MSTR และ STRC กำลังเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญของโมเดล Bitcoin Treasury โดย ทิว – ปกป้อง คล่องใจภักดี อดีตวาณิชธนกิจและผู้ก่อตั้งเพจ Unfiat Thai Ratel ร่วมวิเคราะห์ความแข็งแกร่งของโครงสร้างทุนและความเสี่ยงที่นักลงทุนควรจับตา
สถานการณ์ของบริษัท Strategy (MSTR) ภายใต้การนำของ Michael Saylor กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาบิตคอยน์ ปรับตัวลดลงอย่างหนัก คำถามคือสถานะของ MSTR และหุ้นบุริมสิทธิ STRC น่าเป็นห่วงแค่ไหน หรือนี่จะเป็นบททดสอบสำคัญของโมเดล Bitcoin Treasury
ทิว – ปกป้อง คล่องใจภักดี อดีตวาณิชธนกิจ, Bitcoiner และผู้ก่อตั้งเพจ อันเฟียต – Unfiat Thai Ratel ได้ให้มุมมองกับเรื่องนี้ในรายการ CryptoVerse Live
สถานการณ์ที่ราคาหุ้น MSTR ร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงนี้ “ปกป้อง” มองว่า “ถือเป็นเรื่องปกติ” ที่สอดคล้องกับกลไกของตลาด และธรรมชาติของหุ้นกลุ่ม Leverage Bitcoin Equity โดยหุ้นของ MSTR ถูกออกแบบมาให้มีการใช้ Leverage หรือการกู้ยืมเพื่อลงทุนในบิตคอยน์
ธรรมชาติของหุ้นประเภทนี้คือ เมื่อราคาบิตคอยน์เป็นขาขึ้น หุ้นจะขึ้นแรงกว่าบิตคอยน์ แต่ในทางกลับกันเมื่อบิตคอยน์เป็นขาลงราคาหุ้นก็จะร่วงลงแรงกว่าบิตคอยน์เช่นกัน
“ปกป้อง” ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ยังเป็นไปตามทฤษฎีของบริษัท การร่วงลงของ MSTR สอดคล้องกับการร่วงลงของบิตคอยน์ แต่สถานการณ์ที่ถือว่า “ผิดปกติและน่ากังวล” คือหากราคาบิตคอยน์ปรับตัวพุ่งขึ้นแรง แต่ราคาหุ้น MSTR กลับร่วงลงนั่นจึงจะเป็นสัญญาณอันตรายที่แท้จริง
บททดสอบความแข็งแกร่ง (Stress Test) ของโมเดล Bitcoin Treasury
แต่ก็ยอมรับว่าช่วงเวลานี้ถือเป็น “บททดสอบความแข็งแกร่ง (Stress Test)” ที่สำคัญที่สุดของกลไกทางการเงินที่ MicroStrategy ออกแบบมา
โมเดลนี้ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับสมมติฐานแต่แรกแล้วว่า “บิตคอยน์สามารถปรับตัวลงแรงได้” โครงสร้างทุนของบริษัทจึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์นี้ การที่ราคาบิตคอยน์ลงแรงในตอนนี้ จึงเป็นบททดสอบแรกว่าเครื่องมือทางการเงินของบริษัทจะรักษาระดับราคาและเอาตัวรอดได้จริงหรือไม่ ซึ่งก็น่าจะผ่านไปได้
“แปลว่าตอนเนี้ยมันคือจังหวะที่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า ถ้ากลไกที่คุณออกแบบมามันทำได้จริงเนี่ยคือจุดทดสอบ อันนี้เป็นจุดทดสอบที่ 1 ซึ่งผมคิดว่าก็ดูน่าจะผ่านไปได้ แต่ความผันผวนน่าจะสูงอยู่”
หลายคนอาจจะคิดว่า ถ้าบิตคอยน์ราคาพุ่งแรง น่าจะเป็นผลดีและปลอดภัยกับบริษัท แต่ในมุมมองของวิศวกรรมทางการเงิน “ปกป้อง” ชี้ให้เห็นว่ามันคือบททดสอบที่ 2 ที่เรายังไม่รู้คำตอบว่าเครื่องมืออย่าง STRC และนักลงทุนในตลาดจะแสดงพฤติกรรมอย่างไรเมื่อวันนั้นมาถึง นักลงทุนอาจจะรู้สึกว่าในเมื่อบิตคอยน์เป็นขาขึ้นชัดเจน การเอาเงินไปซื้อบิตคอยน์โดยตรงอาจจะคุ้มกว่า
