efin Review

ส่อง 10 หุ้น ฝรั่งเก็บ- เท มากที่สุด

ส่อง 10 หุ้น ฝรั่งเก็บ- เท มากที่สุด

        ตลาดหุ้นไทยกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา  มีมูลค่าการซื้อขายหุ้นด้วยมูลค่าสูงสุดทุบประวัติศาสตร์ที่เคยมีถึง 2 แสนล้านบาท  โดยเป็นนักลงทุนต่างชาติที่กลับมามียอดซื้อมากถึง 1.6 แสนล้านบาท  หลังจากก่อนหน้าการซื้อขายตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะลุ่มๆ ดอน ๆ  ผันผวนไปตามตลาดโลก โดยเฉพาะจากปัจจัยแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศ และจากวันนี้จนถึงวันนี้การซื้อขายในตลาดหุ้นไทย ดูมีทิศทางที่ดีขึ้น ต่างชาติเริ่มส่งสัญญาณนำเม็ดเงินกลับมาลงทุนในไทยอีก ทำให้ถูกมองว่า ครึ่งปีหลังนี้จะมีเม็ดเงินต่างชาติกลับมาตลาดหุ้นไทยได้ถึง 6 หมื่นล้านบาท 

         ทีมข่าวสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมสถิติการซื้อขายหุ้นของต่างชาติ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา  ผ่านโปรแกรม Efin Stock Pickup  ระหว่างวันที่ 6 ก.ย.61-4 มิ.ย.62   (6 เดือน ซึ่งนับเฉพาะวันเปิดทำการ)  พบว่า 10 อันดับหุ้นไทยที่นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อมากที่สุด ได้แก่

 1. บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC  โดยมีมูลค่าการซื้อขายรวม 13,512 ล้านบาท ในราคาต้นทุนเฉลี่ยที่ 472.96 บาท   
       ผู้บริหาร SCC ยอมรับว่ารายได้ปีนี้อาจเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5%  หลังไตรมาส 1/62 ทำรายได้จากการขาย 112,379 ล้านบาท ลดลง 4% จากไตรมาสก่อน จากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลงตามดีมานด์ของตลาดโลก จากผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ-จีน อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้ ยังแนะนำให้ “ซื้อ” แม้ว่าผลของสงครามการค้าจะกดดันกลุ่มธุรกิจเคมี แต่โดยรวมแล้วผลกระทบของ SCC จะต่ำกว่าคู่แข่งและด้วยต้นทุนวัตถุดิบที่มีแนวโน้มดีขึ้น กลุ่มวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มที่ทรงตัวขึ้นในอนาคต

 2.  บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ต่างชาติเข้าซื้อในรอบ 6 เดือน รวม 10,508 ล้านบาท ในราคาเฉลี่ย 31.79 บาท 
       ผู้บริหาร BDMS ยังมั่นใจรายได้ปีนี้จะเติบโตตามเป้าหมาย 6-8%  จากรายได้ผู้ป่วยคนไทย และ ผู้ป่วยต่างชาติที่เพิ่มขึ้น  ขณะที่ บล.ทิสโก้ คาดการณ์ว่า ปี 62-63 ผลประกอบการจะเติบโต 15% และ 7%  ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มผู้ป่วยที่ทำประกันเพิ่มขึ้น และมีความร่วมมือกับผิงอัน ทำให้ผู้ป่วยชาวจีนเพิ่มขึ้น 20-26% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา 

3.  บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL มีมูลค่าซื้อขายรวม 9,887 ล้านบาท ราคาต้นทุนเฉลี่ย 76.82 บาท 
       แม้เจ้าสัว นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประกาศลาออกจากประธานกรรมการและกรรมการบ มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2562  และแต่งตั้ง นายสุภกิต เจียรวนนท์ ดำรงตำแหน่งแทน แต่เชื่อว่านโยบายต่างๆไม่เปลี่ยนแปลง โดย บล.ฟินันเซีย ไซรัส เชื่อ CPALL  ยังโตต่อเนื่อง มีการปรับสินค้าเพื่อให้มาร์จิ้นสูง การหารายได้จากบริการอื่นเพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้ CPALL มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง คาดกำไรปีนี้เพิ่ม 14% แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 90 บาท

4. บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ  INTUCH มีมูลค่าการซื้อขายรวม 5,243 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 55.48 บาท 
       INTUCH แสดงเจตจำนงในการขอยืดระยะเวลาชำระเงินคลื่น 900MHz  ตามมาตรการเยียวยาของภาครัฐ ซึ่งถูกมองว่าจะทำให้ความสามารถในการจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันหุ้น INTUCH  ถูกดึงเข้าคำนวณ MSCI รอบใหม่  ซึ่งมีผลเมื่อ 28 พ.ค.62 ขณะที่ผู้บริหาร ยอมรับรายได้ปี 62 จะลดลงกว่าปีก่อน จากธุรกิจดาวเทียวที่ลดลงจากไทยคม แต่ยังจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนจาก ADVANC  ซึ่งปัจจุบันถือหุ้น40% พร้อมเดินหน้าเข้าซื้อกิจการในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีมีเดีย นอกเหนือจากการเข้าลงทุนภายใต้ธุรกิจ Venture Capital  
 
 5.  บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF  มูลค่าการซื้อขายรวม 4,317 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 27.36 บาท 
       CPF  รายงานผลกำไรไตรมาส 1/2562  ที่ 4,279.40 ล้านบาท   เพิ่มขึ้น 40.37% จากงวดเดียวกันปีก่อน โดยมีรายได้ 125,286 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4%  ตามธุรกิจสุกรจากทั้งในและต่างประเทศ   โดย CPF ยังเดินหน้าลงทุนขยาย ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารในต่างประเทศ  มีเป้าหมายดันยอดขายแตะ 8 แสนล้านบาท ในอีก 5 ปี  หรือคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี  ด้าน บล.เอเชีย เวลท์ คาดการว่า CPF จะเป็น 1 ในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา และจีน คาดผลประกอบไตรมาส 2/2562 เติบโตต่อเนื่อง  แนะนำ"ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 30.00 บาท เนื่องจาก CPF กลับเข้าสู่แนวโน้มหลักที่เป็นแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend)

6. บริษัท กัลฟ์เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF  มูลค่าการซื้อขายรวม 3,891 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 79.19 บาท 
       ผู้บริหาร GULF  ประกาศในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ทุ่มเงินปีละ 1 แสนล้านบาท สร้างโรงไฟฟ้าต่อเนื่อง  วางเป้ากำลังผลิต 6 ปี (62-67) โตเฉลี่ยปีละ 20%  โดย บล.โนมูระ พัฒนสิน คาดกำไรปกติในปีนี้  จะโตต่อเนื่องตามการ COD โรงไฟฟ้าใหม่ต่อเนื่อง ทั้งนี้คำแนะนำ NEUTRAL ที่ TP19F = 86.30 บาท โดยมองว่า สามารถ let profit run เพื่อรอรับ upside จากโครงการในอนาคตอย่าง Oman หรือการเปิดประมูล IPP ในประเทศได้
 
7.  บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT มูลค่าซื้อขายรวม 3,691 ล้านบาท  ราคาเฉลี่ยที่ 37.42 บาท
       MINT ประกาศปีนี้จะมีรายได้-กำไรเติบโตสูงกว่าเป้า หลังเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากการซื้อ  NH Hotel เต็มปี  พร้อมวางงบ 5 ปี  5-6 หมื่นล้านบาท ลงทุนขยายธุรกิจโรงแรมต่อเนื่อง พร้อมขายโรงแรมในเครือ Tivoli บางส่วนออกมาในรูปแบบของ Sale and leaseback  โบรกฯ คาดว่ากำไรสุทธิ ไตรมาสที่ 2/ 62 จะทำจุดสูงสุดของปีนี้จาก NH เข้าสู่ช่วง Peak season และโตต่อในไตรมาสที่ 3/2562 เพราะเป็น High season ของโปรตุเกส ส่วน ไตรมาสที่ 4/2562 เป็น High season ของไทย  

8.  บริษัทโทเทิลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC มูลค่าการซื้อขายรวม 3,091 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 49.37 บาท 
       DTAC  ยื่นขอรับสิทธิ์ขยายระยะเวลาชำระค่าใบอนุญาตคลื่น 900MHz ตามมาตรา 44 ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส เชื่อว่ากำไรผ่านจุดสูงสุดของปีนี้ไปแล้วในไตรมาสที่ 1/2562 ยังคาดกำไรปกติทั้งปีนี้เพิ่ม 118% แต่คาด EBITDA -14%   ส่วนการลงทุนขยายโครงข่าย 4G บนคลื่น 2300MHz ทำให้คุณภาพบริการดีขึ้น โดยเริ่มเห็นสัญญาณบวกจาก รายได้ไตรมาสที่ 2/2562 ที่ฟื้นตัว แต่ยังมีต้นทุนที่ทยอยเพิ่มขึ้นตามการลงทุน ทำให้กำไรยังมีแนวโน้มชะลอตัวในไตรมาสที่เหลือของปีนี้ 

 9. บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA  มูลค่าซื้อขายรวม 3,010 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 53.32 บาท
       ผู้บริหาร EA ระบุ  ปีนี้ บริษัทฯ จะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเข้ามาไม่ต่ำกว่า 9,000 ล้านบาท หลังจากมีการจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบครบทั้งสิ้น 664 MW  แบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ขนาดกำลังการผลิต 260 MW โครงการพลังงานลมหาดกังหัน 126 MW และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 278 MW   และบริษัทได้ปรับยุทธ์ศาสตร์ให้ความสำคัญด้านแบตเตอรี่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง  และได้ต่อยอดนำแบตเตอรี่ไปใช้ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เรือไฟฟ้า  ขณะที่ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง  ประมาณการกำไรปีนี้ ที่ 6.67 พันล้านบาท  เพิ่มขึ้น 34%  โดยโครงการรถ EV ที่มียอดจองกว่า 4,500 คัน แนะนำซื้อเก็งกำไร ราคาเหมาะสม 57.75 บาท 

10. บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO มูลค่าซื้อขายรวม 3,001 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 294.44 บาท 
        ผู้บริหาร EGCO ประเมินว่า   โรงไฟฟ้า Paju จะมีส่วนแบ่งกำไร 2,200 ล้านบาท เนื่องจากโรงไฟฟ้าจะทำกำไรได้ดีในช่วงฤดูหนาว และต่ำลงในช่วงฤดูร้อน  นอกจากนี้เตรียมยื่นข้อเสนอเพื่อลงทุนในโครงการ SPP ที่จะหมดอายุในช่วงปี 2562-2568 รวม 1 โครงการ รู้ผล ส.ค. นี้ หากได้สิทธิในการต่ออายุจะสร้าง Upside ต่อกำลังการผลิต 2%  บล.ทิสโก้ คาดว่าการดำเนินงานของ EGCO จะดีขึ้นในไตรมาส 2/2562 โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า IPP ที่มีอุปสงค์เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล อีกทั้งโรงไฟฟ้า SPP จะได้ประโยชน์จากต้นทุนก๊าซที่ลดลง และการเข้าฤดูฝนจะทำให้เขื่อนในลาวมีการผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น  

ในมุมกลับกัน ในรอบ 6 เดือน พบว่า   10 อันดับหุ้นไทยที่นักลงทุนต่างชาติเทขายมากที่สุด ได้แก่ 

1.  ธนาคารกสิกรไทย  จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK  มีมูลค่าการซื้อขายรวม 20,837 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยที่ 194.39 บาท 
       เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวในปีนี้ เป็นปัจจัยกดดันต่อการดำเนินธุรกิจกลุ่มธนาคารพาณิชย์  โดย ไตรมาส 1/62  KBANK ทำกำไร 10,044.42 ล้านบาท  ลดลง 6.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 1,556 ล้านบาท หรือ 6.57% แต่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงจำนวน 2,871 ล้านบาท หรือ 19.00% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัล และรายได้สุทธิจากการรับประกันภัยลดลง  และผู้บริหาร มั่นใจปีนี้สินเชื่อโตตามเป้า 5-7%  โดยหวังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็วจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ ที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ   ?อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้ ได้ปรับประมาณการปีนี้ของกลุ่มธนาคาร สะท้อน 1) รายได้ที่อ่อนแอลง 2) รายการพิเศษจากการตั้งสำรอง โดยกลุ่มธนาคารยังเน้นไปที่การปรับลดต้นทุนลง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการเพิ่มขึ้น และกลุ่มธนาคารยังมีกำไรจากการลงทุนที่ไม่ได้รับรู้อยู่ และเราคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อในอนาคต
 
2.  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT  มีมูลค่าการซื้อขายรวม 13,792 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยที่ 48.94 บาท 

3.  บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC   มีมูลค่าการซื้อขายรวม 12,150  ล้านบาท ราคาเฉลี่ยที่ 71.49 บาท 

4.  บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ  หรือ PTTEP   มีมูลค่าการซื้อขายรวม 9,302 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยที่ 154.27 บาท 

5. บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP   มีมูลค่าการซื้อขายรวม 8,491 ล้านบาm ราคาเฉลี่ยที่ 71.89 บาท 
       จาก สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ที่ยืดเยื้อ และรุนแรง เป็นปัจจัยกดดันต่อเศรษฐกิจ การลงทุนของโลก  รวมถึงฉุดความต้องการใช้น้ำมันทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลง  และเป็นปัจจัยกดดันต่อการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี  ช่วงที่ผ่านมา   โดย บล.หยวนต้า คาดว่ากลุ่มพลังงาน กำไรไตรมาส 2/62 จะยังไม่โดดเด่นนัก กดดันจากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ยังหดตัว, เข้าสู่ช่วงปิดซ่อมโรงงานของ TOP และ PTTGC, และการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานตามกฎหมายแรงงานใหม่รวม 8 พันล้านบาท  โดยไตรมาส 1/2 กำไรปกติกลุ่มฯ ทำได้ 20% ของคาดการณ์ทั้งปี เราเริ่มเห็นความเสี่ยงต่อประมาณการโดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นที่ค่าการกลั่นยังฟื้นตัวช้ากว่าคาด  ทั้งนี้ เรายังคงประมาณการเดิมไว้ก่อน เนื่องจากเชื่อว่า 2H62 ค่าการกลั่นจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากมาตรการควบคุมกำมะถันของ IMO เราประเมินกำไรปกติกลุ่มฯ ปี 2562 ที่ 3.1 แสนล้านบาท หดตัว -1% ด้วยมุมมองเดิมว่าปีนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายของอุตสาหกรรมพลังงาน และปิโตรเคมี กดดันจากการเติบโตเศรษฐกิจโลกชะลอตัว, สงครามการค้าที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ, อุปทานจากกำลังผลิตใหม่, และมาตรการควบคุมมลภาวะ ทั้งนี้ ค่าการกลั่นยังเป็นมิติเดียวของอุตสาหกรรมที่มีโอกาสขยายตัว YoY จากมาตรการควบคุมกำมะถันของ IMO

6.   บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ GLOW มูลค่าการซื้อขาย 7,760 ล้านบาท ต้นทุนเฉลี่ย 88.74 บาท 
       GLOW  มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลัง  ENGIE GLOBAL DEVELOPMENT B.V  ขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ 69.1% ให้ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC    ด้วยมูลค่า 2.6 พันล้านยูโร  จากนั้นมีการทำเทนเดอร์ รวบหุ้น GLOW  ได้ 95.25% และเตรียมเพิกถอนหุ้นออกจาก บจ.   โดย บล.เอเซีย พลัส ระบุ  การทำเทนเดอร์รอบ 2 กับสัดส่วนผู้ถือหุ้น GLOW รายย่อยที่เหลืออีก 4.75% ก่อนจะนำหุ้น GLOW ออกจากตลาด คาดมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นปลายปีนี้  โดยฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการและมูลค่าพื้นฐานของ GLOW ไว้เช่นเดิม เพราะกระบวนการต่างๆไม่ได้กระทบปัจจัยพื้นฐาน GLOW แต่จะเป็น sentiment เชิงจิตวิทยาต่อราคาหุ้น สำหรับนักลงทุนที่จะเข้าซื้อให้หาจังหวะลงทุน ไม่ต้องรีบ เพราะระยะเวลาประกาศทำ Tender Offer อย่างเร็วสุดคาดต้องรออีกกว่า 6 เดือน รวมถึงยังไม่มีความชัดเจนในการส่วนของราคาการทำ Tender Offer รอบที่ 2   

