“บล็อกเชน” ไม่ได้เป็นเรื่องของ “ตลาดคริปโทฯ” เท่านั้น แต่กำลังเข้ามามีบทบาทในฝั่งของ “ตลาดทุน” ซึ่งแม้จะใช้เทคโนโลยีเดียวกันเป็นโครงสร้างพื้นฐานแต่ทว่าอยู่ภายใต้ “กฎหมายคนละฉบับ”
สินทรัพย์ดิจิทัลอย่างคริปโทฯ โทเคน ที่ชาวคริปโทฯ คุ้นเคยจะอยู่ภายใต้กฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนหลักทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น หุ้นกู้ หน่วยลงทุน จะถูกกำกับภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์
อย่างไรก็ตาม แม้เบื้องหลังจะนำบล็อกเชนมาใช้แต่ในฉากหน้านักลงทุนไม่จำเป็นต้องรู้ว่าสินทรัพย์ที่เราเทรดอยู่นั้นมีเทคโนโลยีอะไรรองรับอยู่ หรือใช้บล็อกเชนยี่ห้อใด เพราะสิ่งที่จะสัมผัสได้ทันทีคือความเร็วในการซื้อขาย เป้าหมาย T+0
ซึ่งตอนนี้เทรนด์ของการนำบล็อกเชนเข้ามาแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนกำลังมาแรง คำที่พูดถึงบ่อยๆ ที่เราได้อ่านจากข่าวคือ RWA Tokenization และไทยเราก็ไม่พลาดกระแสนี้เช่นกัน
เห็นได้จากเมื่อต้นปี ก.ล.ต.ได้จัดตั้ง “ศูนย์ DSE” (Digital Securities Ecosystem) หรือศูนย์พัฒนาระบบนิเวศหลักทรัพย์ดิจิทัลขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อผลักดันการใช้เทคโนโลยีในตลาดทุนไม่ว่าจะเป็นการ Tokenization หลักทรัพย์ หรือการทดสอบนวัตกรรมต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม
Crypto by efinanceThai ชวนนักลงทุน ผู้ประกอบการและผู้สนใจมาทำความรู้จักกับ Tokenization ให้มากขึ้น เพื่อไม่พลาดเทรนด์ใหญ่ของโลก และเห็นโอกาสต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการล้อไปกับนโยบายสำนักงาน ก.ล.ต.ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทกำหนดทิศทางตลาดทุนไทย
“นภนวลพรรณ ภวสันต์” (ผู้ช่วยฯ “เกอ”) ผู้ช่วยเลขาธิการสายนวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงาน ก.ล.ต.อธิบายให้ฟังในเรื่องนี้ โดยเริ่มต้นจากความแตกต่างระหว่าง Security Token (โทเคนหลักทรัพย์) และ Digitalasset (สินทรัพย์ดิจิทัล) เพื่อให้เห็นภาพ ก.ล.ต.ยกตัวอย่าง Security Token กับ Investment Token
***Security Token(โทเคนหลักทรัพย์)
คือ การนำหลักทรัพย์ดั้งเดิม เช่น หุ้น, หุ้นกู้, กองทุนรวม มาแปลงให้อยู่ในรูปแบบของโทเคนโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายหลักทรัพย์ (พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ)
สิทธิของผู้ถือ จะมีสิทธิเทียบเท่ากับผู้ถือหลักทรัพย์ดั้งเดิมทุกประการ ตัวอย่างเช่น หากมีการออกหน่วยอิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะเป็น “หุ้นกู้” ผู้ถือ Security Token ชนิดนี้จะมีสถานะตามกฎหมายเป็น “เจ้าหนี้” ของผู้ออกหลักทรัพย์ มีสิทธิได้รับผลตอบแทนในรูปของ “ดอกเบี้ย” ตามอัตราที่กำหนด และมีสิทธิได้รับ “เงินต้นคืน”
***Investment Token (โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน)
สิทธิของผู้ถือ จะเป็นสิทธิในการรับผลตอบแทนจากการร่วมลงทุนในโปรเจกต์หรือทรัพย์สินที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งถูกกำหนดสิทธิเอาไว้ในตัวเหรียญ เช่น การลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ หรือโครงการลักษณะ Green Token ที่นำเงินระดมทุนไปปลูกป่า และแบ่งปันผลตอบแทนให้ผู้ถือเหรียญในรูปแบบของ “คาร์บอนเครดิต” เป็นต้น
ปัจจุบัน โทเคนกลุ่มนี้ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลฯ แต่เนื่องจากรูปแบบผลิตภัณฑ์เป็นการออกเหรียญเพื่อระดมทุนซึ่งมีความคล้ายคลึงกับหลักทรัพย์มาก ก.ล.ต. จึงมีแผนที่กำลังแก้ไขกฎหมายเพื่อย้าย Investment Token ให้ไปอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ในอนาคต เพื่อลดความซ้ำซ้อน
โดยสรุป : จุดพิจารณาสำคัญเลยก็คือ ก.ล.ต. ไม่ได้ดูแค่เทคโนโลยีที่ใช้ เช่น บล็อกเชน หรือ การใช้คำว่าโทเคน แต่จะพิจารณาจาก เนื้อหาแท้จริง (Substance) และการกำหนดสิทธิให้กับผู้ถือเป็นสำคัญ หากสิทธิของผู้ถือมีลักษณะเข้าข่ายการเป็นหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน สิ่งนั้นจะถือเป็น Security Token และจะไม่ถูกนับเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล
***กองทุนรวมตลาดเงิน คือผลิตภัณฑ์แรกที่เราจะได้ใช้งาน
ความได้เปรียบสำคัญของกองทุนรวมคือ การออกหน่วยลงทุนนั้น กฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องออกเป็น “ใบหน่วยลงทุน” ออกมาก่อนซึ่งแตกต่างจาก “หุ้นกู้” ที่กฎหมายเดิมบังคับให้ต้องมีใบรับรอง (หากจะข้ามขั้นตอนนี้ต้องไปทำผ่าน Sandbox ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์) หรือตลาดหุ้นที่ยังมีความซับซ้อนและผูกพันกับ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด ของกระทรวงพาณิชย์
“กองทุนรวม” จึงสามารถแปลงเป็นโทเคนได้ทันทีโดยไม่ติดขัดประเด็นทางกฎหมาย และไม่จำเป็นต้องเข้าไปทดสอบใน Sandbox ก่อน
ซึ่ง ก.ล.ต. ปรับแก้กฎเกณฑ์รองรับเรียบร้อยแล้วโดยมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ผู้สนใจสามารถเข้ามายื่นขออนุญาตตั้งกองทุน MMF แบบโทเคนได้เลย ซึ่งขณะนี้ก็มีเอกชนและผู้ประกอบการเริ่มเข้ามาหารือกับทางศูนย์ DSE ของ ก.ล.ต. แล้ว
ด้วยความพร้อมดังที่เล่ามา ก.ล.ต. จึงคาดหวังว่าผลิตภัณฑ์แรกในรูปแบบ Securities Tokenization ที่จะเกิดขึ้นในไทยคือกองทุนรวมตลาดเงิน (MMF) ในรูปแบบโทเคน คาดว่าจะเป็นภายในช่วงปลายปีนี้ หรืออย่างช้าที่สุดคือช่วงต้นปีหน้า
ข้อดีต่อนักลงทุนคือ โดยปกติการซื้อขายกองทุนจะต้องรอสรุปราคา (NAV) ณ สิ้นวัน แต่การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนจะทำให้ผู้ลงทุนสามารถทำรายการซื้อขายและได้รับเงินแบบเรียลไทม์ (Real-time หรือ T+0) ทันที โดยไม่ต้องรอสรุปราคา NAV ตอนสิ้นวันเหมือนแต่ก่อน
***หุ้นกู้และ Sandbox ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์
สำหรับการแปลง “หุ้นกู้” เป็นโทเคนนั้นมีความซับซ้อนกว่ากองทุนรวม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ในปัจจุบันบังคับว่าการออกหุ้นกู้จะต้องมีการออก “ใบหุ้นกู้” ออกมาก่อน หากผู้ออกหลักทรัพย์ (Issuer) ต้องการข้ามขั้นตอนนี้เพื่อออกหุ้นกู้มาเป็นโทเคนดิจิทัลตั้งแต่ต้น กฎหมายระบุว่าสามารถทำได้แต่ต้องดำเนินการผ่านกลไกของ “ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์” เท่านั้นธุรกรรมต่างๆ ถึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
แต่ทีนี้การจะขอใบอนุญาตเพื่อจัดตั้งศูนย์รับฝากหลักทรัพย์แบบเต็มรูปแบบนั้น เป็นเรื่องใหญ่และต้องใช้ทุนจดทะเบียนจำนวนมหาศาล ก.ล.ต. จึงได้ออก Sandbox ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ขึ้นมา เพื่อให้เอกชนสามารถเข้ามาทดสอบระบบการออกหุ้นกู้แบบโทเคนได้
นอกจากนี้ ก.ล.ต.ก็กำลังผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์” ซึ่งคาดว่าจะผ่านสภาฯ ภายใน 1-2 ปีนี้ หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะทำให้สามารถออกหลักทรัพย์เป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้สมบูรณ์ 100% โดยอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพากลไกของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
ซึ่งระหว่างที่รอกฎหมายใหม่นี้ ผู้ประกอบการก็สามารถทดสอบระบบใน Sandbox ไปพลางๆ และเมื่อกฎหมายผ่าน ก็จะสามารถเชื่อมต่อระบบและออกจาก Sandbox ไปใช้งานจริงได้พอดี
***ตลาดหุ้นไทยเทรด 24/7 จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้หรือไม่?
หุ้นไทยจะยังไม่สามารถเปิดให้เทรดแบบ 24 ชั่วโมง 7 วัน (24/7) ได้ในเร็วๆ นี้ เป็นเพราะ ข้อจำกัดทางกฎหมายและความซับซ้อนของระบบนิเวศในตลาดหุ้น การซื้อขายหุ้นไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ของ ก.ล.ต. เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีกฎหมายอื่นมาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ทำให้ ก.ล.ต. ไม่สามารถตัดสินใจปรับเปลี่ยนได้ทันที
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นมีผู้เล่นและตัวกลางเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก การจะปรับระบบให้รองรับการทำงานแบบ 24/7 จึงมีความซับซ้อนในแง่ของการจัดการโมเดลธุรกิจและความพร้อมของผู้ประกอบการมากกว่าโปรดักต์อื่นๆ แต่ในมุมมองของเทคโนโลยีนั้น บล็อกเชนมีความสามารถรองรับการซื้อขายแบบ 24/7 ได้อยู่แล้ว
***บทบาทผู้เล่นใหม่ในระบบนิเวศ (Tokenizer & Wallet Provider)
การใช้เทคโนโลยีนี้จะทำให้เกิดกลุ่มผู้เล่นใหม่ๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนผู้ออกหลักทรัพย์ (Issuer) ได้แก่ Tokenizer ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยสร้างและแปลงหลักทรัพย์เป็นโทเคนให้ได้ตามมาตรฐานที่ ก.ล.ต. กำหนด และ Wallet Provider ที่จะทำหน้าที่ให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อเก็บรักษาโทเคน
โดย Tokenizer และ Wallet Provider ไม่ต้องขอใบอนุญาตใหม่ แต่มีหน้าที่ต้องพัฒนาเทคโนโลยีให้ได้ตามมาตรฐานที่ ก.ล.ต. กำหนด โดยให้ทาง Issuer เป็นผู้รับผิดชอบในการขออนุญาตและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์
***เปิดกว้างทุกบล็อกเชน โบกมือลา “เชนกลาง” เน้นเชื่อมต่อถึงกันได้
สำหรับเทคโนโลยีเบื้องหลังอย่างบล็อกเชนนั้น ทาง ก.ล.ต. เปิดกว้างให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ได้ทั้ง Public Blockchain หรือ Private Blockchain โดยไม่ได้บังคับว่าจะต้องใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ขอเพียงแค่ระบบที่นำมาใช้จะต้องผ่านมาตรฐานที่ ก.ล.ต. กำหนดซึ่งจะมีการหารืออีกครั้งกับเอกชนผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้ล้มเลิกแนวคิดในอดีตที่จะสร้าง “บล็อกเชนกลาง” ของประเทศลงไปแล้ว เนื่องจากปัจจุบันภาคเอกชนหลายแห่งมีการพัฒนาบล็อกเชนเป็นของตัวเอง ประกอบกับหากใช้เพียงเชนเดียวอาจเกิดปัญหาข้อจำกัดในการรองรับธุรกรรมจำนวนมาก จึงเปลี่ยนเข็มทิศไปโฟกัสที่เรื่องการเชื่อมต่อข้ามเชน (Interoperability) แทน
ที่สำคัญ เพื่อให้ระบบนิเวศนี้สมบูรณ์แบบ ก.ล.ต. ได้ทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งอยู่ระหว่างการทำ Sandbox ทดสอบ Programmable Payment สิ่งนี้จะถูกนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงินบนบล็อกเชน ทำให้ทำให้กระบวนการซื้อขายและส่งมอบหลักทรัพย์จบได้ทันทีในระบบเดียว (On-chain Settlement)
***อนาคตของตลาดทุนและตลาดคริปโทฯ ในอีก 5-10 ปี
ผู้ช่วยเลขาฯ สรุปตอนท้ายว่า ก.ล.ต.กำลังผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์” ซึ่งหากผ่านการพิจารณาในอีก 1-2 ปีข้างหน้า จะช่วยให้สามารถออกและโอนหลักทรัพย์เป็นรูปแบบดิจิทัลได้สมบูรณ์ 100% โดยไม่ต้องพึ่งกลไก Sandbox อีกต่อไป
โดยในระยะยาว ตลาดทุนและตลาดคริปโทฯ จะยังคงเติบโตขนานกันไป แต่จะมีผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาเชื่อมโยงให้สองโลกนี้ใกล้ชิดกันมากขึ้น เช่น Crypto ETF หรือ Crypto Derivative ภายใต้การกำกับดูแลที่ชัดเจน.
ที่มา : youtube