อินเวสทรี ผู้ให้บริการคราวด์ฟันดิง คว้าใบอนุญาตเป็น “ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้” ชูจุดแข็งดูแลนักลงทุนครบวงจร เพิ่มความมั่นใจการลงทุนในตลาด SME ที่กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
บริษัท อินเวสทรี (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ให้บริการคราวด์ฟันดิง ดำเนินธุรกิจในไทยมากว่า 4 ปี สนับสนุนผู้ประกอบการไทยไปแล้วกว่า 120 ราย ผ่านดีลระดมทุนกว่า 2,000 ครั้ง โดยมียอดออกหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงไปแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท
ล่าสุด บริษัทฯ ได้รับใบอนุญาต “ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้” จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นับว่าเป็นแพลตฟอร์มคราวด์ฟันดิง (Crowdfunding Platform) รายแรกในไทยที่ได้รับใบอนุญาตนี้
นางสาวณัทสุดา พุกกะณะสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เผยว่า การเป็นผู้แทนถือหุ้นกู้ แม้ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงของผู้ออกหุ้นกู้ลดลง เพราะความสามารถในการทำรายได้ของบริษัทยังเท่าเดิม แต่ถ้าหากเกิดการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาโอกาสได้เงินคืนมีสูงขึ้น
นายวรกร สิริจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวว่า ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ปลดล็อกให้บริษัทฯ สามารถเสนอขาย ‘หุ้นกู้ Crowdfunding มีหลักประกัน’ ได้เป็นครั้งแรกในไทย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุนโดยตรง
พร้อมเสริมว่า ระบบการคัดกรองและติดตามของอินเวสทรี ทำงานอย่างเข้มงวด ปัจจุบันพอร์ตมีหุ้นกู้ครบกำหนดและชำระคืนแล้ว 91% ผิดนัดชำระหนี้เพียง 2% และมีประวัติติดตามเรียกคืนหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ได้ 79%
“ใบอนุญาตนี้จะยกระดับวินัยของผู้ออกตราสารหนี้ให้ปฏิบัติตาม และรักษามาตรฐานตามที่สัญญาไว้ ส่งผลให้ตลาดโดยรวมมีความเชื่อมั่นมากขึ้นและช่วยดึงดูดฐานนักลงทุนได้กว้างขึ้น ทั้งรายย่อยที่มองหาสินทรัพย์ทางเลือก และสถาบันที่ต้องการกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน” นายวรกรย้ำ
นางสาวณัทสุดา กล่าวต่อว่า อินเวสทรียังมีแผนต่อยอดไปสู่ Tokenization โดยเตรียมนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาปลดล็อกข้อจำกัดเดิมของตลาดหุ้นกู้ ด้วยการออกโทเคนหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง เพื่อลดต้นทุนและเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงมากขึ้น
“เช่น ตอนนี้ลงทุนขั้นต่ำ 50,000 บาท ได้ในบริษัทเดียว แต่พอเป็นโทเคนดิจิทัลก็อาจจะแตกย่อยเป็นลงทุนเพียง 5,000 บาทแต่คุณสามารถกระจายพอร์ตได้ถึง 50 บริษัท ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยง”
นอกจากนี้ ยังไม่จำเป็นต้องมีนายทะเบียน เนื่องจากธุรกรรมถูกบันทึกและตรวจสอบได้ในระบบโค้ดบล็อกเชนบนแพลตฟอร์ม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนปรึกษาหารือในการเข้าร่วม Sandbox ของ ก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
“Tokenization มันคืออนาคต หนีไม่ได้ เรามีไวท์เปเปอร์อยู่แล้ว ก็เอามาปัดฝุ่นและส่งไปหน่วยงานกำกับแล้ว อยู่ในช่วงพรีคอนซัลต์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าว
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ย้ำว่าการขยายตัวของตลาดตราสารหนี้เอกชนสำหรับ SME จำเป็นต้องเดินคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศให้ครบวงจร ทั้งการที่เครดิตบูโร สามารถนำข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาใช้ประเมินความสามารถในการชำระเงิน เช่น ข้อมูลธุรกรรมจริงจากคู่ค้าหรือระบบดิจิทัล จะช่วยให้ผู้ประกอบการที่ดีแต่ไร้หลักฐานแบบเดิมเข้าถึงทุนได้ง่ายขึ้น
การขยายขอบเขตการค้ำประกันสินเชื่อ (Credit Guarantee) ให้ครอบคลุมหุ้นกู้ รวมถึงการมีกลไก ปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน และการทบทวน กฎเกณฑ์ สิทธิประโยชน์ทางภาษี ให้เอื้อต่อการระดมทุนสำหรับ SME เพื่อให้ต้นทุนทางการเงินของ SME เสถียรมากขึ้นในระยะยาว
ทั้งนี้ อินเวสทรีมีระยะเวลาระดมทุนเฉลี่ยเพียงราว 1 วัน และต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 12% ต่อปี (*ผลตอบแทนคิดจากค่าเฉลี่ยของหุ้นกู้ทั้งหมด ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถยืนยันหรือค้ำประกันผลตอบแทนในอนาคตได้) ทั้งนี้ขึ้นกับ ความเสี่ยงของแต่ละดีล และเงื่อนไขที่กำหนด
รายงานและเรียบเรียง : ชัชชญา อังคุลี
🔗เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยนไอเดียกับเราที่นี่ : https://url.in.th/efinancethai-CONNECT