7.  บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL มูลค่าการซื้อขาย 6,995 ล้านบาท ต้นทุนเฉลี่ย 52.28 บาท
       IVL ยังคงเดินหน้าซื้อกิจการต่อเนื่อง โดย ผู้บริหาร ระบุ วางงบลงทุน 4 ปี  ที่ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างการเติบโต  วางเป้าหมายจะมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA)? ภายในช่วงระยะเวลา 5 ปี (61-65) เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว จากในงวดปี 61 ที่ทำได้ 1,440 ล้านเหรียญสหรัฐฯ   โดย IVL เป็นหุ้นที่หลายโบรกฯให้คำแนะนำซื้อ แม้ ไตรมาส 1/62 ทำกำไร ที่ 3.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% QoQ แต่ลดลง 36% YoY  แต่ประเมินแนวโน้มไตรมาส 2/62 ปรับตัวดีขึ้นจากการกลับมาเดินเครื่องโรงงาน EO-EG    และแนวโน้มของธุรกิจ Integrated PET อัตรากำไรจะดีขึ้น  

8.   ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL  มีมูลค่าการซื้อขายรวม  4,042 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยที่ 198.15 บาท
       BBL รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/62 ที่  9,028 ล้านบาท  ทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น  6.9% แต่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง  28.3% จากส่วนแบ่งกำไรเงินลงทุนและรายได้ค่าธรรมเนียมลดลง หลังลูกค้าหันทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น   บล.ทิสโก้ วิเคราะห์สินเชื่อ BBL จะเติบโตขึ้น หลังรัฐบาลใหม่เริ่มโครงการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง โดยที่คุณภาพสินทรัพย์ ไม่มีสัญญาณแย่ลง แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง แม้ NPL จะเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีนัยสำคัญ แต่การแก้ NPL ยังเป็นไปอย่างล่าช้า     แนะนำให้ “ซื้อ” โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 228 บาท 

9.  บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC 
       หลัง IRPC ประกาศงบไตรมาส 1/62   มีกำไรสุทธิ  153 ล้านบาท  ลดลง 94% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นผลจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบปรับตัวลดลง และอัตราการกลั่นน้ำมันลดลง  ทำกระทบรายได้ลดลง  ส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นอย่างหนัก ฉุดราคาเมื่อวันที่ 7 พ.ค.62 ทำนิวโลว์รอบ 1 ปี 9 เดือน  มาอยู่ที่ 5.40 บาท  บล.บัวหลวง คาดผลประกอบการ IRPC จะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่เหลือของปีนี้  จากปริมาณน้ำมันดิบเข้ากลั่นและค่าการกลั่นตลาดรวมเฉลี่ยที่สูงขึ้น น่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นในระยะถัดไป 

10.  บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA 
       ในช่วง 6 เดือนทีผ่านมา DELTA  มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ หลัง  DELTA ไต้หวัน เข้ามาถือหุ้นเพิ่ม ผ่าน Delta Electronics Int'l (Singapore) Pte. Ltd.  จากเดิมอยู่ที่ 20.93%  และทำคำเสนอซื้อได้เพิ่มอีก  42.85% ส่งผลให้มีการถือหุ้น เป็น 63.78%  ส่งผลให้คณะกรรมการรบริหารเตรียมประชุมอีกรอบ เพื่อปรับแผนงาน  แผนการลงทุน รวมถึงแผนการควบรวมกิจการหรือการร่วมทุน   นอกจากนี้MSCI  ประกาศเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย  ใน MSCI Emerging Market  สู่ 2.9% จาก 2.43% คาดเม็ดเงินจะเข้าลงทุนประมาณ 2.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7.6 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม DELTA ถูกถอดออกจากการคำนวณ  คาดเม็ดเงินลงทุนลดลง 25.7 ล้านเหรียญ 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh