พาวเวลระบุว่า เงินเฟ้อยังลดลงยาก จากแรงกดดันด้านภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเดียวกันยังจับตาราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่า “พร้อมทำในสิ่งที่จำเป็น”
หลังการประชุมเฟดในช่วงคำที่ผ่านมา เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวว่า การควบคุมเงินเฟ้อยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งจากแรงกดดันด้านราคาที่เกิดจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในอิหร่าน
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการ FOMC มีมติ 11-1 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.5%–3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์
พาวเวลกล่าวว่า เฟดต้องการเห็น “เงินเฟ้อพื้นฐาน” (core inflation) ปรับลดลงในปีนี้ โดยมองว่าผลกระทบจากภาษีนำเข้าควรเป็นเพียงแรงดันราคาชั่วคราว ไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อสูงต่อเนื่อง
ปัจจุบันเงินเฟ้อของสหรัฐยังอยู่ที่ราว 3% สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด โดยพาวเวลระบุว่า 50–75% ของแรงกดดันเงินเฟ้อในช่วงนี้มาจากภาษี
อย่างไรก็ตาม ประธานเฟดระบุว่า จากบทเรียนในช่วงหลังโควิด-19 ที่เงินเฟ้อใช้เวลานานถึง 2 ปีกว่าจะชะลอลง ทำให้ต้อง “ระมัดระวัง” ในการประเมินสถานการณ์ เนื่องจากยังไม่มีความแน่ชัดว่าผลกระทบจากภาษีจะใช้เวลานานแค่ไหนในการสะท้อนผ่านเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ลดลงเล็กน้อย หลังศาลฎีกายกเลิกมาตรการภาษีของทรัมป์ แต่รัฐบาลก็เตรียมออกภาษีชุดใหม่เข้ามาแทน รวมถึงกับ 16 ประเทศคู่ค้าหลักภายใต้กฎหมายการค้าที่ไม่เป็นธรรม
ในด้านพลังงาน พาวเวล ชี้ว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากความขัดแย้งในอิหร่าน อาจส่งผลต่อเงินเฟ้อได้ แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะรุนแรงหรือยาวนานเพียงใด
“เราพร้อมทำในสิ่งที่จำเป็น” ประธานเฟดกล่าว แต่ยังไม่ให้คำตอบชัดเจนว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ หากราคาพลังงานยังคงพุ่งอย่างต่อเนื่อง
โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังจับตาว่าราคาพลังงานจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานมากแค่ไหน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางนโยบายในระยะต่อไป
“เรายังไม่รู้ว่าผลกระทบจะใหญ่แค่ไหน หรือจะยาวนานเพียงใด มันอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ…หรืออาจไม่ก็ได้ เรายังต้องรอดูต่อไป” พาวเวลกล่าว
ที่มา : reuters