เมื่อสำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวโทษ Bitkub กรณีแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและไม่รายงานข้อมูลเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวันตามข้อเท็จจริง หลังเหตุโจมตีทางไซเบอร์ในปี 2564 ซึ่งทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าราว 1,700 ล้านบาทถูกนำออกจากศูนย์ซื้อขาย ประเด็นเรื่อง “ความปลอดภัย” และ “ความโปร่งใส” ของ Exchange ไทยจึงกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง
แม้เรื่องนี้ยังอยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย และบริษัทชี้แจงว่าผู้ใช้งานไม่ได้รับความเสียหาย แต่กรณีนี้ได้จุดคำถามอย่างหนักว่า เหตุผลเรื่องการป้องกัน Bank Run สมเหตุสมผลเพียงใดกับการไม่รายงานข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานกำกับ ขณะเดียวกัน ยังเกิดคำถามว่า หน่วยงานกำกับจะตรวจพบความผิดปกติได้เร็วเพียงใด หากยังต้องพึ่งพาข้อมูลที่ผู้ประกอบการเป็นผู้รายงาน
ประเด็นดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนเฉพาะปัญหาของผู้ประกอบการ รายใดรายหนึ่ง แต่ยังชี้ให้เห็นการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจ Exchange จากสตาร์ตอัปคริปโทฯ ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน
เมื่อมาตรฐานด้านความปลอดภัย ธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูล และการบริหารความเสี่ยงสูงขึ้น การแข่งขันจึงไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนเหรียญหรือค่าธรรมเนียมอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ประกอบการรายใดมีเงินทุน ระบบ บุคลากร และโมเดลรายได้แข็งแรงพอจะรับต้นทุนของมาตรฐานใหม่และอยู่รอดในระยะยาว
จากธุรกิจสตาร์ตอัป สู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน
“หนึ่ง” ปรมินทร์ อินโสม ผู้ก่อตั้ง Satang Pro ก่อนขายกิจการให้กลุ่มกสิกรไทยและเปลี่ยนเป็น Orbix Trade มองว่า กรณีการโจมตีทางไซเบอร์ที่กลับมาเป็นประเด็นในครั้งนี้ สะท้อน Mindset แบบ Startup ในช่วงเริ่มต้นของอุตสาหกรรม
สตาร์ตอัปในระยะเริ่มต้นมักให้ความสำคัญกับการทำให้ระบบสามารถใช้งานได้และทำให้บริษัทอยู่รอดก่อน ขณะที่เรื่องความปลอดภัยและธรรมาภิบาลอาจถูกจัดไว้เป็นลำดับรอง ภายใต้แนวคิดแบบ “ทำไปก่อน แล้วค่อยขอโทษทีหลัง”
เขาเปรียบเทียบความปลอดภัยของ Blockchain ว่าเหมือนกับการใส่เสื้อเกราะกันกระสุน แม้ตัวเกราะจะแข็งแรง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้สวมใส่จะปลอดภัยทั้งหมด เพราะผู้โจมตีอาจไม่ยิงตรงบริเวณที่มีเกราะ แต่หันไปโจมตีจุดอ่อนอื่นของระบบแทน
ในทางปฏิบัติ ผู้โจมตีอาจขโมย Private Key ของกระเป๋าโดยตรง หรือเจาะระบบ API ที่บริษัทใช้ส่งคำสั่งโอนสินทรัพย์ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึง Private Key ด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ ความปลอดภัยของ Exchange จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของ Blockchain เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงกระบวนการภายใน ระบบหลังบ้าน การควบคุมสิทธิ์ และมาตรฐานการบริหารจัดการขององค์กร
“ปรมินทร์” มองว่า ธุรกิจกระดานเทรดไทยไม่สามารถใช้ Mindset แบบ Startup เช่นเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องยกระดับมาตรฐานให้มีความรัดกุมและเข้าใกล้ความเป็นสถาบันการเงินหรือธนาคารมากขึ้น
เมื่อธุรกิจต้องแบกรับทั้งต้นทุนระบบรักษาความปลอดภัย บุคลากรด้านกำกับดูแล เงินกองทุน และความรับผิดชอบต่อลูกค้า ความได้เปรียบจึงเริ่มเคลื่อนไปหาผู้ประกอบการที่มีฐานเงินทุนและโครงสร้างองค์กรแข็งแรงกว่า
ตลาดกำลังเปลี่ยนจากเกมของสตาร์ตอัปสู่การแข่งขันของกลุ่มทุน
ข้อมูลจากสำนักงาน ก.ล.ต. ณ เดือนกรกฎาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล 7 ราย ได้แก่ Bitkub, Binance TH, Orbix Trade, Upbit Thailand, WaanX, TDX และ Z.comEX
อย่างไรก็ตาม จำนวนดังกล่าวไม่ได้สะท้อนการแข่งขันในตลาดรายย่อยทั้งหมด เพราะผู้ประกอบการบางราย เช่น TDX เน้นตลาดโทเคนดิจิทัล ขณะที่เมื่อรวมผู้ให้บริการประเภทนายหน้า เช่น Bitazza, Maxbit, XSpring และ InnovestX ผู้ลงทุนไทยอาจดูเหมือนมีแพลตฟอร์มให้เลือกหลายราย แต่ปริมาณการซื้อขายและฐานลูกค้าจริงอาจยังคงกระจุกตัวอยู่กับผู้เล่นไม่กี่ราย
ในเวลาเดียวกัน ภาพของผู้ประกอบการในตลาดก็กำลังเปลี่ยนไป
Satang Pro ถูกเปลี่ยนเป็น Orbix Trade ภายใต้กลุ่มกสิกรไทย ขณะที่ Binance TH เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง Binance กับ Gulf สิ่งเหล่านี้ชี้ว่า การแข่งขันกำลังเคลื่อนจากเกมของสตาร์ตอัปคริปโทฯ ไปสู่การแข่งขันระหว่างกลุ่มทุน สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลกมากขึ้น
“ปรมินทร์” ประเมินว่า อุตสาหกรรมนี้จะถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่เป็นหลัก โดยอาศัยระบบความสัมพันธ์และธุรกิจภายในเครือ ซึ่งทำให้ผู้เล่นรายเล็กแข่งขันได้ยากกว่าเดิม
“ตัวเล็ก ๆ อาจจะอยู่ยากครับ เพราะด้วยวัฒนธรรมของประเทศไทย ที่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องกลับไปที่บริษัทที่เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ทำหลาย ๆ ธุรกิจ แล้วก็เป็นรายใหญ่ของประเทศ แบบนี้ครับ” ปรมินทร์ระบุ
สำหรับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ กระดานเทรดอาจไม่จำเป็นต้องถูกมองเป็นธุรกิจที่ต้องสร้างกำไรมหาศาลด้วยตัวเอง แต่อาจทำหน้าที่เสมือน “ท่าเรือส่วนตัว” หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อและต่อยอดธุรกิจอื่นภายในเครือ
ภายใต้โครงสร้างเช่นนี้ กลุ่มทุนอาจไม่จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อแย่งชิงลูกค้ารายย่อยทุกกลุ่ม เพราะการมี Exchange อยู่ในมือสามารถสร้างประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ให้ธุรกิจอื่นได้ แม้ตัวกระดานเทรดจะยังไม่ได้สร้างกำไรสูงในทันที
จำนวนใบอนุญาตในตลาดจึงอาจไม่ลดลงอย่างชัดเจน แต่อาจเกิดการหมุนเวียน “เปลี่ยนมือ” โดยกลุ่มทุนใหม่เลือกซื้อกิจการหรือใบอนุญาตจากผู้เล่นเดิมที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ แทนการเริ่มต้นขอใบอนุญาตและพัฒนาระบบขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
เมื่อความน่าเชื่อถือกลายเป็นต้นทุนของการแข่งขัน
ในอดีต Exchange อาจแข่งขันกันด้วยจำนวนเหรียญที่เปิดให้ซื้อขาย โปรโมชั่น หรือค่าธรรมเนียม แต่ปัจจุบัน ปรมินทร์มองว่า ปัจจัยชี้วัดความสำเร็จจะเปลี่ยนมาเป็น “ความน่าเชื่อถือ” หรือ Trust และ “ความเสถียรของระบบ” หรือ Stability มากขึ้น
ความน่าเชื่อถือไม่ได้เกิดจากโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิสูจน์ผ่านประสบการณ์ใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นความรวดเร็วในการฝากและถอนสินทรัพย์ การรองรับหลายเครือข่าย ความพร้อมของระบบในช่วงที่ตลาดผันผวน และความสามารถในการให้บริการโดยไม่เกิดปัญหาซ้ำ ๆ
หากภาพลักษณ์ที่องค์กรสื่อสารออกไปไม่สอดคล้องกับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน การโฆษณาอาจย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรเอง
“นเรศ เหล่าพรรณราย” นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย มองในทิศทางเดียวกันว่า กรณี Bitkub สะท้อนช่องว่างของอุตสาหกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจเทคโนโลยี ไปสู่ธุรกิจที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลในระดับใกล้เคียงกับสถาบันการเงินดั้งเดิม
ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุเมื่อปี 2564 หน่วยงานกำกับดูแลกำลังเร่งบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่ผู้บริหารบางส่วนยังไม่มีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล จึงอาจปรับตัวได้ไม่ทัน และสะท้อนออกมาเป็นมาตรฐานด้านธรรมาภิบาลที่ยังไม่อยู่ในระดับเดียวกับสถาบันการเงินดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า ปัจจุบันมาตรฐานของผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลได้พัฒนาขึ้น จนเข้าใกล้ผู้เล่นในระบบการเงินเดิมมากกว่าในอดีต
ตลาดไม่ได้โตพร้อมกัน แต่กำลังคัดผู้เล่น
นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยประเมินว่า ตลาดในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วง “คัดผู้เล่น” มากกว่าจะเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการทุกรายสามารถเติบโตไปพร้อมกัน
ผู้ประกอบการที่สามารถสร้างรูปแบบรายได้ใหม่ หรือมีแหล่งรายได้เฉพาะของตัวเอง จะมีโอกาสอยู่รอดมากกว่า ขณะที่รายใดยังพึ่งพารายได้จากค่าธรรมเนียมซื้อขายเพียงทางเดียว อาจเผชิญความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจต่อไป
แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่ หากไม่สามารถจับทิศทางตลาดหรือปรับโมเดลธุรกิจให้เหมาะสม ก็มีโอกาสหลุดออกจากการแข่งขันได้เช่นกัน
ข้อมูลที่กองบรรณาธิการรวบรวมเพิ่มเติมพบว่า แนวโน้มดังกล่าวเริ่มปรากฏให้เห็นในตลาดโลกแล้ว โดยในเดือนกรกฎาคม 2569 ผู้ให้บริการหลายรายทยอยประกาศยุติการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็น BitMEX ซึ่งประกาศปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 กันยายน 2569 หลังดำเนินธุรกิจมานาน 11 ปี รวมถึง BitMart และ AscendEX ที่ประกาศยุติแพลตฟอร์มภายใต้แรงกดดันจากกฎเกณฑ์ ต้นทุนการดำเนินงาน และข้อจำกัดทางการเงิน
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่า แม้แต่ผู้เล่นที่เคยมีชื่อเสียงในระดับโลกก็ไม่อาจรับประกันความอยู่รอดได้ หากไม่สามารถปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับโครงสร้างต้นทุนและการแข่งขันที่เปลี่ยนไป
บทความที่เกี่ยวข้อง : กรกฎาฯ มหาโหด! 4 เว็บเทรดคริปโทฯ ทยอยประกาศปิดตัว บางแห่งลูกค้าต้อง ‘ลุ้นเงินคืน’
การสร้างรายได้หลายทางจะเป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอด
นายกสมาคมฯ มองว่า ปัจจัยชี้ขาดการแข่งขันในอนาคตจะอยู่ที่ความสามารถในการสร้างรายได้จากหลายช่องทาง เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมกับสถาบันการเงินดั้งเดิม
หาก Exchange ยังพึ่งพาตลาดคริปโทฯ และรายได้จากค่าธรรมเนียมซื้อขายเพียงอย่างเดียว การแข่งขันจะยิ่งยากขึ้น เพราะตลาดอาจไม่กลับไปอยู่ในสภาวะเดียวกับช่วงปี 2020–2021 ซึ่งมีปริมาณการซื้อขายและนักลงทุนรายย่อยหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก
ในทางกลับกัน กระดานเทรดที่สามารถร่วมงานกับสถาบันการเงินดั้งเดิมจะมีโอกาสเติบโตมากกว่า เนื่องจากขนาดของเม็ดเงินในระบบการเงินเดิมแตกต่างจากตลาดคริปโทฯ ในระดับหลายสิบถึงหลายร้อยเท่า
อย่างไรก็ตาม การเป็นบริษัทในเครือธนาคารหรือกลุ่มทุนใหญ่ไม่ได้หมายความว่าจะชนะโดยอัตโนมัติ ที่ผ่านมา กระดานเทรดที่มีธนาคารเป็นเจ้าของก็ยังไม่สามารถนำฐานลูกค้าของธนาคารมาใช้เป็นแต้มต่อได้อย่างเต็มที่ ขณะที่กลุ่มทุนซึ่งไม่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลก็ไม่ได้มีความได้เปรียบอย่างชัดเจนเสมอไป
ตรงกันข้าม ผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางที่มีจุดแข็งเฉพาะตัว เข้าใจวิธีทำตลาด สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง หรือเชื่อมต่อกับสถาบันการเงินดั้งเดิมได้อย่างเหมาะสม ก็อาจมีศักยภาพแข่งขันกับผู้เล่นขนาดใหญ่ได้
กฎเกณฑ์จะเป็นตัวกำหนดว่าตลาดกระจุกหรือเปิดกว้าง
เมื่อมองไปข้างหน้าอีก 5 ปี นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเห็นความเป็นไปได้สองกรณี
กรณีแรก หากหน่วยงานกำกับดูแลยังไม่เปิดทางให้ Exchange สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างรายได้จากหลายช่องทาง ตลาดมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่กับผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย
กรณีที่สอง หากกฎเกณฑ์เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และดำเนินธุรกิจได้หลากหลายขึ้น ตลาดอาจดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเพิ่มเติม ทั้งจากกลุ่มทุนไทยและผู้ประกอบการต่างชาติ
ผู้ชนะที่แท้จริงอาจไม่ใช่ Exchange
เมื่อพูดถึงทฤษฎี Winner Takes All หรือภาวะที่ผู้ชนะกินรวบตลาด ปรมินทร์มองว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจไม่เกิดขึ้นกับกระดานเทรดไทยในรูปแบบที่เหลือผู้ประกอบการเพียงเจ้าเดียว เพราะกลุ่มทุนรายใหญ่แต่ละกลุ่มต่างต้องการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ผู้ชนะที่แท้จริงอาจไม่ใช่ตัว Exchange แต่เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก เมื่อกระดานเทรดเติบโตจนมีผู้ใช้งานจำนวนมาก การพัฒนาระบบขึ้นมาเองเพื่อรองรับธุรกรรมในระดับมหาศาลอาจทำได้ยากและมีต้นทุนสูง ท้ายที่สุด Exchange หลายแห่งอาจต้องหันไปเช่าหรือซื้อระบบจากผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น ผู้พัฒนาระบบที่ให้บริการตลาดระดับ NYSE หรือ Nasdaq
ในมุมนี้ แม้ตลาดไทยจะยังมีกระดานเทรดหลายราย แต่ระบบเบื้องหลังของผู้เล่นเหล่านั้นอาจกลับกระจุกตัวอยู่กับผู้ให้บริการเทคโนโลยีเพียงไม่กี่บริษัท การแข่งขันจึงอาจไม่ได้จบลงด้วยการที่ Exchange รายเดียวครองตลาด แต่เป็นการที่ผู้ประกอบการหลายรายใช้โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี หรือผู้ให้บริการหลังบ้านจากบริษัทกลุ่มเดียวกัน
บทสรุป: ตลาดอาจมีหลายผู้เล่น แต่ผู้ชนะอาจเหลือไม่กี่ราย
อนาคตของกระดานเทรดไทย อาจไม่ใช่ตลาดที่เหลือผู้ประกอบการเพียงรายเดียว แต่ก็ไม่น่าจะเป็นตลาดที่ผู้เล่นทุกรายเติบโตได้อย่างเท่าเทียมกัน ภาพที่เป็นไปได้มากกว่าคือ Exchange ยังมีหลายรายในเชิงจำนวน ขณะที่สภาพคล่อง รายได้ ฐานลูกค้า และอำนาจการแข่งขันกระจุกอยู่กับผู้เล่นเพียงบางกลุ่ม
กลุ่มทุนใหญ่ได้เปรียบจากเงินทุน เทคโนโลยี และความสามารถในการรองรับต้นทุนด้านกฎเกณฑ์ แต่ขนาดเพียงอย่างเดียวไม่รับประกันชัยชนะ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางยังมีพื้นที่ หากมีจุดแข็งเฉพาะตัว สามารถสร้างรายได้มากกว่าค่าธรรมเนียมซื้อขาย และเชื่อมต่อกับระบบการเงินดั้งเดิมได้อย่างเหมาะสม
สิ่งชี้ชะตาตลาดจึงไม่ใช่จำนวนใบอนุญาต แต่คือความสามารถในการรักษาความไว้วางใจ สร้างรายได้ที่ยั่งยืน และรับมือกับต้นทุนด้านความปลอดภัย ธรรมาภิบาล เทคโนโลยี และกฎเกณฑ์
ท้ายที่สุด ธุรกิจ Exchange ไทยอาจไม่ใช่ตลาดแบบ Winner Takes All ที่เหลือผู้ชนะเพียงรายเดียว แต่เป็นตลาดที่ยังมีผู้เล่นหลายราย ขณะที่สภาพคล่อง รายได้ และความเชื่อมั่นกระจุกอยู่กับผู้ชนะเพียงไม่กี่เจ้า