ThaiChain เปิดตัวเครือข่าย ‘ThaiChain v2’ ปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการชำระเงิน Stablecoin และสินทรัพย์ในรูปแบบโทเคน พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ลดความยุ่งยากของผู้ใช้งาน นำกลไกด้าน Compliance เข้ามาอยู่ในระดับพื้นฐานของเครือข่าย
ThaiChain แพลตฟอร์มบล็อกเชนสัญชาติไทย กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง หลังไม่มีข่าวสารออกมาระยะหนึ่ง ด้วยการเปิดตัว ThaiChain v2 ซึ่งมุ่งเน้นความเร็ว การรองรับการขยายตัว และความปลอดภัย เพื่อรองรับการชำระเงินและการใช้งานแบบกระจายศูนย์ทั้งในไทยและต่างประเทศ
“ThaiChain v2 เป็นการออกแบบบล็อกเชนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ตอบโจทย์กรณีการใช้งานด้านการชำระเงินที่มีการกำกับดูแล” นายโดม เจริญยศ นักพัฒนาบล็อกเชนและผู้ร่วมก่อตั้ง มูลนิธิ ThaiChain กล่าว
จุดเด่นของ ThaiChain v2 ไม่ใช่แค่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความพยายามแก้ “แรงเสียดทาน” ที่ทำให้บล็อกเชนยังใช้งานจริงได้ยาก โดยเฉพาะการต้องถือเหรียญประจำเครือข่ายไว้จ่ายค่าธรรมเนียม และการพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้าน KYC และ AML
เขากล่าวว่า หนึ่งในฟีเจอร์สำคัญคือ ผู้ใช้สามารถชำระค่าธรรมเนียมด้วยโทเคนมาตรฐาน TIP-20 ที่เครือข่ายรองรับ โดยไม่จำเป็นต้องมี TCH ซึ่งเป็นเหรียญประจำเครือข่ายอยู่ในกระเป๋าก่อน ระบบจะแลกเปลี่ยนโทเคนเป็นค่าธรรมเนียมผ่าน Fee AMM โดยอัตโนมัติ
ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการหรือบุคคลที่สามยังสามารถออกค่าธรรมเนียมแทนผู้ใช้ได้ ช่วยให้ประสบการณ์ใช้งานใกล้เคียงกับแอปพลิเคชันทางการเงินทั่วไปมากขึ้น
ในด้านการออกสินทรัพย์ ThaiChain v2 นำเสนอ TIP-20 มาตรฐานโทเคนสำหรับ สเตเบิลคอยน์ที่พัฒนาต่อยอดจาก ERC-20 สำหรับการชำระเงินโดยเฉพาะ รองรับการแนบข้อมูลหรือข้อความกำกับธุรกรรม เพื่อช่วยในการตรวจสอบและกระทบยอด รวมถึงกำหนดสิทธิในการออกและทำลายโทเคน ตลอดจนบันทึกข้อมูลสำคัญของสินทรัพย์ไว้บนเครือข่าย
ฟีเจอร์เหล่านี้อาจนำไปประยุกต์ใช้กับ Stablecoin พอยต์สะสม หรือสินทรัพย์ในรูปแบบโทเคนได้ โดยไม่ต้องสร้างกลไกทั้งหมดขึ้นใหม่ผ่าน Smart Contract เป็นรายโครงการ
ข้อมูลจากเว็บ ThaiChain v2 ยังเผยอีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ TIP-403 หรือระบบกำหนดนโยบาย Compliance ซึ่งเปิดให้สร้าง Whitelist และ Blacklist เพื่อควบคุมการโอนโทเคนตามเงื่อนไข KYC และ AML จากระดับเครือข่าย
ขณะที่ TIP-1028 เปิดทางให้เจ้าของกระเป๋ากำหนดได้ว่า ต้องการรับโทเคนประเภทใดและรับจากใคร หากธุรกรรมไม่ตรงตามเงื่อนไข ระบบสามารถส่งต่อไปยังสัญญาที่ทำหน้าที่ตรวจสอบหรือจัดการธุรกรรม แทนการปล่อยให้การโอนล้มเหลวทันที
ในฝั่งประสิทธิภาพ เครือข่ายใช้ระบบ 2D Nonce เพื่อให้บัญชีเดียวสามารถส่งธุรกรรมหลายรายการพร้อมกันได้โดยไม่ชนกัน ThaiChain ระบุว่าเครือข่ายรองรับธุรกรรมได้สูงสุด 100,000 รายการต่อวินาที และใช้เวลาสร้างบล็อกราว 0.5 วินาที
หลังจากการเปิดตัว Mainnet v2 การพัฒนาเครื่องมือและ SDK สำหรับนักพัฒนา และจัดทำโปรแกรมทุนสนับสนุนระบบนิเวศแล้ว ในระยะถัดไป ThaiChain มีแผนพัฒนาสะพานเชื่อมเครือข่ายข้ามเชน ผลักดันการใช้งานในระดับองค์กร และขยายความร่วมมือในต่างประเทศ
ทั้งนี้ ท่ามกลางกระแสของภาคการเงินไทยเริ่มทดสอบโครงการ Programmable Payment ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox เรียกได้ว่าแนวทางของ ThaiChain v2 สอดรับกับทิศทางที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ แต่บทพิสูจน์สำคัญของ ThaiChain v2 ไม่ใช่เพียงความเร็วหรือฟีเจอร์ที่ประกาศไว้ แต่คือการดึงดูดนักพัฒนา ผู้ประกอบการ และการใช้งานจริงให้เกิดขึ้นได้ตามโรดแมป