Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เปิดโรดแมปเทคโนโลยีชุดใหม่ ยกเลิกกรอบพัฒนาเดิม 6 เฟส แล้วจัดโครงสร้างเครือข่ายใหม่เป็น 3 ชั้น พร้อมเร่งรับมือภัยจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม ยกระดับความเป็นส่วนตัว และนำ AI มาใช้ตรวจสอบความถูกต้องของโปรโตคอล
Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เปิดเผยทิศทางการพัฒนาเครือข่ายครั้งใหญ่ผ่านโรดแมปใหม่ที่เรียกว่า “Strawmap” โดยยกเลิกกรอบเดิมแบบ 6 เฟส เช่น The Merge , The Surge และเฟสอื่น ๆ ก่อนปรับโครงสร้างการพัฒนาใหม่ออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่ Consensus Layer (CL), Data Layer (DL) และ Execution Layer (EL)
หัวใจสำคัญของโรดแมปใหม่คือการเตรียม Ethereum ให้พร้อมรับมือกับคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต รวมถึงยกระดับ Privacy ให้กลายเป็นองค์ประกอบหลักของโปรโตคอล พร้อมนำ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบโค้ดและข้อกำหนดของระบบ โดย Buterin ระบุว่า Ethereum จะเดินหน้าขยายขนาดเครือข่ายภายใต้บริบทของโลกหลังยุคควอนตัม ผ่านเทคโนโลยีอย่าง LeanSPHINCS signatures และโครงสร้างการเข้ารหัสแบบ “zkzk”
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังทำให้แนวคิดบางส่วนที่พัฒนามานานถูกยุติลง โดยเฉพาะ Verkle trees ซึ่งถูกแทนที่ด้วย Poseidon binary trees (PBTs) ที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับระบบพิสูจน์แบบ STARK ได้มีประสิทธิภาพกว่า
ขณะเดียวกัน Buterin ยอมรับว่าโรดแมปในอดีตให้ความสำคัญกับ Privacy ในระดับโปรโตคอลน้อยเกินไป จึงมีแผนนำ keyed nonces, ส่วนประกอบของ FOCIL, lean privacy pools และสถาปัตยกรรมแบบ “wormhole” เข้ามา เพื่อรองรับการโอนสินทรัพย์แบบปกปิดข้อมูลได้โดยตรงบน Base Layer
ด้านการขยายระบบ Ethereum จะเปลี่ยนจากแนวคิดที่ต้องการรองรับกิจกรรมทุกประเภทในขนาดสูงสุด มาเป็นการสร้างกลไกเฉพาะสำหรับงานที่มีภาระสูง เช่น การโอนโทเคน การ Swap ความเร็วสูง และระบบ Privacy โดยมี recursive STARK proofs และ native rollups เป็นเทคโนโลยีสำคัญ
ขณะที่ในด้านเศรษฐศาสตร์เครือข่าย จะเพิ่มตลาด Futures สำหรับค่า Gas และ Blob ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเปิดทางให้แอปพลิเคชันขนาดใหญ่สามารถล็อกต้นทุนการใช้งานเครือข่ายล่วงหน้า และลดความเสี่ยงจากค่าธรรมเนียมที่พุ่งขึ้นฉับพลัน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการนำ AI มาใช้กับกระบวนการ Formal Verification (FV) แบบครบวงจร เพื่อตรวจสอบว่าข้อกำหนดและการทำงานของโปรโตคอลสอดคล้องกันหรือไม่ โดย Buterin มองว่าปริมาณและความซับซ้อนของโค้ด Ethereum เพิ่มขึ้นจนมนุษย์ไม่สามารถตรวจสอบทั้งหมดได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป จึงมีแผนพึ่งพาเครื่องมือ AI สมัยใหม่ในงานส่วนนี้มากขึ้น
ที่มา : U.today