IMF ชี้!การแพร่หลายของ Stablecoin อาจกระทบอำนาจอธิปไตยทางการเงินและลดประสิทธิภาพนโยบายดอกเบี้ยของธ.กลาง แนะภาครัฐทั่วโลกเร่งวางกรอบกฎหมายไม่ให้มีสถานะเป็น ‘legal tender’
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุในรายงานฉบับล่าสุดว่า การเติบโตของ Stablecoin แม้ช่วยขยายการเข้าถึงบริการการเงินของประชาชน แต่ก็อาจมาพร้อมต้นทุนสำคัญคือ “อำนาจของธนาคารกลางในการบริหารนโยบายการเงิน” โดยเฉพาะในประเทศที่สกุลเงินท้องถิ่นมีความเปราะบางหรือเงินเฟ้อสูง
IMF ชี้ว่าความเสี่ยงหลักคือ การแทนที่สกุลเงินท้องถิ่น (currency substitution) โดย Stablecoin ที่ผูกกับเงินตราต่างประเทศสามารถ “แทรกซึมสู่เศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว ผ่านอินเทอร์เน็ตและสมาร์ตโฟน” แตกต่างจากการถือเงินดอลลาร์แบบเดิมที่ต้องใช้เงินสด หรือบัญชีธนาคาร เมื่อตลาดเริ่มพึ่งพา Stablecoin มากขึ้น ธนาคารกลางจะควบคุมสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยได้ยากขึ้นทันที
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ การแข่งขันกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) หาก Stablecoin ที่ผูกกับเงินตราต่างประเทศถูกใช้ในระบบชำระเงินเป็นวงกว้าง CBDC ท้องถิ่นอาจเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้น เพราะ Stablecoin เอกชนเข้าถึงง่ายกว่า และออกแบบให้เคลื่อนที่ข้ามพรมแดนได้สะดวกกว่า
IMF ยังระบุว่า การถือ Stablecoin เพิ่มสูงขึ้นในหลายภูมิภาค เช่น แอฟริกา ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา และแคริบเบียน ซึ่งเริ่มทดแทนบัญชีเงินตราต่างประเทศ ที่ธนาคารกลางเคยใช้เป็นเครื่องมือควบคุมนโยบายการเงินของประเทศ โดยยอมรับว่าในบางประเทศ การหันไปใช้ Stablecoin เป็น “แรงจูงใจเพื่อความอยู่รอด” ท่ามกลางเงินเฟ้อเรื้อรังและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลจาก CoinGecko ระบุว่า Stablecoin ที่อิงดอลลาร์คิดเป็นสัดส่วนถึง 97% ของตลาด Stablecoin มูลค่า 311,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Stablecoin ที่อิงยูโรมีเพียง 675 ล้านดอลลาร์ และที่อิงเยนญี่ปุ่นมีเพียงราว 15 ล้านดอลลาร์
เพื่อปกป้องอำนาจทางการเงิน IMF แนะนำให้ประเทศต่าง ๆ วางกรอบกฎหมายป้องกันไม่ให้สินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้ มีสถานะเป็นสกุลเงินถูกกฎหมาย (legal tender) เพราะจะทำให้ประชาชนสามารถปฏิเสธการรับชำระด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลได้
ด้านสหภาพยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เคยเตือนว่า Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์อาจดึงเงินฝากออกจากระบบธนาคาร ทำให้ต้นทุนระดมทุนของธนาคารเพิ่มขึ้นและสร้างความผันผวนต่อระบบการเงิน
ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐกลับมองว่าความต้องการ Stablecoin ที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นผลดีต่อประเทศ เพราะความต้องการตราสารหนี้รัฐบาลเพื่อใช้หนุนหลัง Stablecoin อาจช่วยลดต้นทุนกู้ยืมของรัฐบาล และเปิดประตูให้ผู้ใช้นับล้านทั่วโลกเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยดอลลาร์
ที่มา : decrypt