กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเตรียมอนุมัติวงเงินช่วยเหลือแก่ เอลซัลวาดอร์ มูลค่า 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังรัฐบาลเอลซัลวาดอร์ยืนยันความโปร่งใสไม่ได้ใช้ภาษีประชาชนไปซื้อสะสมบิตคอยน์
คณะเจ้าหน้าที่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และรัฐบาลเอลซัลวาดอร์ ได้บรรลุ ข้อตกลงระดับเจ้าหน้าที่ร่วมกันในการทบทวนผลงานรอบที่สองและสาม ภายใต้โครงการความช่วยเหลือทางการเงินระยะเวลา 40 เดือนซึ่งหากได้รับความเห็นชอบจากบอร์ดบริหารของ IMF เอลซัลวาดอร์จะได้รับเงินช่วยเหลือทันทีประมาณ 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ เอลซัลวาดอร์ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่ประกาศให้ “บิตคอยน์” เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ซึ่งประเด็นนี้สร้างความกังวลใจให้กับไอเอ็มเอฟมาโดยตลอด เนื่องจากเกรงว่าความผันผวนของราคาบิตคอยน์ อาจส่งผลให้สถานะทางการคลังของประเทศพังทลายลง หากรัฐบาลเอาเงินภาษีของประชาชนไปซื้อเก็บไว้
อย่างไรก็ตาม ในข้อตกลงครั้งล่าสุดนี้รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ได้ยื่นหลักฐานเพื่อพิสูจน์แล้วว่า ไม่มีการใช้เงินหรือทรัพยากรสาธารณะของประเทศในการซื้อสะสมบิตคอยน์เลยนับตั้งแต่การประเมินรอบแรก โดยบิตคอยน์ทั้งหมดที่ประเทศครอบครองเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น ล้วนมาจากเงินบริจาคของภาคเอกชนทั้งสิ้น
นอกจากนี้ มีการบรรลุความเข้าใจร่วมกัน ระหว่าง IMF กับทางการเอลซัลวาดอร์ในอนาคตต่อไปคาดว่าจะไม่มีการสะสมบิตคอยน์เพิ่มเติมอีก นอกเหนือจากยอดเงินบริจาคที่มีเอกสารหลักฐานยืนยันชัดเจน
ถอยคนละก้าว ยอมยกแอปฯ กระเป๋าเงินหลวงให้เอกชนดูแล
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ได้ลดบทบาทในการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัลของรัฐที่ชื่อว่า Chivo โดยได้โอนย้ายสิทธิ์ความเป็นเจ้าของส่วนใหญ่และอำนาจการบริหารจัดการไปให้บริษัทเอกชนเป็นผู้ดูแล ขณะที่รัฐบาลจะยังคงถือหุ้นส่วนน้อย พื่อช่วยลดความรับผิดชอบและความเสี่ยงทางการเงินที่ภาครัฐต้องแบกรับหากระบบดังกล่าวเกิดปัญหา
ไอเอ็มเอฟระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของเอลซัลวาดอร์มีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) จะขยายตัวถึง 4.5% ในปี 2569 ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการโอนเงินจากชาวเอลซัลวาดอร์ที่ทำงานในต่างประเทศกลับบ้าน
ที่มา : imf.org