Samsung เตรียมเปลี่ยนสมาร์ตโฟน Galaxy กว่า 800 ล้านเครื่องทั่วโลกให้กลายเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัล รองรับฟีเจอร์การใช้งาน Stablecoin ผ่าน Samsung Wallet แก้โจทย์ใหญ่ระดับโลกในการเข้าถึงผู้ใช้งานทั่วไป
ซัมซุง (Samsung) บิ๊กเทคเกาหลีใต้ได้สร้างความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับวงการการเงินดิจิทัล ในงาน Galaxy Unpacked 2026 เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา จากการประกาศแผนว่าบริษัทจะทำการติดตั้งฟังก์ชันรองรับ “สเตเบิลคอยน์” ให้เป็นค่าเริ่มต้นในสมาร์ตโฟน Galaxy รุ่นใหม่ของบริษัทมากกว่า 800 ล้านเครื่อง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Samsung รุกเข้าสู่อุตสาหกรรมคริปโทฯ เพราะปี 2019 บริษัทเปิดตัวกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านระบบ Knox ซึ่งเป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบแยกจากระบบหลักของอุปกรณ์ และเข้าถึงได้ด้วยลายนิ้วมือหรือรหัส PIN รองรับการจัดเก็บและบริหารสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Bitcoin, Ether และ Tron และยังสามารถเชื่อมต่อกับฮาร์ดแวร์วอลเล็ตภายนอกอย่าง Ledger Nano S และ Nano X ผ่านอุปกรณ์ Galaxy ได้โดยตรง
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานสมาร์ตโฟน Galaxy จำนวนมหาศาลสามารถเข้าถึงบัญชีออมเงินและระบบชำระเงินดิจิทัลได้โดยตรงทันที ผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Wallet ที่มีอยู่แล้วในเครื่อง โดยไม่จำเป็นต้องไปดาวน์โหลดแอปพลิเคชันคริปโทฯ อื่นแยกต่างหาก หรือต้องไปสมัครเปิดบัญชีกับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลให้ยุ่งยาก
Joseph Goh ผู้อำนวยการและหัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Areta บริษัทวาณิชธนกิจและที่ปรึกษาด้านคริปโทฯ มองว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจทำให้ Samsung กลายเป็นผู้กระจาย Stablecoin รายใหญ่ เช่น USDC
เขาระบุว่า หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการยอมรับคริปโทฯ ในวงกว้าง คือการเข้าถึงผู้ใช้รายใหม่ และในกรณีนี้ Samsung ถือครองสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด นั่นคือ “ช่องทางการกระจาย” ผ่านฐานผู้ใช้จำนวนมหาศาลทั่วโลก
Ben Nadareski ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Solstice มองไปในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดคริปโทฯ มีสภาพคล่องสูงและมีแพลตฟอร์มซื้อขายแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในประเทศอย่างเกาหลีใต้ แต่ยังขาดช่องทางที่เชื่อมสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
Lee Dinham ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ด้านสมาร์ตโฟนของ Samsung กล่าวว่า ปัจจุบันเพียงแค่ในเกาหลีใต้ประเทศเดียว Samsung Wallet ก็มีผู้ใช้งานอยู่แล้วเกือบ 19 ล้านราย และให้บริการครอบคลุมถึง 61 ประเทศทั่วโลก โดยการรวมระบบในครั้งนี้อาจสร้างข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่าง Apple และ Google ในการให้บริการกลุ่มผู้ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลอีกด้วย
นอกเหนือจากการเพิ่มฟังก์ชันบนหน้าจอมือถือแล้ว ซัมซุงยังได้วางรากฐานระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินไว้แล้ว โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 3 บริษัทในเครือซัมซุง ได้แก่ Samsung Securities, Samsung SDS และ Samsung Card ได้บรรลุข้อตกลงเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 4% คิดเป็นมูลค่า 408 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในบริษัท Dunamu ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการ Upbit ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้
Lee Jun-hee ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Samsung SDS ระบุว่า การลงทุนดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการก้าวเข้าสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงระบบการชำระเงินที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้ซัมซุงพร้อมรองรับทั้งเหรียญสเตเบิลคอยน์อิงมูลค่าดอลลาร์สหรัฐและเงินวอนเกาหลีใต้
Robby Yung ซีอีโอฝ่ายการลงทุนของ Animoca Brands มองว่า ความเคลื่อนไหวของ Samsung ถือเป็นข่าวดีต่ออุตสาหกรรม เพราะยิ่งสินทรัพย์ดิจิทัลมีช่องทางเข้าถึงผู้ใช้งานมากเท่าใด ก็ยิ่งส่งผลดีต่อการยอมรับในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม เขายังไม่แน่ใจว่า Samsung จะได้เปรียบแพลตฟอร์มที่พัฒนาจากอุตสาหกรรมคริปโทฯ โดยตรงหรือไม่
ด้าน Yat Siu ประธานบริหารของ Animoca Brands มองว่า การเพิ่ม Stablecoin น่าจะเป็นการขยายชุดฟีเจอร์ของ Samsung มากกว่าความพยายามสร้าง Super App
เขาระบุว่า การผนวก Stablecoin เข้ากับ Samsung Wallet อาจช่วยให้ Samsung ได้เปรียบ Apple และ Google ในกลุ่มผู้ใช้งานคริปโทฯ แต่ในท้ายที่สุดยังต้องอาศัยแอปพลิเคชันและร้านค้าที่รองรับ เพื่อทำให้ Stablecoin ถูกนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริง
ที่มา : Coindesk