JPMorgan ชี้ Strategy ของ Michael Saylor อาจต้องเร่งฟื้นเงินสำรองดอลลาร์ เพื่อกู้ความเชื่อมั่นนักลงทุนและลดความกังวลว่า บริษัทอาจต้องขาย Bitcoin เพิ่มในอนาคต
รายงาน Alternative Investments Outlook and Strategy ของ JPMorgan ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ ระบุว่า การที่ Strategy ขาย Bitcoin จำนวน 32 BTC เมื่อไม่นานมานี้ แม้เป็นการขายเชิงสัญลักษณ์และสมัครใจ แต่ก็ทำให้ตลาด “สะดุ้ง” เพราะบริษัทของ Saylor ถูกมองมานานว่าเป็นผู้ถือ Bitcoin ระยะยาวที่ไม่ขาย
ทีมวิเคราะห์ JPMorgan นำโดย Nikolaos Panigirtzoglou มองว่า การขายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแสดงให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์เห็นว่า บริษัทมีความยืดหยุ่นและพร้อมบริหารเงินสด แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้นักลงทุนกังวลว่า Strategy อาจต้องขาย Bitcoin เพิ่มเพื่อจ่ายเงินปันผลในอนาคต
Panigirtzoglou ระบุว่า ปัจจุบันเงินสำรองดอลลาร์ของ Strategy ครอบคลุมการจ่ายปันผลได้เพียงราว 6.3 เดือนเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ตลาดกังวล
“ในมุมมองของเรา บริษัทอาจจำเป็นต้องฟื้นเงินสำรองดอลลาร์ขึ้นมาใหม่ เพื่อกู้ความเชื่อมั่น และลดความกังวลของนักลงทุนว่า บริษัทอาจขาย Bitcoin เพิ่มเพื่อจ่ายเงินปันผล” นักวิเคราะห์ JPMorgan ระบุ
ก่อนหน้านี้ในเดือน ธ.ค. Strategy เคยตั้งเงินสำรองดอลลาร์ไว้ 1.44 พันล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับการจ่ายเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ์ และชำระดอกเบี้ยของหนี้คงค้าง
อย่างไรก็ตาม Saylor ยังส่งสัญญาณตรงข้ามกับความกังวลของตลาด โดยวานนี้ เขาโพสต์บน X ว่า “A good time to add more dots” ซึ่งถูกตีความว่าอาจเป็นการบอกใบ้ถึงการซื้อ Bitcoin เพิ่ม
ปัจจุบัน Strategy ถือ Bitcoin อยู่ 843,706 BTC ด้วยต้นทุนเฉลี่ยราว 75,699 ดอลลาร์ต่อเหรียญ และตามราคาปัจจุบัน พอร์ตของบริษัทมีขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ราว 11,500 ล้านดอลลาร์
แม้ตลาดกังวลเรื่องการขายบิตคอยน์ แต่ JPMorgan ยังประเมินว่า Strategy จะยังเดินหน้าซื้อ Bitcoin ต่อ โดยหากบริษัทคงจังหวะซื้อเหมือนตั้งแต่ต้นปี อาจซื้อ Bitcoin เพิ่มได้ราว 32,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 สูงกว่าราว 22,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 และ 2024
JPMorgan ระบุว่า ภาพบวกของตลาดคริปโทในครึ่งหลังปีนี้จะขึ้นอยู่กับ 2 เงื่อนไขหลัก คือ Strategy ต้องทำให้ตลาดชัดเจนว่าจะจ่ายเงินปันผลปีละ 1.7 พันล้านดอลลาร์อย่างไร และสหรัฐฯ ต้องเดินหน้าผ่านกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโท หรือ CLARITY Act
อย่างไรก็ตาม JPMorgan มองว่า โอกาสที่ CLARITY Act จะผ่านภายในปีนี้ต่ำกว่า 50% หลังยังมีอุปสรรคหลายด้าน ทั้งการเลือกตั้งกลางเทอมที่ใกล้เข้ามา ประเด็น stablecoin yield และแรงต้านทางการเมือง
ท่าทีล่าสุดนี้ต่างจากรายงานของ JPMorgan เมื่อเดือน ก.พ. ที่เคยให้น้ำหนัก “overweight” และมองบวกต่อสินทรัพย์ดิจิทัลในปี 2026 โดยคาดว่าเงินทุนจากสถาบันจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด
แต่ปัจจุบัน JPMorgan ปรับมาใช้มุมมองระมัดระวังมากขึ้น เพราะเงินไหลเข้าสินทรัพย์ดิจิทัลอ่อนลง กฎหมายสำคัญยังไม่ชัด และ Bitcoin ส่วนใหญ่ในปีนี้ซื้อขายต่ำกว่าต้นทุนการผลิตที่ JPMorgan ประเมินไว้
นักวิเคราะห์ระบุว่า ต้นทุนการผลิต Bitcoin ซึ่งในอดีตมักทำหน้าที่เป็น “แนวรับอ่อน ๆ” ของราคา เคยลดจาก 90,000 ดอลลาร์ช่วงต้นปี เหลือ 77,000 ดอลลาร์ ก่อนดีดกลับมาแถว 87,000 ดอลลาร์ล่าสุด ขณะที่ Bitcoin ปัจจุบันซื้อขายอยู่ราว 62,000 ดอลลาร์
JPMorgan ประเมินว่า ตั้งแต่ต้นปี เงินไหลเข้าสินทรัพย์ดิจิทัลรวมอยู่ที่ราว 22,000 ล้านดอลลาร์ หากเทียบเป็นทั้งปีจะอยู่ราว 52,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าระดับปี 2025 ประมาณครึ่งหนึ่ง
ตัวเลขนี้รวมเม็ดเงินหลายส่วน ทั้งกองทุนคริปโท สถานะใน CME futures การระดมทุนของกองทุน VC สายคริปโท และการซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัทที่ทำ treasury strategy เช่น การซื้อ Bitcoin ของ Strategy ด้วย
แม้ JPMorgan จะปรับท่าทีเป็นระมัดระวัง แต่นักวิเคราะห์ยังมองว่า ความเชื่อมั่นที่อ่อนแอในตลาดคริปโทตอนนี้ อาจกลายเป็น “สัญญาณบวกแบบสวนทาง” ได้ในอนาคต หากตลาดเริ่มเห็นปัจจัยหนุนกลับมา
ทั้งนี้ JPMorgan ยังย้ำว่า ครึ่งหลังของปีจะกลับมาเป็นบวกได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของ Strategy เรื่องการจ่ายปันผลปีละ 1.7 พันล้านดอลลาร์ และการผ่านกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโทของสหรัฐฯ ซึ่งตอนนี้ JPMorgan ให้โอกาสต่ำกว่า 50%
นอกจากนี้ ในภาพรวม กระแส debasement trade เริ่มชะลอลง ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการเติบโตที่น่าผิดหวังยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อ DeFi ในสายตาสถาบัน และ Ethereum รวมถึง altcoin อื่น ๆ ยังไม่น่าจะ outperform Bitcoin ได้ หากกิจกรรมบนเครือข่ายและการใช้งานจริงยังไม่แข็งแรงพอ
ที่มา : theblock
🏠หน้าหลักคริปโต
🔥ข่าวคริปโตยอดนิยม
🟠ข่าวบิตคอยน์
⚡คริปโตล่าสุด
🤖efin AI