จึงถือโอกาสนำ 5 บริษัทนี้ มาเปรียบเทียบให้ดูกัน ว่าแต่ละเจ้า มีจุดเด่น จุดด้อย ผลประกอบการ รายได้ กำไร แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

 

 

1.จำนวนสถานีบริการน้ำมัน
    
    เนื่องจากรายได้จากการขายน้ำมันผ่านสถานีบริการคือ Core Business ของทั้ง  5 บริษัท โดยหากนับแค่ในประเทศไทย OR มีสถานี PTT station มากสุดราว 2,334 แห่ง รองลงมา PTG มีสถานี PT station ประมาณ 2,094 แห่ง ขณะที่ BCP มีสถานีบริการน้ำมันบางจาก 1,201 แห่ง ส่วน ESSO มีสถานีบริการ 690 แห่ง และ SUSCO จำนวน 240 แห่ง
    

 

2.ผลกำไร-ขาดทุนสุทธิ
    
    บรรทัดสุดท้ายงบการเงินที่บอกได้ดีที่สุดว่าธุรกิจเป็นอย่างไร มาดูผลประกอบการสิ้นปี 63 สำหรับ OR มีรายได้อยู่ที่ 428,804 ล้านบาท กำไรสุทธิ 8,791 ล้านบาท , PTG รายได้ 104,423 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,894 ล้านบาท  , BCP รายได้  137,731 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 6,967 ล้านบาท , ESSO มีรายได้ 127,023 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 7,911 ล้านบาท และ SUSCO มีรายได้ 16,777 ล้านบาท กำไรสุทธิ 217 ล้านบาท
    

 

3. ร้านค้าเด่น
    
    คราวนี้มาดูธุรกิจเสริมอย่าง Non-oil กันบ้าง ซึ่งจะเห็นชัดว่า OR ถือว่าทิ้งห่างอยู่พอสมควร เนื่องจากมีเชนร้านอาหารติดตลาดมากมาก อาทิ Cafe Amazon ที่ถือเป็นแบรนด์กาแฟอันดับ 1 ของไทย Texas Chicken, Daddy Dough ,Hua Seng Hong Dimsum,Pearly Tea รวมถึงร้านสะดวกซื้อ Jiffy รวมถึง เซเว่นอีเลฟเว่น (7-11) ที่ผูกสัญญากันในระยะยาว  
    
    หันมามองที่ PTG กันบ้าง สำหรับธุรกิจ Non-oil ที่ PTG มีในมือตอนนี้ ได้แก่ ร้านสะดวกซื้อ Max Mart ร้านกาแฟพันธุ์ไทย และศูนย์บริการซ่อมบำรุง Autobacs  
    
    ส่วน BCP โดยเน้นใน 3 ธุรกิจหลัก ซูเปอร์มาร์เก็ต, กาแฟ และอาหาร ซึ่งมีตัวชูโรงอย่าง ร้านกาแฟอินทนิล "Inthanin"และร่วมมือกับ บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เปิดร้านสะดวกซื้อ "มินิบิ๊กซี" ในสถานีบริการน้ำมันของบางจาก
    
    ฟาก ESSO โดยมีพันธมิตรที่สำคัญ  Starbucks, KFC, Kerry,Tesco Lotus Express , Burger King, McDonald's, Rabika Coffee,Coffee Boy ทั้งนี้ บริษัทยังไม่มีนโยบายที่จะขยายธุรกิจ non-oil ด้วยตัวเอง แต่จะใช้กลยุทธ์ขยายร่วมกับพันธมิตรเป็นหลัก เพราะพันธมิตรมีความเชี่ยวชาญมากกว่า
    
    ขณะที่ SUSCO ได้สิทธิในการเปิดร้านสะดวกซื้อ LAWSON 108 และ บางส่วนเป็นแฟมิลี่มาร์ท ส่วนร้านกาแฟมี 'ชาวดอย' 
    

 

4.มูลค่าตลาดรวม 
    
    ขณะที่มูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ณ ราคาหุ้นปิดวันที่ 24 ก.พ.64 หุ้น OR มีมาร์เก็ตแคป 350,007 ล้านบาท PTG มาร์เก็ตแคป 30,728 ล้านบาท BCP มาร์เก็ตแคปที่ 39,242 ล้านบาท ESSO มาร์เก็ตแคป 30,282 ล้านบาท ขณะที่ SUSCO มาร์เก็ตแคปที่  3,212 ล้านบาท
    
    เรียกได้ว่า ต่างก็มีข้อได้เปรียบที่แตกต่างกัน และในอนาคตนั้นก็มีความเสี่ยงทางธุรกิจที่ต้องระวังเช่นกัน ทั้งเรื่องการมาของยานยนต์ไฟฟ้าที่มีโอกาส Disrupt อุตสาหกรรมน้ำมัน รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด - 19 ที่ทำให้ปริมาณการเดินทางของคนลดน้อยลง ซึ่งที่สุดแล้วคงต้องจับตาต่อไปว่าในอนาคตใครจะสามารถชิงการเติบโต และปรับตัวได้ดีกว่ากัน







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh