รัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณาแนวทางส่งเสริมการใช้งาน Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐในต่างประเทศ โดยอาจจับมือภาคเอกชนตั้งโครงการร่วม หวังรักษาบทบาทดอลลาร์ในฐานะเงินสำรองหลักของโลก พร้อมสร้างความต้องการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน อ้างอิงแหล่งข่าวซึ่งทราบรายละเอียดของแผนนี้ระบุว่า คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาข้อเสนอในการส่งเสริมการใช้งานสเตเบิลคอยน์อิงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในต่างประเทศ เพื่อตอกย้ำและรักษาสถานะของเงินดอลลาร์ในการเป็นสินทรัพย์ทุนสำรองหลักของโลก
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมีแนวทางสนับสนุนผ่านการจัดตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ร่วมกับบริษัทเอกชน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งกระตุ้นความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นของสหรัฐฯ (US Treasuries) เนื่องจากบริษัทผู้ออกสเตเบิลคอยน์จำเป็นต้องถือครองเงินสดและหนี้สินรัฐบาลระยะสั้นไว้เป็นทุนสำรองค้ำประกันเหรียญดิจิทัล
แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า ความพยายามขับเคลื่อนในครั้งนี้คาดว่าจะครอบคลุมความร่วมมือจากหลายหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ อาทิ กระทรวงการคลัง (Treasury Department), กระทรวงการต่างประเทศ (State Department) ตลอดจนบรรษัทการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐฯ (DFC) ซึ่งทำหน้าที่ร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อผลักดันเป้าหมายนโยบายต่างประเทศ โดยทางกระทรวงการคลังและทำเนียบขาวไม่ได้ตอบรับคำขอความคิดเห็น ขณะที่ตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศและ DFC ปฏิเสธที่จะให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานข่าวดังกล่าว
แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางนโยบาย Stablecoin ของสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดีทรัมป์ลงนาม GENIUS Act เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2025 ซึ่งกำหนดกรอบกำกับ Stablecoin ระดับรัฐบาลกลางรวมถึงกำหนดให้ Stablecoin ต้องมีสินทรัพย์สภาพคล่องรองรับเต็มจำนวน เช่น ดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น ขณะที่ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เคยระบุว่า การเติบโตของ Stablecoin สามารถช่วยเพิ่มความต้องการพันธบัตรรัฐบาลและเสริมบทบาทของดอลลาร์ในระบบการเงินโลกได้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลของตนเอง เช่น Project mBridge ซึ่งมีเงินหยวนดิจิทัลของจีนเข้าร่วม ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปเดินหน้าพัฒนา Digital Euro และระบบเชื่อมโยงตลาดบล็อกเชนเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของยุโรป ทำให้การแข่งขันด้านสกุลเงินและระบบการชำระเงินดิจิทัลระหว่างประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น
ที่มา : bloomberg