efin Review

ตอนนี้ค่าย RS-GRAMMY ทำอะไรบ้าง

ตอนนี้ค่าย RS-GRAMMY ทำอะไรบ้าง

     ถ้าพูดถึงค่ายเพลงดังในยุค 80-90 คงไม่มีใครไม่รู้จัก  RS-GRAMMY ที่ปลุกปั้นสร้างศิลปินชื่อดังมาแล้วมากมายและกลายเป็นตำนานมาจนถึงปัจจุบัน จากยุคทองของธุรกิจเพลงจนนำไปสู่การขยายกิจการเพิ่มขึ้นมากมายในธุรกิจบันเทิงและสื่อต่างๆ

    แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนตาม ธุรกิจเพลงจึงไม่ใช่ยุคทองอีกต่อไป หลายธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ทีมข่าว "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" จึงได้รวบรวมการเปลี่ยนแปลงของ 2 ค่ายเพลงยักษ์ในยุคปัจจุบัน

*** RS จากธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์ 

    ย้อนกลับไปเมื่อกว่า  40 ปี ธุรกิจตู้เพลงและค่ายเพลงได้เกิดขึ้น จาก Rose Sound สู่ RS Sound  และหันมาบุกตลาดเพลงวัยรุ่น ในสมัยนั้น ศิลปินเริ่มแรกตั้งแต่ วงเรนโบว์ ฟรุตตี้ คีรีบูน และปลุกปั้นศิลปินในยุคต่อๆมา ทั้ง ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง เจมส์ เรืองศักดิ์ นุก สุทธิดา ปุ๊กกี้ ปริศนา โฟร์-มด จนล่าสุดหันมาบุกตลาดเพลงลูกทุ่งค่ายอาร์สยาม

    นอกจากยุคทองของตลาดเพลง ได้ขยายไปสู่ธุรกิจภาพยนตร์ โดยต่อยอดนำศิลปินในสังกัดร่วมนำแสดง มาจนถึงการขยายสู่ธุรกิจวิทยุ  สู่สื่อโทรทัศน์ทั้งระบบดาวเทียม และทีวีดิจิทัล

*** บุกตลาดสุขภาพ-ความงาม 

    ในปี 2558  RS เริ่มเข้าสู่ธุรกิจสุขภาพและความงาม ก่อนจะรุกแบบเต็มตัวในปี 2559 ภายใต้บริษัท ไลฟ์สตาร์"  โดยมีแบรนด์หลัก คือ "มาจีค- กราวีธัส- รีไวว์-โนเบิลไวท์" ก่อนขยายสู่แบรนด์สินค้าอื่นๆ พร้อมการขยายช่องทางจัดจำหน่ายทั้งแบบออนไลน์ และออนแอร์

    การพัฒนายังไม่หยุด เมื่อ "เฮียฮ้อ" มีแนวคิดที่จะจับตลาดอาหารสัตว์ ที่ถือเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายน่าสนใจ  ลูกค้าหลักอาจเป็นกลุ่มเดิมที่อยู่ในตลาดสุขภาพและความงามอยู่แล้ว หรืออาจได้กลุ่มลูกค้าใหม่ คงต้องรอติดตามต่อไป

*** ก้าวสู่ RS Mall 

    RS  เริ่มปรับ Business Model   เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจสู่ธุรกิจพาณิชย์ค้าปลีก  (MPC)  อย่างเต็มรูปแบบ หลังเห็นสัญญาณการทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ จากการขายสินค้าแบบ โฮมช้อปปิ้ง และไดเร็คเซลส์  ผ่าน "Shop 1781" ถือเป็นธุรกิจที่สร้างมาร์จิ้นได้สวยงาม ขณะเดียวกัน ยังไม่ทิ้งธุรกิจเพลง และธุรกิจสื่อที่มีอยู่ในมือ 

    เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซกำลังเติบโตต่อเนื่อง จากมูลค่าตลาดมหาศาล "เฮียฮ้อ" ที่มีแนวคิด “ทำธุรกิจใหม่ ไร้กรอบ” จึงประกาศรีแบรนด์ Shop 1781 เป็น "RS Mall" รุกเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มทุกรูปแบบสอดรับโลกยุคดิจิทัล  
    
