Fed ประกาศตั้งคณะทำงาน 5 ด้าน เพื่อทบทวนบทบาทสำคัญของ Fed ครอบคลุมตั้งแต่การสื่อสาร ข้อมูล ไปจนถึงผลกระทบจาก AI ล่าสุด ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% ในการประชุม Fed นัดแรกยุค “เควิน วอร์ช”
ทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด (Fed) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เริ่มเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น โดยไฮไลต์สำคัญของการแถลงข่าวล่าสุดคือการประกาศตั้ง “คณะทำงานเฉพาะกิจ” (Task Force) จำนวน 5 คณะ ซึ่งถือเป็นวาระหลักที่จะเข้ามาช่วยยกเครื่องและกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินในภาพกว้าง
โดยเฟดได้ดึงตัวหัวกะทิทั้งจากในและนอกวงการเศรษฐศาสตร์มาร่วมกันตั้งคำถาม ทบทวนแนวทางปฏิบัติเดิม และเสนอแนะก้าวต่อไปให้สอดคล้องกับโลกอนาคต
สำหรับรายละเอียดของคณะทำงานทั้ง 5 ด้าน ประกอบไปด้วย
1.ด้านการสื่อสารของเฟด (Fed Communications): มุ่งเน้นการปรับปรุงรูปแบบและบทบาทการสื่อสารของเฟดให้ดีขึ้น ซึ่งรวมถึงการทบทวนรายงานสรุปการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ (SEP) ด้วย
2.ด้านนโยบายงบดุล (Balance Sheet Policy): จะทบทวนผลประโยชน์และปัจจัยเสี่ยงของระบบการรักษาระดับทุนสำรองที่เพียงพอในปัจจุบัน รวมถึงองค์ประกอบของงบดุลของเฟด ประเมินกรอบการทำงานทางเลือกอื่นสำหรับการดำเนินงานและปฏิบัติการทางนโยบายการเงิน
3.ด้านข้อมูล (Data): ประเมินแหล่งข้อมูลใหม่ๆ และพิจารณาการเปลี่ยนแปลงระเบียบวิธีเพื่อปรับปรุงการรวบรวมข้อมูล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสถานะเศรษฐกิจที่แม่นยำขึ้น ตรงประเด็น ทันเหตุการณ์ และที่สำคัญที่สุดคือเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ได้จริง
4.ด้านผลิตภาพและการจ้างงาน (Productivity and Jobs): สำรวจผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าจะมีผลต่อเป้าหมายด้านการจ้างงานและเงินเฟ้อของเฟดอย่างไรบ้าง
5.ด้านกรอบการทำงานด้านเงินเฟ้อ (Inflation Frameworks): ตรวจสอบปัจจัยที่ขับเคลื่อนเงินเฟ้อถึงแก่นแท้ เพื่อหาแนวทางส่งมอบเสถียรภาพด้านราคาในยุคที่เศรษฐกิจมีความเปลี่ยนแปลงสูง
“พวกท่านจะได้รับฟังข้อมูลเพิ่มเติมอย่างมากเกี่ยวกับคณะทำงานเหล่านี้ และแผนงานโดยรวมนี้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า” ประธานเฟดระบุ ในแถลงการณ์
ล่าสุด คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3.50% – 3.75% เพื่อสนับสนุน “พันธกิจคู่” (Dual Mandate) นั่นคือการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและการจ้างงานสูงสุด แม้ว่าทางคณะกรรมการจะตระหนักดีว่าอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันยังคงพุ่งสูงกว่าเป้าหมายระยะยาวที่ 2% มาเป็นเวลานานกว่า 5 ปีแล้วก็ตาม
ความน่าสนใจอีกอย่างในแถลงการณ์ฉบับนี้คือ เฟดได้ตัดเนื้อหาในส่วนที่เรียกว่า “การให้คำชี้แนะนโยบายล่วงหน้า” (Forward Guidance) ออกไป เนื่องจากเห็นตรงกันว่าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเน้นการนำเสนอแถลงการณ์ที่สั้นลง เรียบง่ายขึ้น และให้ข้อมูลที่อิงจากข้อเท็จจริงเป็นหลัก
เซอร์ไพรส์ตลาด ประธานเฟดเมินส่ง “Dot Plot”
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงคือ การเปิดเผยชุดคาดการณ์เศรษฐกิจของ Fed (SEP) หรือที่นักลงทุนคุ้นเคยกันในชื่อ “Dot Plot” ซึ่งประธานวอร์ชได้สนับสนุนให้คณะกรรมการคนอื่นๆ ส่งรายงานตามปกติ แต่ตัวเขาเองกลับ “งดเว้น” การเสนอคาดการณ์ของตนเอง โดยให้เหตุผลว่าโครงสร้างของรายงาน SEP ในปัจจุบันนั้น ไม่สอดคล้องกับมุมมองที่เขามีมาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม หากดูจากค่ามัธยฐานจากการประเมินของคณะกรรมการรายอื่นๆ พบว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสมจะอยู่ที่ระดับ 3.8% ในช่วงสิ้นปีนี้ และลดลงเหลือ 3.6% ในช่วงสิ้นปีหน้า นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าจีดีพี (GDP) จะเติบโตที่ 2.2% อัตราเงินเฟ้อส่วนบุคคล (PCE) จะอยู่ที่ 3.6% และอัตราการว่างงานจะอยู่ที่ราว 4.3% ในปีนี้
ที่มา : federalreserve.gov