“อีฟแอนด์บอย” ผู้ค้าปลีกสินค้าความงามและสุขภาพรายล่าสุด เตรียมขายหุ้น IPO 170.35 ล้านหุ้น เข้าตลาดหุ้นไทย เปิดศึกธุรกิจบิวตี้ค้าปลีกเต็มรูปแบบ เทียบฟอร์มกับ 2 หุ้นความงามในตลาด KAMART เจ้าของแบรนด์ Cathy Doll และ BEAUTY เจ้าของ Beauty Buffet และ Beauty Cottage
จากร้านโชห่วย สู่เมกะบิวตี้สโตร์
จุดเริ่มต้นของ “อีฟแอนด์บอย” มาจากชื่อเล่นของ 2 พี่น้องผู้ก่อตั้ง ซึ่งมองเห็นโอกาสในธุรกิจ Personal Care ก่อนพัฒนาจากร้านโชห่วยสู่เมกะบิวตี้สโตร์ชั้นนำ และเตรียมก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นด้วยการเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 170.35 ล้านหุ้น
“อีฟแอนด์บอย” รายได้ครึ่งปี 2.76 พันลบ. กำไร 598 ลบ.
ข้อมูลครึ่งแรกปี 69 “อีฟแอนด์บอย” มีรายได้ 2,762 ล้านบาท กำไรสุทธิ 598 ล้านบาท พร้อมเครือข่าย 71 สาขา สินค้ามากกว่า 24,000 SKU สะท้อนจุดแข็งในฐานะเมกะบิวตี้สโตร์ที่รวบรวมแบรนด์สินค้าความงามและสุขภาพจำนวนมาก
สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO ได้แก่ บมจ.อัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง 25% และนายหิรัญ ตันมิตร 21.07% ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท
KAMART รายได้ 1.75 พันลบ. กำไร 292 ลบ.
ด้าน KAMART เจ้าของแบรนด์ Cathy Doll มีรายได้ครึ่งแรกปี 69 อยู่ที่ 1,750 ล้านบาท กำไรสุทธิ 292 ล้านบาท มี 36 สาขา สินค้าจากแบรนด์ของบริษัทมากกว่า 3,000 SKU
ขณะที่มูลค่ากิจการอยู่ที่ 8,983.31 ล้านบาท (11 ก.ย.69) โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้แก่ บจก.เวลสยาม 28% และนายวิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล 18.19%
BEAUTY รายได้ 106 ลบ.แต่ยังขาดทุน
ส่วน BEAUTY เจ้าของแบรนด์ Beauty Buffet และ Beauty Cottage มีรายได้ครึ่งแรกปี 69 จำนวน 106 ล้านบาท แต่ยังมีผลขาดทุนสุทธิ 28 ล้านบาท มี 48 สาขา และสินค้า 516 SKU
มีมูลค่ากิจการ 988.08 ล้านบาท โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้แก่ ธัญญาภรณ์ ไกรภูเบศ 19% และนายสุวิน ไกรภูเบศ 9.54%
จากตัวเลขครึ่งแรกปี 69 “อีฟแอนด์บอย” มีรายได้และกำไรสุทธิสูงกว่า KAMART และ BEAUTY อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่มีจำนวนสาขาและ SKU มากที่สุดในกลุ่มที่นำมาเปรียบเทียบ สะท้อนขนาดธุรกิจค้าปลีกความงามที่ค่อนข้างโดดเด่นก่อนเข้าตลาดหุ้น