ภายหลังสำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวโทษ Bitkub และอดีตกรรมการต่อ บก.ปอศ. กรณีรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับเหตุถูกโจมตีทางไซเบอร์เมื่อปี 2564 นายสกลกรย์ สระกวี อดีตกรรมการ Bitkub ได้ออกแถลงการณ์ผ่านวิดีโอ ยอมรับว่าเป็นผู้ตัดสินใจปกปิดเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมระบุว่า ผู้ร่วมก่อตั้งได้ใช้เงินส่วนตัวซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลมาทดแทนให้ลูกค้าครบทั้งหมด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ก.ล.ต.กล่าวโทษ Bitkub-อดีตกรรมการ ปมรายงานเท็จเหตุไซเบอร์ปี 64
ต่อไปนี้คือคำแถลงของ “ต้น สกลกรย์” แบบคำต่อคำ
สวัสดีครับ ผม “ต้น สกลกรย์ สระกวี” นะครับ วันนี้ผมมีเรื่องอยากจะบอกทุกๆ คน ผมคิดว่าบางคนอาจจะได้เห็นข่าวนี้แล้ว จริงๆ มันเป็นเรื่องที่ผ่านมานานแล้ว แล้วจริงๆ ก็ไม่คิดว่าจะได้มาพูดวีดีโอในวันนี้
เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 เหตุการณ์ ณ เวลานั้นจริงๆ ก็คือ “Bitkub Exchange ถูกแฮ็กเหรียญจริงๆ ครับ มันเป็นการถูกแฮ็กเหรียญโดยโจรไซเบอร์ครับ” มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แล้วก็ Co-founder ทุกคนตัดสินใจใช้เงินส่วนตัวในการซื้อเหรียญคืนลูกค้าครบทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่ในปีนั้นเลย
ก.ล.ต.เองก็เพิ่งเข้ามาตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้า เมื่อประมาณวันที่ 8 กันยายน 2568 เราเองก็แจ้งว่ามีความปลอดภัยและครบถ้วน ซึ่งไม่มีลูกค้าคนไหนเสียหายเลยแม้แต่สตางค์เดียว
แต่เหตุการณ์นั้น “ผมทำผิดครับ ผมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ เป็นกรรมการสูงสุด เป็นคนตัดสินใจปกปิดเหตุการณ์นี้ครับ จากทั้ง ก.ล.ต. และก็สาธารณชนครับ”
ความจริงแล้วนะครับ ก็ตอนที่เกิดเหตุ Bitkub Exchange ก็มีระบบ Security ที่ดีแล้วก็ถูกต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่เราแจ้งต่อ ก.ล.ต. จริงๆ Bitkub ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะครับ แต่เราถูกแฮ็กจากโจรไซเบอร์ ดังนั้น วันนั้นทางเลือกที่ง่ายที่สุดคือ เราน่าจะเลือกเปิดเผยข้อมูลให้กับทุกคนทราบในทันทีใช่มั้ยครับ เพราะจริงๆ แล้ว Bitkub เองก็ไม่ใช่คนผิด รวมถึงผู้บริหาร Co-founder เองก็ไม่ได้มีใครต้องมารับความเสี่ยงใดๆ ทั้งสิ้นจากการที่เราทำ
แต่ทำไมผมถึงเลือกที่จะปกปิดเรื่องนี้? ผมพูดได้เลยว่าผมเห็นเหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมา ลูกค้าได้รับผลกระทบทันทีนะครับ เนื่องจากบอกได้เลยครับว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาเนี่ยในอดีตเนี่ย ลูกค้าจะตื่นตกใจ ลูกค้าที่ถูกขโมยเหรียญจะสูญเงิน คนจะแห่ถอนเหรียญ เทขายเหรียญ ราคาเหรียญจะดิ่งลง สมมุติราคาตอนนี้ 1 ล้านบาทจะเหลือ 200,000 นะครับ เกิดความโกลาหลเกิดขึ้น แล้วก็จะลามเป็นลูกโซ่นะครับ ซึ่งเราเรียกเหตุการณ์นี้ว่าแบงก์รัน (Bank run)
ซึ่งพอผมเห็นภาพชัดเจนแบบนี้แล้ว ดังนั้น วันที่ถ้าหากว่ามันเกิดเหตุการณ์ว่าเราเปิดเผยข้อมูลแล้วเนี่ย มันจะเกิดเหตุการณ์วิกฤตทันที มันจะเกิดเหตุการณ์สูญเสียแผ่ขยายเป็นมุมกว้าง ลูกค้าหลายแสนคนจะเสียหาย พนักงานหลายร้อยคนจะตกงาน และท้ายที่สุดจะมีแต่ผู้สูญเสียครับ แล้ววันนี้จะไม่มี Bitkub Exchange ครับ
ดังนั้น สิ่งที่ผมทำได้ ณ เวลานั้นคือ เราต้อง “ยื้อเวลาเพื่อที่ได้ช่วยลูกค้าของเราครับ” และผมเชื่อว่าเราจะสามารถทำได้ครับ ถ้ามันไม่เกิดแบงก์รัน ผมจึงเลือกเดินทางที่ยากกว่าครับ ผมแบกภาระมากขึ้นเพื่อปกป้องทุกคนจากความเสียหายที่เกิดขึ้นครับ
“ผมยอมแบกความรับผิดนี้คนเดียวครับ ผมเป็นคนเดียวครับที่แก้ไขรายงาน NCR หรือว่า ดจ. 1 ครับ ผมเป็นคนแก้ไขแบบรายงาน ดจ. 1 โดยไม่มีใครรู้ครับหน้าที่ผม ความรับผิดชอบผม ไม่มีใครมาก้าวก่ายเรื่องนี้ครับ ผมรับผิดชอบทุกการตัดสินใจนี้ครับ”
