นับตั้งแต่ Strategy เริ่มกลยุทธ์นำบิตคอยน์มาเป็นสินทรัพย์สำรอง ในปี 2020 บริษัทได้เดินหน้ากว้านซื้อบิตคอยน์อย่างดุดัน จนกลายเป็นบริษัทมหาชนที่ถือครองบิตคอยน์มากที่สุดในโล 847,363 BTC ที่ต้นทุนเฉลี่ย 75,653 ดอลลาร์ต่อเหรียญ
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัท เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อล่าสุด ไมเคิล เซเลอร์ส่งสัญญาณใหม่ต่อตลาดว่าบริษัท Strategy ภายใต้การนำของเขานั้นพร้อมขาย BTC หากเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น ลบภาพเดิมที่เป็นแบรนด์ติดตัวของเขาที่ว่า “Never Sell Bitcoin”
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากนักลงทุนในตลาด ที่เริ่มตั้งคำถามกับโมเดล Bitcoin Treasury ของไมเคิล เซเลอร์ ในช่วงหนึ่งถือสองเดือนมานี้ หลังจากหลายปีที่ผ่านมาโมเดลนี้เป็น Narrative ใหม่ที่มากระตุ้นความคึกคักของตลาดคริปโทฯ ในช่วงเวลาที่ Narrative อื่นๆ ค่อยๆ ล้มหายตายจากไป
สภาวะตลาดที่ย่ำแย่และความตื่นตระหนกที่ก่อตัวขึ้นอย่างหนักในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ในครั้งนี้
โดยหุ้นของบริษัทต้องเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก MSTR ปรับตัวลดลงเกือบ 50% นับตั้งแต่ต้นปี ในขณะที่หุ้นบุริมสิทธิ STRC มีราคาตกลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 71.25 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (Par value) ถึง 25% – 28.75%
มรสุมความผันผวนและแรงกดดันจากนักวิเคราะห์
ความผันผวนนี้ทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายออกมาตั้งคำถามถึงสภาพคล่องของบริษัท ขณะที่นักวิเคราะห์จาก CryptoQuant ได้ออกมาแนะนำให้บริษัทหยุดกว้านซื้อบิตคอยน์เพิ่มเติม และหันมาฟื้นฟูเงินสำรองสกุลเงินดอลลาร์แทน
นอกจากนี้ Zach Pandl หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก Grayscale ยังได้ให้ความเห็นว่า บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องขายบิตคอยน์มูลค่าถึง 3 พันล้านดอลลาร์ เพื่อนำมาครอบคลุมภาระผูกพันทางการเงิน
เสียงวิจารณ์เหล่านี้ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักลงทุนว่า Strategy อาจถึงคราวต้องถูกบังคับให้เทขายบิตคอยน์กว่า 50,000 เหรียญในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเพื่อจ่ายเงินปันผลหรือชำระหนี้
กำเนิด Digital Credit Capital Framework (DCCF)
ในที่สุด เพื่อสยบความกังวลและพลิกเกมธุรกิจ ไมเคิล เซเลอร์ จึงได้ประกาศเปิดตัวกรอบการทำงานใหม่ที่มีชื่อว่า “Digital Credit Capital Framework” (DCCF) โดยมีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 4 ประการ ได้แก่ 1.การเสริมความแข็งแกร่งด้านดิจิทัลเครดิต 2.การเพิ่มสภาพคล่อง 3.การปกป้องการถือครองบิตคอยน์ในระยะยาว และ 4.การสนับสนุนการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน
ใจความสำคัญอันดับแรกของกรอบการทำงานนี้ คือการสร้างกันชนทางการเงินที่แข็งแกร่ง บริษัทประกาศเพิ่มเงินสำรองสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD Reserve) พุ่งสูงถึง 2.55 พันล้านดอลลาร์ โดยเงินก้อนนี้จะถูกล็อกไว้เพื่อใช้สำหรับการจ่ายเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิและดอกเบี้ยจ่ายเท่านั้น จำนวนเงินดังกล่าวเพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ยาวนานถึง 17.4 เดือน
ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังได้กำหนดกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดว่าจะต้องรักษาระดับเงินสำรองส่วนนี้ให้ครอบคลุมภาระผูกพันไม่ต่ำกว่า 12 เดือนเสมอ เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติเป็นอย่างอื่นจากคณะกรรมการบริหาร
แผนแปลงบิตคอยน์เป็นเงินสด (BTC Monetization Program)
สิ่งที่ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” อย่างแท้จริงสำหรับ Strategy คือการอนุมัติโปรแกรมแปลงบิตคอยน์เป็นเงินสด (BTC Monetization Program) ซึ่งเปิดประตูให้บริษัทสามารถนำบิตคอยน์ในคลังออกมาขายได้อย่างเป็นทางการ
โดยฝ่ายบริหารได้รับไฟเขียวจากคณะกรรมการ ให้สามารถขายบิตคอยน์ได้ในวงเงินไม่เกิน 1.25 พันล้านดอลลาร์ เพื่อนำมาสมทบเข้ากองทุนเงินสำรองดอลลาร์ หรือนำไปใช้จ่ายปันผล จ่ายดอกเบี้ย และใช้ซื้อคืนหลักทรัพย์
แม้การประกาศ “ขายบิตคอยน์” อาจฟังดูน่าตกใจ แต่หากมองในมุมของการบริหารความเสี่ยงหากบริษัทตัดสินใจขายบิตคอยน์จนเต็มเพดาน 1.25 พันล้านดอลลาร์ จะใช้บิตคอยน์เพียงประมาณ 20,800 BTC หรือคิดเป็นสัดส่วนแค่ 2.5% ของบิตคอยน์ทั้งหมดที่บริษัทมี แลกกับการที่บริษัทจะมีเงินสดสำรองรวมเพิ่มขึ้นเป็น 3.8 พันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมการจ่ายเงินปันผลและดอกเบี้ยล่วงหน้าได้ยาวนานเกือบ 26 เดือน (25.9 เดือน)
การดำเนินการนี้นับว่าคุ้มค่าในการแลกเศษเสี้ยวของสินทรัพย์เพื่อซื้อความมั่นคงและเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลับคืนมา โดยบริษัทไม่ได้มีข้อผูกมัดว่าจะต้องขาย และหากต้องการขายเกินกว่าวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ จะต้องขอมติจากบอร์ดบริหารเพิ่มเติม
การอัปเกรดผลตอบแทนและนโยบายซื้อหุ้นคืน
Strategy จัดตั้งโครงการซื้อคืนหลักทรัพย์ (Repurchase programs) มูลค่าสูงสุดรวม 2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งแบ่งเป็นการซื้อคืนหลักทรัพย์ทางดิจิทัลเครดิตสูงสุด 1 พันล้านดอลลาร์ และการซื้อคืนหุ้นสามัญ MSTR Class A อีก 1 พันล้านดอลลาร์
“เซเลอร์” ย้ำว่าเครื่องมือนี้จะสร้างความยืดหยุ่นในการช้อนซื้อหลักทรัพย์ของตนเองในช่วงที่ตลาดปั่นป่วน โดยเงินทุนส่วนนี้จะไม่ถูกดึงมาจากเงินสำรองสกุลเงินดอลลาร์ และโครงการนี้ไม่มีวันหมดอายุ
นอกจากนี้ บริษัทยังเอาใจผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิด้วยการประกาศปรับเพิ่มอัตราเงินปันผลประจำปีของหุ้น STRC ขึ้นอีก 0.50% (50 bps) จากเดิม 11.5% เป็น 12% โดยจะมีผลในรอบการกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นเพื่อรับปันผล (Record date) ในเดือนกรกฎาคม ปี 2026
บริษัทวางแผนที่จะประเมินอัตราดังกล่าวเป็นประจำทุกเดือน เพื่อผลักดันให้ราคาหุ้น STRC กลับไปซื้อขายอยู่ที่เป้าหมาย 99-100 ดอลลาร์ตามที่ควรจะเป็น
บทสรุป:
การเติบโตสู่เฟสการบริหารเงินทุนเชิงรุก (Active Capital Management) เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการประกาศว่า Strategy ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียง “นักสะสมบิตคอยน์” เข้าสู่ยุคของการเป็น “นักบริหารจัดการเงินทุนเชิงรุก” อย่างเต็มรูปแบบ
การที่บริษัทรายงานว่าไม่มีการเข้าซื้อบิตคอยน์เพิ่มเติมเลยในช่วงสัปดาห์ที่มีการประกาศข่าวเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนถึงจุดยืนใหม่ ที่เน้นเสถียรภาพมากกว่าการไล่ซื้อเพียงอย่างเดียว
“เซเลอร์” ได้สรุปหลักการสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไว้ว่า “ดิจิทัลเครดิตนั้นต้องการสภาพคล่อง ความมีวินัย และการบริหารเงินทุนเชิงรุก กรอบการทำงานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างคุณภาพของเครดิต และเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถลดภาระการจ่ายเงินปันผลได้ในเวลาที่เหมาะสม พร้อมกับมอบเครื่องมือในการบริหารเงินทุน โดยที่ยังคงรักษาคำมั่นสัญญาในการสัมผัสกับผลตอบแทนของบิตคอยน์ในระยะยาวไว้เช่นเดิม”
ข่าวการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่นี้ส่งผลเชิงบวกต่อตลาดทันที โดยหุ้น MSTR มีราคาฟื้นตัวพุ่งขึ้นราว 3% ถึง 5.5% ในเวลาต่อมา
สิ่งนี้คือเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อบิตคอยน์ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะสินทรัพย์สำรองแล้ว ขั้นตอนต่อไปขององค์กรระดับโลกคือการเรียนรู้ที่จะประยุกต์ใช้มันเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีความยืดหยุ่น
ไม่ว่ากลยุทธ์นี้ การตัดสินใจนี้ จะผิดหรือถูก แต่นับได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของ Strategy! เลยทีเดียว
อ้างอิง : Cryptopotato Coindesk Theblock Cointelegraph