     การเปลี่ยนแปลงของ RS ที่ "เฮียฮ้อ" ไม่ได้ยึดติดความเป็นเจ้าของ จึงหันจับมือพันธมิตรเพื่อ Synergy ธุรกิจจ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน  ทั้งการเข้ามาถือหุ้นของ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS การจับมือ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WORK  และไทยรัฐทีวี เพื่อขยายขายสินค้าให้กวางขึ้น

***  อีคอมเมิร์ซ พลิกธุรกิจ

     การปรับกลยุทธทางธุรกิจ ถือเป็นการพลิกฟื้นธุรกิจด้วยเช่นกัน จากปี 2559  ที่  RS เริ่มเห็นผลขาดทุนราว 100 ล้านบาท ถือเป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบหลายปี ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการขยายธุรกิจสู่ทีวีดิจิทัลที่มีต้นทุนสูง 

    แต่หลังก้าวสู่ธุรกิจพาณิชย์ ผลการดำเนินงานของ RS เริ่มกระเตื้องดีขึ้น จนปัจจุบันถือเป็นรายได้หลักที่มีสัดส่วนรายได้ถึง 70% ของรายได้รวม ส่วนธุรกิจสื่อ สร้างรายได้ราว 26.5% และธุรกิจเพลงและอื่นๆ มีรายได้ราว 3-4% พร้อมการประกาศทำรายได้แตะ 10,000 ล้านบาทในปี 2566 สัดส่วนธุรกิจพาณิชย์เพิ่มแตะ 85% ของรายได้รวม โดยที่ทุกธุรกิจที่มีอยู่ในมือมีการเกื้อหนุนกันทั้งหมด

 

 

***  GRAMMY ผู้นำธุรกิจมีเดียครบวงจร

     แกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนท์เม้นท์  ถูกตั้งขึ้นเมื่อปี 2526  โดยระยะแรกมีธุรกิจหลักจากการผลิต เพลงไทยสากล  ควบคู่กับการผลิตรายการทีวี จากนั้นประสบความสำเร็จจากการออกอัลบั้ม ของเต๋อ เรวัติ พุทธินันท์ และการเกิดอัลบั้มแรกของ พี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ในปี 2529  และการเริ่มต้นสู่วงการเพลงแนวร็อค ของวงไมโคร

    ไม่หยุดเพียงแค่ธุรกิจเพลง แต่ GRAMMY  เริ่มขยายธุริจสู่ผู้ผลิตและจำหน่ายเทปเพลงและสินค้าบันเทิงอื่น พร้อมการขยายธุรกิจสื่อในมืออย่างครบวงจร ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ ทีวี ภาพยนตร์  จนทำให้ GRAMMY กลายเป็นผู้นำธุรกิจบันเทิงชั้นนำของประเทศ  ผู้สร้างศิลปินระดับซุปเปอร์สตาร์ชั้นนำของประเทศจำนวนมาก
 
    GRAMMY ยังมองการขยายตลาดไปต่างประเทศ  พร้อมกับการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ แบ่งแยกธุรกิจชัดเจน โดยมี บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)  และก่อตั้ง บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน)  ดำเนินธุรกิจสื่อทุกประเภท และนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น  แต่หลังจากนั้นต้องปรับโครงสร้างองค์กรอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลจากการขยายธุรกิจจำนวนมาก ในที่สุดต้องขายทิ้งบางธุรกิจ พร้อมการควบรวมกิจการเหลือเพียงแม่ คือ "จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่" 

 *** รุกตลาดโฮมช้อปปิ้ง 

    ในปี 2554  GRAMMY หันมาขยายธุรกิจโฮมชอปปิ้ง โดยจับมือพันธมิตรชั้นนำจากเกาหลี บริษัท ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง จำกัด ตั้งบริษัทร่วมทุน "จีเอ็มเอ็ม ซีเจ โอช้อปปิ้ง"

