ทรัมป์ลงนาม GENIUS Act ดันกฎหมาย Stablecoin ฉบับแรกของสหรัฐฯ ขึ้นแท่นนโยบายระดับชาติ เปิดทำเนียบฯ ลงนามต่อหน้าคนในวงการคริปโทฯ
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชัยชนะให้กับวงการคริปโทฯ สหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ หลังลงนามรับรองกฎหมาย GENIUS Act หรือ Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการกำกับดูแลผู้ให้บริการเหรียญ Stablecoin
พิธีลงนามจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ทำเนียบขาว โดยมีบรรดาผู้บริหารจากบริษัทคริปโทฯ ชั้นนำร่วมเป็นสักขีพยาน อาทิ Brian Armstrong จาก Coinbase, Paolo Ardoino จาก Tether, Jeremy Allaire จาก Circle, พี่น้อง Winklevoss จาก Gemini, Dave Ripley จาก Kraken และ Sergey Nazarov จาก Chainlink
ทรัมป์กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า ยินดีกับทุกคนในวันนี้ถือได้ว่าเดินทางมาไกลมาก นับตั้งแต่ยุคไบเดนที่ไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำว่าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพูดเรื่องอะไรกัน และย้ำว่า “นี่คือชัยชนะครั้งใหญ่ของวงการคริปโทฯ ที่เคยถูกดูแคลนและไม่เคยถูกรับฟัง แต่วันนี้ได้รับการยอมรับในระดับนโยบายของประเทศ”
หลังจากลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กฎหมาย GENIUS Act จะถูกส่งต่อให้หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของสหรัฐฯ ดำเนินการออกกฎเกณฑ์ย่อยเพื่อบังคับใช้จริง โดยจะกำหนดว่าใครบ้างที่มีสิทธิออกเหรียญ stablecoin ได้ และต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
ปัจจุบันตลาด Stablecoin ถูกครองโดย Tether (USDT) และ Circle (USDC) แต่กฎหมายฉบับใหม่นี้อาจเปิดทางให้สถาบันการเงินรายใหญ่ใน Wall Street เข้าสู่สนามแข่งขันมากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทที่ออกเหรียญต้องเปลี่ยนจากการวิ่งล็อบบี้ มาโฟกัสกับ “การปฏิบัติตามกฎหมาย” อย่างเคร่งครัด
Rajeev Bamra จาก Moody’s ระบุว่า แม้ GENIUS จะเป็นเพียงกรอบเริ่มต้น แต่ความสำเร็จของ Stablecoin จะขึ้นอยู่กับ “ความโปร่งใสในการเปิดเผยทุนสำรอง” “ระบบบริหารความเสี่ยงที่มั่นคง” และ “การกำกับดูแลภายในองค์กร” ที่ต้องสอดคล้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริง
David Sacks ผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็น “Crypto และ AI Czar” ของทำเนียบขาว ระบุว่า GENIUS Act คือ “แผนที่ถนนชัดเจน” ที่จะพลิกวงการการเงินสหรัฐฯ ด้วยการอัปเกรดระบบชำระเงินแบบเก่า สู่ระบบดิจิทัลที่รองรับดอลลาร์ทั่วโลก พร้อมย้ำว่า “ทุกเหรียญดิจิทัลในกระเป๋าคริปโทฯ ต้องมีดอลลาร์จริงรองรับในธนาคาร” ซึ่งจะสร้างดีมานด์ระดับ “หลายล้านล้านดอลลาร์” ให้กับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
ที่มา : coindesk