นักวิจัยจาก ธนาคารกลางสหรัฐฯ เสนอกรอบแนวคิดดึง Stablecoin และสินทรัพย์บล็อกเชนประเภทชำระเงิน เข้ารวมในระบบสถิติ ปริมาณเงินในระบบของสหรัฐฯ ทั้ง M1 และ M2
นักวิจัยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เผยแพร่ผลศึกษาเมื่อวันที่ 4 กันยายน เสนอกรอบสำหรับพิจารณาว่า Stablecoin, Tokenized Bank Deposit และ Tokenized Money Market Fund ควรถูกจัดให้อยู่ในหมวดใดของปริมาณเงินสหรัฐฯ โดยพิจารณาจาก “วัตถุประสงค์หลักในการใช้งานจริง” ของสินทรัพย์เป็นหลัก ไม่ได้ตัดสินจากเทคโนโลยีที่ใช้เพียงอย่างเดียว
ภายใต้กรอบดังกล่าว หาก Payment Stablecoin ถูกใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เช่น ใช้ซื้อสินค้า ชำระเงินธุรกิจ หรือโอนเงินทันที ก็อาจมีลักษณะใกล้เคียงกับ M1 ซึ่งเป็นเงินที่มีสภาพคล่องสูงและสามารถใช้จ่ายได้ทันที แต่หาก Stablecoin ถูกใช้เพื่อพักเงินระหว่างการซื้อขายคริปโทฯ หรือเก็บมูลค่าในระยะสั้น จะสอดคล้องกับกลุ่ม M2 มากกว่า เพราะทำหน้าที่คล้ายกับสินทรัพย์เพื่อการออม
โดยในปัจจุบัน สินทรัพย์รูปแบบใหม่อื่น ๆ อย่าง เงินฝากธนาคารแบบแปลงเป็นโทเคนดิจิทัล (Tokenized bank deposits) ได้ถูกนับรวมในตัวเลขเงินในระบบเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากในทางกฎหมายยังคงถือเป็นเงินฝากปกติ เช่นเดียวกับกองทุนตลาดเงินแบบโทเคน (Tokenized money market funds) ที่ถูกนับอยู่ในกลุ่ม M2 ร่วมกับกองทุนรวมทั่วไปในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การนับ Stablecoin เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ M1 หรือ M2 ยังมีข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการนับซ้ำ เพราะสินทรัพย์สำรองที่ใช้หนุน Stablecoin เช่น เงินฝากธนาคาร อาจถูกนับอยู่ในปริมาณเงินอยู่แล้ว หากนำ Stablecoin มานับเพิ่มอีกครั้งโดยไม่ปรับวิธีคำนวณ ก็อาจทำให้ตัวเลขปริมาณเงินสูงเกินจริง ขณะที่ Treasury Bills ไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ใน M1 หรือ M2 ดังนั้น การปรับตัวเลขจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างสินทรัพย์สำรองของผู้ออกแต่ละราย
นักวิจัยยังชี้ว่า การวัด Stablecoin มีความท้าทายจากการใช้งานข้ามประเทศ เนื่องจากโทเคนที่ออกโดยบริษัทในสหรัฐฯ สามารถหมุนเวียนผ่านวอลเล็ตทั่วโลกได้ แม้บล็อกเชนจะแสดง Address และธุรกรรมแบบสาธารณะ แต่ไม่ได้บอกตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของผู้ถือได้อย่างน่าเชื่อถือ จึงอาจต้องอาศัยข้อมูลรายงานเพิ่มเติม หากต้องการแยกการใช้งานภายในประเทศออกจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ ผู้เขียนย้ำว่ารายงานดังกล่าวยังเป็นเพียงรายงานเชิงวิชาการที่สะท้อนความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น และยังไม่ได้เป็นข้อมติเชิงนโยบายอย่างเป็นทางการของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดแต่อย่างใด
ที่มา : Crypto.news