    ขณะที่ผลงานของธุรกิจนี้ไม่ได้สวยงามตามเป้า โดยในปี 2557-2559 สามารถสร้างหลายได้หลักพันล้านบาท แต่กลับมีผลขาดทุนต่อเนื่อง และแม้จะเริ่มเห็นกำไรตั้งแต่ปี 2560 แต่ก็ไม่น่าพอใจนัก หากเทียบกับการสร้างรายได้ที่เติบโตขึ้นแตะ 2 พันล้านบาท

*** ธุรกิจทีวีคือ "โอกาส" 

    GRAMMY ให้ความสนใจในธุรกิจทีวีดิจัล หลังภาครัฐเปิดประมูลของรับใบอนุญาต โดยยื่นประมูลใบอนุญาตถึง 2 ช่อง คือ ช่อง ONE 31 และช่อง GMM25  จนกลายเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจ เนื่องจากต้องจ่ายค่าใบอนุญาตหลายพันล้านบาท ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง จนในที่สุดต้องตัดสินใจขายหุ้นออกให้พันธมิตรรายใหญ่อย่างกลุ่มปราสาททองโอสถ และ กลุ่มของเจริญ สิริวัฒนภักดี เพื่อเข้ามาพยุงธุรกิจ และหันกลับมาดูแลธุรกิจเพลงอย่างจริงจัง

    จากผลประกอบการย้อนหลังพบว่า GRAMMY เคยสร้างรายได้แตะ 1 หมื่นล้านบาท ในปี 2555 แต่ทำไมถึงมีผลขาดทุนถึง 248 ล้านบาท และมีผลขาดทุนหนักสุดในปี 2557 สูงถึง 2,314 ล้านบาท  ขณะที่รายได้ลดลงต่อเนื่อง โดยเหตุผลหลักมาจากการทุ่มลงทุนในธุรกิจดิจิทัล ขณะที่รายได้ไม่เป็นไปตามคาด 

    แต่หลังจากรัฐบาลประกาศใช้ ม.44 ช่วยปลดล็อคธุรกิจทีวีดิจทัล ยกเว้นค่างวดใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ช่วยพยุงให้ธุรกิจทีวีดิจิทัลทั้งระบบอยู่รอดได้ 

    ทั้งนี้พบว่า GRAMMY มีผลขาดทุนตั้งแต่ปี 2555-2560 และกลับมาเห็นกำไรครั้งแรกในปี 2561 ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจทีวีดิจิทัล  การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคและการดิสรัปของโลกออนไลน์

    แต่ในมุมมองของ "อากู๋" ไพบูล ดำรงชัยธรรม  กลับมองธุรกิจทีวีเป็นโอกาส  เพราะ GRAMMY คือ Content Provider ที่จะนำคอนเทนต์ในมือขยายไปได้ในทุกแพลตฟอร์ม ไม่ใช่เฉพาะทีวีเท่านั้น  

*** หันโฟกัส ธุรกิจเพลงเป็นหลัก

     ปัจจุบัน GRAMMY มีธุรกิจเพลงเป็นธุรกิจหลัก ภายใต้โมเดล การให้บริการเพลงแบบครบวงจร โดย ทั้งในรูปแบบการผลิตผลงานเพลง การบริหารลิขสิทธิเพลง หรือการบริหารศิลปินในสังกัด และยังมีธุรกิจการจัดงานแสดงคอนเสิร์ต และเทศกาลดนตรี และกิจกรรมเกี่ยวเนื่องต่างๆ

    จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ธุรกิจเพลง มีสัดส่วนรายได้ 46% ของรายได้ทั้งหมด ที่เหลือจะเป็นธุรกิจเทรดดิ้ง คือโฮมช้อปปิ้ง-จัดจำหน่ายกล่องรับสัญญาทีวี   ธุรกิจภาพยนต์ และธุรกิจการลงทุน 

    "อากู๋" ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ระบุว่า ธุรกิจเพลง “ไม่เคยขาดทุน” ทำกำไรมาตลอด 36 ปี แต่จากนี้ไปจะใช้ธุรกิจในมือที่มีอยู่เกื้อหนุนกันทั้งหมด พร้อมกับการทำงานร่วมกับพันธมิตรใหม่ๆ ภายใต้แนวคิดการเป็น Entertainment Business ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh