หน่วยงานรัฐ เอกชน และภาคธุรกิจการเงินร่วมถกอนาคต Stablecoin ธปท. เปิดทางทดสอบ Deposit Token และ e-Money Token ขณะที่ Stablecoin ยังอยู่ระหว่างพิจารณากฎเกณฑ์เฉพาะ ด้าน ก.ล.ต. เดินหน้ากฎ Travel Rule และหนุน Tokenization–RWA ขณะที่ SCBX มองเทคฯ ไม่ใช่ข้อจำกัด โจทย์สำคัญคือดีมานด์และความคุ้มทุน ขณะที่สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยมอง THB Stablecoin เป็นโอกาสต่อยอด Use Case ใหม่ดึงเงินต่างชาติเข้าระบบ
วานนี้ (28 ส.ค.) คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร จัดงานสัมมนา “ยุทธศาสตร์ Stablecoin ในเวทีการเงินอาเซียน” ภายใต้หัวข้อการเสวนา “มุมมองนโยบายการเงินไทยต่อ Stablecoins” โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานกำกับดูแล ตัวแทนจากสถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลร่วมแสดงทัศนะ
แบงก์ชาติชี้ พร้อมเพย์ดีอยู่แล้วแต่บล็อกเชนปลดล็อก “การตั้งเงื่อนไขการจ่ายเงิน” เปิด Sandbox โทเคนเงินฝาก-อีมันนี่แล้ว แต่ยังขาด Stablecoin
นายณพงศ์ธวัช โพธิกิจ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันระบบชำระเงินของไทยอย่างพร้อมเพย์ จะมีความรวดเร็วและต้นทุนถูกในระดับโลกแล้ว แต่เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างประโยชน์ใหม่ๆ ได้ โดยเฉพาะเรื่อง “Programmable Payment” หรือการตั้งเงื่อนไขอัตโนมัติลงไปในรายการชำระเงิน รวมถึงการเชื่อมต่อกับสินทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคน (Tokenized Asset) ซึ่งจะช่วยให้การแบ่งหน่วยย่อยสินทรัพย์ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ทำได้ง่ายขึ้น
ธปท.ยังเปิดกว้างสำหรับสื่อการชำระเงินรูปแบบใหม่ๆ (Tokenized Money) โดยปัจจุบันได้เปิด Regulatory Sandbox ให้สามารถเข้ามาทดสอบได้แล้ว ซึ่งครอบคลุมทั้งโทเคนเงินฝาก (Deposit Token) โทเคนอีมันนี่ (e-Money Token) แต่ในส่วนของ Stablecoin นั้น ปัจจุบันยังคงขาดแซนด์บ็อกซ์และกฎเกณฑ์รองรับเป็นการเฉพาะ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
“Stablecoin ปัจจุบันยังไม่ได้มีกฎกติกา อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ว่ามีการเปิด Sandbox สำหรับให้บริการ Programmable money” นายณพงศ์ธวัช ระบุ
ทั้งนี้ สิ่งที่ ธปท. ให้ความสำคัญสูงสุด 3 ด้านในการกำกับดูแลคือ 1. ความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์ที่หนุนหลังคอยน์เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งาน 2. การป้องกันการฟอกเงิน (AML) เพื่อไม่ให้เป็นช่องทางเคลื่อนย้ายเงินที่ผิดกฎหมาย และ 3. เสถียรภาพและการคุ้มครองประชาชนหากบริษัทผู้ออกเหรียญเกิดปัญหา
ก.ล.ต. จ่อคลอดกฎ Travel Rule คาดลงราชกิจจาฯ ภายใน 1-2 วันนี้ พร้อมหนุนใช้เทคโนโลยียกระดับตลาดทุน
นางสาวนภนวลพรรณ ภวสันต์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต.มองภาพในฝั่งของตลาดทุนว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนและ Stablecoin จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบนิเวศของการซื้อขายหลักทรัพย์ โดยเฉพาะกระบวนการชำระราคาและการส่งมอบหลักทรัพย์ที่สามารถทำได้แบบไร้รอยต่อและรวดเร็วขึ้น
ปัจจุบัน ก.ล.ต. มีการส่งเสริมให้ออกหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคน และมองเห็นเทรนด์ระดับโลกที่กำลังมุ่งสู่การแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้เป็นโทเคน (Real World Asset – RWA)
“จากเทรนด์โลก ถ้าเราดูสถิติตัว Tokenization Real-world ในฝั่งของหลักทรัพย์เนี่ย มันมา แล้วประเทศไทยเราเอง ตอนนี้ ก.ล.ต. ก็ส่งเสริม แล้วก็ผู้เล่นในฝั่ง Traditional ก็ให้ความสนใจกันมากขึ้น ดังนั้นตรงเนี้ยมันก็เป็นส่วนนึง ที่เป็นโอกาสที่ดี ที่ว่าในฝั่งของตัว Payment ในฝั่ง Stablecoin เนี่ย จะเข้ามาช่วยเสริมในฝั่งนี้” นางสาวนภนวลพรรณ กล่าว
ในประเด็นด้านการกำกับดูแลความเสี่ยง ก.ล.ต. เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์และการป้องกันการฟอกเงิน โดยได้แย้มข่าวสำคัญว่า ภายใน 1-2 วันนี้ กฎเกณฑ์เรื่อง Travel Rule จะถูกนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2027 (ต้นปีหน้า) เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยให้ทัดเทียมสากล
นอกจากนี้ ก.ล.ต. หวังว่าการผลักดันร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการ หากสำเร็จจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการออกหลักทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างครบวงจร
SCBX ชี้ Real World Asset (RWA) มาแรงหนุน Tokenized Money เติบโต
นายกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer ของ SCBX กล่าวว่า Stablecoin เป็นหนึ่งในรูปแบบของเงินบนบล็อกเชน ซึ่งมีข้อดีเรื่องต้นทุนต่ำลง การทำธุรกรรมเร็วขึ้น และเชื่อมกับสินทรัพย์ที่ถูก Tokenize ได้ แต่สำหรับการชำระเงินทั่วไปในประเทศ SCBX มองว่า Stablecoin อาจเจอปัญหาด้าน Adoption เพราะ PromptPay ของไทยทำงานได้ดีมากอยู่แล้ว
ซึ่งที่ผ่านมา SCBX เคยทดสอบระบบชำระเงินจริงในงานอีเวนต์ที่มีผู้ใช้จำนวนมาก โดยให้ผู้ถือเหรียญ USDC นำมาสแกนจ่ายร้านค้าได้โดยตรงและแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทอยู่หลังบ้าน ผลการทดลองพบว่าในทางเทคโนโลยีสามารถทำได้และมีความปลอดภัย แต่ในเชิงธุรกิจต้องพิจารณาเรื่องความคุ้มทุน , ภาระและความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานอย่างรอบคอบ หากต้องนำมาใช้แข่งกับระบบการชำระเงินเดิมที่มีอยู่อย่าง PromptPay
กรณีใช้งานที่ SCBX มองว่าน่าสนใจกว่าคือฝั่ง B2B โดยเฉพาะ Supply Chain Finance เพราะ Programmable Money อาจช่วยให้ SMEs ได้รับเงินเร็วขึ้น ส่วนการโอนเงินข้ามประเทศก็เป็นอีกกรณีใช้งานแต่ SCBX ย้ำว่าไม่จำเป็นต้องใช้ Stablecoin เสมอไป เพราะมีเทคโนโลยีอื่นที่ทำได้เช่นกัน โดย SCBX กำลังทำ Proof of Concept (PoC) กับ Citi ในเรื่อง B2B payment ต่างประเทศ
สิ่งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วคือการทำ Tokenization บน Real World Asset (RWA) เช่น หุ้น พันธบัตร หรืออสังหาริมทรัพย์ และสิ่งนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักให้เกิดการใช้เงินดิจิทัล (Tokenized Money) เติบโตเช่นเดียวกัน
ปัจจุบัน SCBX จึงอยู่ระหว่างกระบวนการยื่นขอเข้า Regulatory Sandbox ของ ธปท. ในฝั่ง Deposit Token เนื่องจากมองว่าเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับสถาบันการเงิน สามารถจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือได้ และมีความน่าเชื่อถือสูงภายใต้การกำกับดูแล
“Tokenized deposit มีข้อดีคือไม่ต้องแบ็กด้วยเงิน 100% แล้วก็ให้ดอกเบี้ยได้สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์กับประชาชน” นายกวีวุฒิ กล่าว
สำหรับ การออก Stablecoin โดยเฉพาะนั้น SCBX มองว่าต้องมีความชัดเจนเรื่องประโยชน์ต่อผู้ใช้ ความปลอดภัย การกำกับดูแล และความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบอื่นหรือ Interoperability พร้อมกับย้ำว่าเทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป แต่คำถามสำคัญคือมีคนใช้จริงไหม และ “คุ้มทุนไหม” มากกว่า
นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ชี้ THB Stablecoin คือ “ทางรอด” ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และ Use Case ดึงเงินต่างชาติเข้าระบบ
นายนเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย มองว่า Stablecoins คือระบบการเงินทางเลือก และไม่ได้จำเป็นถึงขั้นที่จะต้องผลักดันให้เป็นระบบการเงินหลัก กรณีการใช้งานที่จับต้องได้มากที่สุดในระยะสั้น คือการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งมีกำลังซื้อสูงนำ Stablecoin หรือสินทรัพย์ดิจิทัลมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทเพื่อใช้จ่ายในประเทศไทย ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและกระตุ้นการท่องเที่ยวได้โดยตรง และยังเป็นการนำ “เงินนอกระบบ” เข้ามาอยู่ภายใต้ระบบการกำกับดูแลผ่านการทำ KYC ที่ถูกต้อง
นายกสมาคมฯ เชื่อว่าการผลักดันให้เกิด THB Stablecoin จะเป็น “ทางรอด” ของผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น Exchange,Broker,Dealer ที่ปัจจุบันมีรายได้หลักจากการเก็บค่าธรรมเนียมเทรดเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีความผันผวนตามสภาวะตลาด แต่การมี THB Stablecoin และการสนับสนุน Payment จะช่วยสร้างรายได้จากการใช้งานในชีวิตประจำวันที่ยั่งยืนกว่า และช่วยให้ผู้ประกอบการในระบบสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
“ถ้าเกิดมีไทยบาท Stablecoin มาแล้วก็เกิด Adoption ได้ผมว่ามันจะเป็นทางรอดของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะมันจะมีรายได้ที่ยั่งยืนกว่า เพราะการใช้จ่ายเป็นเรื่องของชีวิตประจำวัน ใช้ในการท่องเที่ยว แต่รายได้จากการเทรดมันขึ้นกับสภาพตลาด” นายนเรศ กล่าว
นายนเรศ เสริมว่าในระยะสั้น การผลักดัน Stablecoins ไปสู่การชำระเงินโดยตรงอาจเป็น “เกมยาว” และต้องใช้เวลา ขณะที่ไทยมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นผู็นำด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในอาเซียนหากสามารถผลักดันแนวทางที่กำลังดำเนินอยู่ให้เกิดขึ้นได้เร็ว โดยมองว่าไทยมีจุดแข็งจากการเป็นศูนย์กลางด้านการใช้จ่ายอยู่แล้ว และยังสามารถแข่งขันเทียบเคียงกับประเทศอย่างสิงคโปร์ได้
เสียงสะท้อนจากผู้ใช้และภาคการศึกษา ต้องการความชัดเจนและมุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ในช่วงท้ายของการเสวนา มีเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมงานเสวนา แสดงความกังวลเรื่องความคลุมเครือของกฎหมายในการรีวิวหรือโฆษณาการใช้งาน Stablecoin ซึ่ง ก.ล.ต. ได้ชี้แจงว่ามีแนวทางและข้อกำหนดที่ชัดเจนอยู่แล้ว โดยแยกความแตกต่างระหว่างการรีวิวการใช้งานทั่วไป (ซึ่งสามารถทำได้) กับการให้คำแนะนำการลงทุนที่ได้รับค่าตอบแทนซึ่งต้องใช้ใบอนุญาต
ส่วนฝั่ง ธปท. เสริมว่า ปัจจุบันไม่อนุญาตให้นำสินทรัพย์ดิจิทัลหรือเงินตราต่างประเทศมาใช้ชำระค่าสินค้าและบริการในไทยโดยตรง หากจะทำต้องผ่านผู้ให้บริการที่นำสินทรัพย์นั้นไปแลกเป็นเงินบาทก่อน
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอจากภาคการศึกษาที่ต้องการให้หน่วยงานและอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการให้ความรู้เรื่อง Stablecoin และ CBDC แก่นักศึกษา ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้ภาควิชาการได้ทดลองโซลูชันใหม่ๆ โดยเน้นย้ำว่าการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินควรมาจากความต้องการของผู้ใช้จริง และคำนึงถึงความปลอดภัย มากกว่าการผลักดันเพื่อผลประโยชน์ของภาคอุตสาหกรรมเพียงฝ่ายเดียว
โดยสรุป ภาครัฐและเอกชนมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า Stablecoin และ Tokenized Money มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเงินไทย แต่การนำมาใช้ต้องมี Use Case ที่ชัดเจนและคุ้มค่าจริง ฝั่งหน่วยงานกำกับเปิดกว้างต่อการทดลองผ่าน Sandbox พร้อมให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์หนุนหลัง การป้องกันการฟอกเงิน และการคุ้มครองผู้ใช้
ขณะที่ภาคเอกชนมองว่าเทคโนโลยีไม่ใช่อุปสรรคหลักอีกต่อไป แต่โจทย์สำคัญคือดีมานด์, ความคุ้มทุน และการใช้งานที่สร้างประโยชน์ได้จริง โดยเฉพาะในฝั่ง B2B, Tokenization, การโอนเงินข้ามประเทศ และการเชื่อมต่อกับ Real World Asset ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า Stablecoin และ Tokenized Money จะเกิดการใช้งานในวงกว้างได้เร็วเพียงใดในไทย