“ระบบบิตคอยน์ขึ้นแรง แปลว่าบริษัทจะลงทุนได้เยอะ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าบริษัทจะลดดอกเบี้ยลงได้มั้ยถ้าบิตคอยน์ขึ้นแรง? หรือนักลงทุนจะบอกว่า พอบิตคอยน์ขึ้นแรงปุ๊บ ขอผลตอบแทนเพิ่มน่าจะคุ้มกว่าในการที่คุณจะเอาไปซื้อบิตคอยน์ เรายังไม่รู้ว่ามันจะไปทางไหน”
พร้อมมองต่ออีกว่า โมเดล Bitcoin Treasury จะยังไปต่อได้ ตราบใดที่บิตคอยน์ยังคงอยู่และไม่ล่มสลายไป (ราคาไม่เหลือศูนย์ หรือร่วงไปกองที่ระดับหมื่นต้นๆ อย่างถาวร) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทที่นำโมเดลนี้ไปใช้จะรอดพ้นวิกฤต เพราะความอยู่รอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับบิตคอยน์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการออกแบบโครงสร้างหนี้สิน บางบริษัทที่มีสายป่านสั้นอาจถูกบังคับให้เทขายบิตคอยน์เพื่อนำเงินมาใช้หนี้จนล้มเหลวไป
หุ้นบุริมสิทธิ STRC: หัวใจหลักในการระดมทุน และความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย
บริษัทมีเครื่องมือสำคัญคือ STRC ซึ่งเป็นหุ้นบุริมสิทธิ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลักในการดึงดูดเงินทุนมาซื้อบิตคอยน์ ข้อดีของหุ้นบุริมสิทธิคือบริษัทไม่ต้องจ่ายคืนเงินต้น แต่ใช้วิธีจ่ายดอกเบี้ย (เงินปันผล) ให้ในอัตราที่สูง
ปัจจุบัน บริษัทมีภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายประมาณ 1,700 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่ง “ปกป้อง” มองว่ายังไม่น่าเป็นห่วงเพราะบริษัทมีเงินสดสำรองที่สามารถจ่ายหนี้และดอกเบี้ยทุกตัวได้ยาวนานถึง 8-9 เดือนโดยที่บริษัทไม่ต้องทำอะไรเลย
หากบริษัทถูกบีบให้ต้องหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยจริงๆ บริษัทมีทางเลือกระหว่างการขายบิตคอยน์ในพอร์ต กับการระดมทุนด้วยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน “ปกป้อง” มองว่าการขายหุ้นเพิ่มทุนมาจ่ายดอกเบี้ยเป็นทางเลือกที่ดีและส่งผลกระทบน้อยกว่าการเทขายบิตคอยน์
เพราะการขายบิตคอยน์จะทำให้สินทรัพย์หนุนหลัง (Asset Backing) ของบริษัทลดลง ซึ่งจะไปลดทอนความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในสายตาของนักลงทุน และอาจทำให้บริษัทต้องเผชิญกับภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในอนาคต เพื่อชดเชยความเสี่ยง นอกจากนี้ การขายหุ้นเพิ่มทุนต่อวันในปริมาณเล็กน้อย แทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นเลยเมื่อเทียบกับมูลค่าการซื้อขายมหาศาลต่อวันของ MSTR
กลยุทธ์การรักษาสมดุล: ทำไมต้องดันราคา STRC และผลกระทบต่อ MSTR
“ปกป้อง” อธิบายว่า ปัจจุบันเกิดปัญหาที่ว่า ราคาของหุ้นบุริมสิทธิ STRC ในตลาดร่วงลงมาหลุดจากราคาพาร์ (Par Value ที่ 100 ดอลลาร์) ลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 80 กว่าดอลลาร์
เมื่อราคาหลุดพาร์ อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Effective Interest Rate) ของนักลงทุนที่ซื้อในตลาดจะพุ่งสูงขึ้นไปถึงราวๆ 13-14% ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังมองเห็นความเสี่ยงและเรียกร้องดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพื่อแลกกับการให้บริษัทกู้เงินไปซื้อบิตคอยน์ในช่วงตลาดหมี หาก STRC ไม่สามารถกลับไปยืนที่ราคาพาร์ได้ บริษัทก็จะไม่สามารถออกหุ้นบุริมสิทธิเพิ่มทุนเพื่อระดมเงินมาซื้อบิตคอยน์ได้อีก
เพื่อดันราคา STRC กลับไปที่ 100 ดอลลาร์ บริษัทจำเป็นต้องสร้างความน่าสนใจและความปลอดภัยให้กับ STRC วิธีการคือการ เพิ่มอัตราดอกเบี้ยปันผล (ปัจจุบันมีการปรับมาจ่ายปันผลถี่ขึ้นเป็นทุกๆ 15 วันเพื่อลดความผันผวนของราคา) และต้องเพิ่มบิตคอยน์เข้ามาหนุนหลังให้พอร์ตแข็งแกร่งขึ้น
ในช่วงที่บริษัทกำลังโฟกัสกับการ “อัดฉีดความแข็งแกร่ง” ให้กับ STRC บริษัทอาจต้องใช้วิธีนำหุ้นสามัญ (MSTR) ออกมาเพิ่มทุนเพื่อนำเงินไปอุดหนุนฝั่ง STRC หรือจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งกระบวนการนี้จะกดดันให้ราคาหุ้นสามัญ MSTR ปรับตัวลดลงและเสียเปรียบในช่วงสั้นๆ
นี่คือเกมวิศวกรรมทางการเงินที่บริษัทต้องรักษาสมดุล หากบริษัทสามารถดัน STRC กลับมาแข็งแกร่งจนสามารถระดมทุนได้ใหม่สำเร็จ เครื่องจักรนี้ก็จะกลับมาทำงานในการกว้านซื้อบิตคอยน์เข้าคลังได้อีกครั้ง และสุดท้ายผลประโยชน์ทั้งหมดก็จะกลับมาหนุนให้ราคาหุ้นสามัญ MSTR ปรับตัวขึ้นในภายหลังอยู่ดี
สรุปข้อคิดทิ้งท้ายสำหรับนักลงทุน
แม้ในมุมมองของ “ปกป้อง” โมเดลของ MicroStrategy จะถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีและสามารถรับมือกับสภาวะตลาดหมีได้ แต่การลงทุนใน MSTR ไม่ได้มีไว้เพื่อความปลอดภัยเหมือนการถือครองบิตคอยน์โดยตรง ผู้บริหารอย่าง Michael Saylor อาจมีการตัดสินใจที่คาดไม่ถึงได้เสมอ
“ปกป้อง” ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนในบิตคอยน์กับการลงทุนในหุ้น MSTR เป็นเครื่องมือที่มีวัตถุประสงค์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง บิตคอยน์มีไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่หุ้น MSTR เป็นเพียง “อุปกรณ์การลงทุน” ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าและมีธรรมชาติที่ต้องผันผวนแรงกว่าบิตคอยน์
“สุดท้ายยังไงยังไงก็ตาม ต่อให้บิตคอยน์ไม่พัง โครงสร้าง capital structure ดี คุณไม่รู้ว่าผู้บริหารวันดีคืนดีเปลี่ยนใจหรือทำอะไรหรือเปล่า เพราะฉะนั้น มันเลยยังมีความเสี่ยงอยู่ตลอดที่จะต้องระวัง”
ดังนั้น นักลงทุนควรแยกพอร์ตการลงทุนให้ชัดเจน ระหว่างพอร์ตบิตคอยน์เพื่อการออมระยะยาว และพอร์ตหุ้น MSTR ซึ่งเป็นการลงทุนที่รับความเสี่ยงสูง โดยต้องเผื่อใจไว้เสมอว่าเงินลงทุนส่วนนี้มีโอกาส “กลายเป็นศูนย์” ได้ หากมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เกิดขึ้นในอนาคต
————————————————
📚 บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและความรู้ทั่วไปเท่านั้น มิได้มีเจตนาให้เป็นคำแนะนำหรือชี้นำในการตัดสินใจลงทุน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยนัย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม (Do Your Own Research) และพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน
⚠️ คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้