การโอนคริปโทเข้า–ออกกระดานเทรดอาจกำลังเปลี่ยนไป หลัง ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างหลักเกณฑ์ Travel Rule ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องเก็บและตรวจสอบข้อมูลผู้โอน ผู้รับโอน และกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะธุรกรรมตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป
ผู้ใช้งานจะต้องกรอกข้อมูลหรือส่งเอกสารเพิ่มทุกครั้งหรือไม่ โอนเหรียญเข้ากระเป๋าส่วนตัว ต้องพิสูจน์ความเป็นเจ้าของอย่างไร บทความนี้สรุปสิ่งที่ชาวคริปโทฯ ทุกคนควรรู้และเตรียมตัว ก่อนหลักเกณฑ์ Travel Rule มีผลใช้จริง
“นภนวลพรรณ ภวสันต์” ผู้ช่วยเลขาธิการสายนวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงาน ก.ล.ต. อธิบายหลักการของ Travel Rule ในรายการ CryptoVerse Live สรุปประเด็นสำคัญดังนี้
กฎ Travel Rule คืออะไร?
เป็นเกณฑ์มาตรฐานสากลตามข้อแนะนำของ FATF (Financial Action Task Force) ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล (เช่น กระดานเทรดคริปโทฯ) มีหน้าที่ต้องส่งและจัดเก็บข้อมูลระบุตัวตนของผู้โอนและผู้รับโอนไปพร้อมกับการทำธุรกรรม
เหตุที่ต้องทำเช่นนี้ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ป้องกันการฟอกเงิน (AML) และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (CFT) โดยช่วยให้สามารถติดตามเส้นทางของเหรียญและรู้ตัวตนของผู้ที่อยู่เบื้องหลังกระเป๋าต่าง ๆ
เกณฑ์การแบ่งวงเงินโอนและการให้ข้อมูล
ในการโอนเหรียญ ผู้ใช้งานจะต้องระบุชื่อผู้รับปลายทางเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยข้อกำหนดจะแบ่งตามมูลค่าธุรกรรมดังนี้:
ต้องจัดเก็บข้อข้อมูลพื้นฐาน ได้แก่ ชื่อเต็มของผู้โอนและผู้รับโอน และเลขกระเป๋า (Wallet Address) หรือเลขบัญชี
ข้อมูลฝั่งผู้โอน: ต้องเพิ่ม ที่อยู่ และ วันเดือนปีเกิด (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือเลขทะเบียนนิติบุคคล
ข้อมูลฝั่งผู้รับโอน: ต้องระบุ ที่อยู่ ของผู้รับ (อย่างน้อยต้องระบุประเทศ จังหวัด หรือเมือง) และเลขทะเบียนนิติบุคคลกรณีปลายทางเป็นนิติบุคคล
การโอนไปยังกระเป๋าส่วนตัว (Private Wallet / Self-Custody Wallet เช่น MetaMask, Hardware Wallet)
กฎนี้ครอบคลุมการโอนข้ามไปยังกระเป๋าส่วนตัว (Private Wallet) ทั้งของตนเองและผู้อื่น
โอนตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องทำการตรวจสอบความเป็นเจ้าของกระเป๋า (Ownership Verification) เช่น การทดสอบด้วยวิธี Satoshi Test คือการโอนเหรียญจำนวนเล็กน้อยไปและให้โอนกลับมา เพื่อพิสูจน์ว่าผู้ทำธุรกรรมควบคุมกระเป๋านั้นจริง
โอนต่ำกว่า 30,000 บาท อาจใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน (Blockchain Analytic Tools) ตรวจสอบความปลอดภัยแทน เพื่อดูว่ากระเป๋านั้นไม่ใช่กระเป๋าสีเทาหรือสีดำ
หมายเหตุ: เกณฑ์นี้ใช้เฉพาะการโอนข้ามผู้ประกอบการ หรือโอนออกไป Private Wallet เท่านั้น หากเป็นการโอนภายในกระเป๋าของ Exchange เดียวกัน จะไม่ถูกบังคับตามเกณฑ์นี้
ผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจ (Exchanges)
ภาระหลักอยู่ที่ระบบหลังบ้าน หน้าที่ในการปรับระบบและการคัดกรองข้อมูลตกเป็นของผู้ประกอบการ ไม่ใช่ภาระทางตรงของนักลงทุนรายย่อย
กรณีพบความผิดปกติ หากระบบตรวจเจอคู่กรณีปลายทางติดบัญชีดำ (Sanction List) หรือมาจากประเทศที่มีประวัติฟอกเงิน ผู้ประกอบการปลายทาง “จะไม่สามารถปล่อยสินทรัพย์ดิจิทัลให้ลูกค้าเข้าถึงได้” และจะต้องระงับไว้เพื่อดำเนินการร่วมกับ ปปง. ตามกฎหมายต่อไป
การรักษาความปลอดภัยข้อมูล ผู้ประกอบการต้องเก็บรักษาข้อมูลเหล่านี้ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ภายใต้มาตรฐานการดูแลความปลอดภัยตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
กำหนดเวลาการบังคับใช้
ก.ล.ต. คาดว่าจะประกาศเกณฑ์อย่างเป็นทางการภายในเดือนสิงหาคม และให้ระยะเวลาปรับตัวกับผู้ประกอบธุรกิจอีก 180 วันหรือจะเริ่มมีผลบังคับใช้จริงในช่วง ไตรมาสแรกของปีหน้า
ที่มา : youtube.com