ก.ล.ต. คาดไทยอาจเห็น “กองทุนรวมตลาดเงินในรูปแบบโทเคน” เป็นผลิตภัณฑ์แรกภายในปลายปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปีหน้า หลังปรับเกณฑ์รองรับแล้วตั้งแต่ 1 เม.ย.69 ชูจุดเด่นซื้อขายและรับเงินได้แบบเรียลไทม์
นางสาวนภนวลพรรณ ภวสันต์ ผู้ช่วยเลขาธิการสายนวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คาดว่า ประเทศไทยอาจได้เห็นกองทุนรวมที่ออกหน่วยลงทุนในรูปแบบโทเคน หรือ Tokenized Fund กองแรกภายในช่วงปลายปีนี้ หรืออย่างช้าที่สุดในช่วงต้นปีหน้า
ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยระหว่างให้สัมภาษณ์สดในรายการ CryptoVerse Live ของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยว่า กองทุนรวมถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความพร้อมมากที่สุดสำหรับการนำร่อง Securities Tokenization ในตลาดทุนไทย
จุดได้เปรียบสำคัญคือ กฎหมายไม่ได้กำหนดให้การออกหน่วยลงทุนต้องมี “ใบหน่วยลงทุน” ก่อน ซึ่งต่างจาก “หุ้นกู้” ที่ยังต้องมีใบรับรองตามกฎหมายเดิม รวมถึง “หุ้น” ที่ยังเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด ทำให้กองทุนรวมสามารถออกในรูปแบบโทเคนได้โดยไม่ต้องเข้า Sandbox ก่อน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เต็มสูบ! ก.ล.ต.ไทยจัดตั้งศูนย์ ‘DSE’ รุกขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีและ Tokenization ในตลาดทุน
ก.ล.ต. ได้ปรับแก้เกณฑ์รองรับการจัดตั้งกองทุนรวมตลาดเงินหรือ MMF ในรูปแบบโทเคนแล้วและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ขณะนี้มีภาคเอกชนเริ่มเข้าหารือกับศูนย์ DSE เพื่อเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์
ก.ล.ต. จึงคาดว่า กองทุนรวมตลาดเงินแบบโทเคนอาจเป็นผลิตภัณฑ์ Security Tokenization รายการแรกที่นักลงทุนไทยได้ใช้งานจริง แม้รูปแบบของหน่วยลงทุนจะเปลี่ยนเป็นอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด แต่ผู้ถือยังคงมีสิทธิและได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เช่นเดียวกับการถือหน่วยลงทุนแบบเดิม
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือประสิทธิภาพในการทำธุรกรรม จากเดิมที่การซื้อขายกองทุนต้องรอสรุปราคา NAV ณ สิ้นวัน เทคโนโลยีบล็อกเชนจะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถทำรายการและรับเงินได้แบบเรียลไทม์ หรือ T+0
ส่วนการออก “หุ้นกู้แบบโทเคน” ผู้ช่วยเลขาธิการฯ กล่าวว่า จะมีความซับซ้อนกว่า เนื่องจากตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ในปัจจุบันกำหนดไว้ว่า การออกหุ้นกู้จะต้องมีการออก “ใบหุ้นกู้” ออกมาก่อน หากผู้ออกหลักทรัพย์ต้องการที่จะออกหุ้นกู้เป็นโทเคนโดยไม่ต้องออกใบหุ้นกู้มาก่อน กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ แต่จะต้องทำผ่านกลไกของ “ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์” เท่านั้น
แต่การขอใบอนุญาตเพื่อเป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์เป็นเรื่องใหญ่และใช้ทุนสูงมาก ซึ่งไม่คุ้มค่าหากจะทำเพื่อทดสอบเทคโนโลยี ก.ล.ต. จึงได้เปิด Sandbox ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ เพื่อให้เอกชนสามารถเข้ามาทดสอบระบบการออกหุ้นกู้แบบโทเคนได้โดยตรง ซึ่งช่วยลดต้นทุนลงได้มากแต่จะเป็นการทดสอบในวงจำกัด
ในระยะยาว ความยุ่งยากเหล่านี้จะหมดไปเพราะปัจจุบัน ก.ล.ต.กำลังผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์” ซึ่งคาดว่าจะผ่านสภาฯ และมีผลบังคับใช้ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า
หากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน จะทำให้สามารถออกหลักทรัพย์ทุกประเภท รวมถึงหุ้นกู้ ให้เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ 100% ตั้งแต่การออก การโอน ไปจนถึงการวางเป็นหลักประกัน โดยที่ผู้ออกหลักทรัพย์อาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพากลไกของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์เพื่อเลี่ยงการออกใบหุ้นกู้อีกต่อไป