รายงานการประชุม Fed ล่าสุดชี้ กรรมการเฟด “เสียงแตก” เรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยและแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ครึ่งหนึ่งหนุนขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปี ขณะที่อีกครึ่งมองว่าควรคงหรือลดลง ท่ามกลางความกังวลว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อาจเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อทรงตัวในระดับสูง
รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) เมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธ (9 ก.ค.) สะท้อนว่า เจ้าหน้าที่ Fed ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย หลังประเมินว่าเงินเฟ้ออาจชะลอลงหากผลกระทบจากสงครามอิหร่านและราคาพลังงานคลี่คลาย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เริ่มกังวลว่าการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจกลายเป็นแรงผลักดันเงินเฟ้อรอบใหม่
รายงานระบุว่า กรรมการ Fed จำนวนมากคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปีนี้จะอยู่ใกล้เคียงหรืออาจต่ำกว่าระดับปัจจุบันที่ 3.6% เล็กน้อย ขณะที่กรรมการอีกจำนวนมากกลับมองว่ามีโอกาสต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยประมาณการที่เผยแพร่หลังการประชุมแสดงให้เห็นว่า กรรมการครึ่งหนึ่งสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปี ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเห็นว่าควรคงดอกเบี้ยไว้หรือลดลง หากเงินเฟ้อชะลอตัวตามคาด
หนึ่งในประเด็นใหม่ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการประชุม คือผลกระทบจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งเจ้าหน้าที่หลายคนมองว่า ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายศูนย์ข้อมูล (Data Center) อาจสร้างแรงกดดันให้ราคาสินค้าเทคโนโลยีและค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินเฟ้อลดลงได้ช้ากว่าที่ประเมินไว้
นอกจากนี้ Fed ยังแสดงความกังวลต่อ “ความคาดหวังเงินเฟ้อ” (Inflation Expectations) ของผู้บริโภค หากประชาชนและภาคธุรกิจเชื่อว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงต่อไป ก็อาจนำไปสู่การขึ้นราคาสินค้าและการเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้น จนทำให้เงินเฟ้อเกิดขึ้นจริงในที่สุด
โดยผลสำรวจของธนาคารกลางนิวยอร์กล่าสุดพบว่า ผู้บริโภคคาดว่าเงินเฟ้อในอีก 1 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ 3.7% สูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อระยะ 3 ปีเพิ่มขึ้นเป็น 3.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี
รายงานยังระบุว่า กรรมการ Fed บางส่วนเห็นว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่การประชุมครั้งดังกล่าว แต่สุดท้ายคณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้
ขณะที่ เควิน วอร์ช ประธาน Fed คนใหม่ ไม่ได้ส่งประมาณการอัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) ของตนเอง โดยให้เหตุผลว่าการเปิดเผยตัวเลขล่วงหน้าอาจจำกัดความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบาย หากภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ที่มา : apnews