“กรรมการคนอื่น ผู้บริหาร พนักงาน ไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ ทั้งสิ้นต่อการกระทำของผมครับ ซึ่งผมยอมรับว่าผมไม่ได้ปฏิเสธความผิดครับ แต่ในเวลานั้นเนี่ยผมคิดแค่เรื่องเดียวครับว่า ผมจะปกป้องลูกค้าและน้องๆ พนักงานหลายร้อยคนนี้ยังไงครับ”
ต้องบอกเลยครับว่า 4 ปีเนี้ยผมแบกความลับนี้เนี่ยมันหนักมากๆ ครับ แต่สิ่งเดียวที่ทำให้ผมทนเรื่องนี้ได้ คือการเห็นว่าทุกคนไม่มีใครต้องสูญเสียเงินแม้แต่บาทเดียวครับ ซึ่งมันเป็นความทุกข์ของผมคนเดียวแลกกับความสุขของคนนับแสนซึ่งผมยอมครับ
วันนี้ผมพร้อมรับการกระทำนะครับ ก็ผมยินดีที่จะร่วมมือกับทาง ก.ล.ต. และหน่วยงานต่างๆ อย่างเต็มที่ครับ เพื่อให้ Bitkub Exchange เป็นองค์กรที่ดียิ่งขึ้นต่อๆ ไป และเพื่อหาตัวการสำคัญหรือโจรไซเบอร์เนี่ยมาลงโทษตามกฎหมายให้สาสมกับความผิดให้ได้นะครับ
“ซึ่งผมเองเนี่ยก็ได้ลาออกจากกรรมการ Bitkub Exchange แล้วก็ Bitkub Capital Group Holding แล้วนะครับ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ”
ผมขอโทษครับที่ปิดบังความจริงนะครับ (ยกมือไหว้) ผมขอโทษที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง แต่ตอนนั้นผมไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ ครับ
มาถึงวันนี้นะครับ เมื่อย้อนไปแล้วผมคิดว่าผมได้ทำสิ่งที่จำเป็นที่สุดแล้วครับ และก็เป็นทางเดียวที่ทำให้ทุกอย่างมันออกมาดี ผมก็ได้ปกป้องลูกค้าทุกคนนะครับ โดยที่พวกผมใช้เงินส่วนตัวมาปกป้องไม่ให้ลูกค้าเสียหาย เอาจริงๆ ที่ทำให้ Bitkub Exchange อยู่จนถึงวันนี้เนี่ย ผมถือว่าผมก็ได้ปกป้องการพัฒนาอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไปด้วยนะครับ
ซึ่งพูดได้เลยว่าถ้าหากว่ามีข่าวเหตุการณ์แฮ็กสินทรัพย์ดิจิทัล ณ เวลานั้นเนี่ย ผมคิดว่าวงการของเราคงจะต้องพัฒนาล่าช้าไปอีกเป็น 10 ปีครับ
ซึ่งผมเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบครับ แต่การตัดสินใจครั้งนี้ผมทำโดยคำนึงถึงคนอื่นก่อนตัวผมเองครับ
ผมรู้ว่าข่าวนี้อาจจะทำให้หลายคนตกใจแล้วก็กังวล แต่ผมขอให้ทุกคนสบายใจได้เลยครับว่าเหตุการณ์นี้เนี่ยมันเกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งมันผ่านมานานมากแล้วนะครับ แล้วก็ตัว Bitkub Exchange เองเราพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเป็นอย่างมากครับ
วันนี้ Bitkub Exchange เองไม่ได้เป็น Bitkub Exchangegs เมื่อ 4 ปีก่อนแล้ว พวกเราลงทุนในระบบความปลอดภัยหลายร้อยล้านบาท เราผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระมาแล้วหลายครั้ง เรามีระบบการทำงาน ตรวจสอบภายในที่รัดกุม ที่สำคัญที่สุดเลยครับ เราย้ายเงินลูกค้าเนี่ยไปเก็บกับ third party คัสโตเดียนระดับโลกอย่าง Bitgo , Coinbase นะครับ ที่ดูแลสินทรัพย์มากกว่าหลายหมื่นล้านบาทหรือหลายแสนล้าน
ผมอาจจะกระทำผิดนะครับในเรื่องการปิดบังเรื่องนี้ แต่สิ่งนึงที่ผมคิดว่าผมไม่ได้ผิดคือการปกป้องและรับผิดชอบต่อลูกค้าครับ ไม่ว่าด้วยจะต้องแลกอะไรด้วยก็ตามนะครับ
ผมขอให้ทุกคนยังเชื่อมั่นใน Bitkub Exchange ต่อไปครับ ไม่ใช่เพื่อตัวผมเอง แต่เพื่อพนักงานกว่า 700 ชีวิตนะครับ ที่ทำงานหนักทุกๆ วันเพื่อบริษัทของพวกเรา และเป็นบริษัทคนไทยที่พวกเราช่วยกันสร้างมาเพื่ออนาคตของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลที่จะเป็นของคนไทยนะครับ ไม่ได้เป็นของคนต่างชาติครับ
Bitkub Exchange เราจะไม่หยุดพัฒนาและจะไม่หยุดปรับปรุงครับ เพื่อให้โอกาสอยู่เคียงข้างคนไทยตลอดไปครับ ขอบคุณ (ยกมือไหว้) ที่ไว้ใจพวกเรามาตลอด 7 ปีครับ ขอบคุณและขออภัยครับ
“ผมต้น สกลกรย์ สระกวี ครับ ขอบคุณครับ”
ที่มา : facebook