ปีนี้เข้ายุคการเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างของ Ethereum ทั้งกลุ่มผู้นำและงบประมาณ ทำให้เกิดคำถามถึงความยั่งยืนและอนาคตของ Ethereum เครือข่ายบล็อกเชนอันดับ 1 ของโลก และมีเหรียญประจำเครือข่ายอย่าง ETH เป็นเหรียญอันดับสองของโลกรองจาก Bitcoin
สรุปสาระสำคัญจากการพูดคุยกับ OG นักพัฒนาสาย Smart Contract กับ “โต๊ด” นัฐพล นิมากุล เกี่ยวกับสถานการณ์การปรับโครงสร้างและทิศทางอนาคตของเครือข่าย ในรายการ CryptoVerse Live โดยสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย
Ethereum Foundation (EF) ลดงบประมาณและปลดคน
“โต๊ด” นัฐพล อธิบายว่า EF เปรียบเสมือนศูนย์กลางที่คอยให้เงินทุนสนับสนุนผู้พัฒนาโปรเจกต์ต่างๆ บนระบบนิเวศของ Ethereum ที่ผ่านมา EF มีนโยบายใช้จ่ายเงินกองทุนถึงปีละ 15% ซึ่งอาจทำให้เงินทุนหมดลงในเวลาประมาณ 7 ปี EF จึงปรับลดเป้าหมายการใช้จ่ายลงเหลือ 5% ต่อปี เพื่อให้กองทุนสามารถอยู่รอดและสนับสนุนระบบนิเวศไปได้อีกยาวนานในระดับ 10-30 ปี การลดงบประมาณส่วนนี้จึงนำมาสู่การลดจำนวนพนักงานลงตามไปด้วย
มองการแตกแขนงองค์กรนำไปสู่การกระจายอำนาจที่ดีขึ้น
อดีตทีมงานหรือผู้บริหารที่ลาออกจาก EF ไม่ได้ย้ายไปทำเชนอื่น แค่แยกตัวออกไปตั้งกลุ่มใหม่เพื่อหาทุนและโฟกัสการพัฒนา Ethereum ในด้านที่ตนเองสนใจ อย่างเช่น ETH Labs เน้นการวิจัยและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน เช่น การทำให้การยืนยันธุรกรรมเร็วขึ้น หรืออีกกลุ่มคือ Ethereum Institution เน้นการนำบล็อกเชนไปประยุกต์ใช้กับองค์กร สถาบันการเงิน และสินทรัพย์ในโลกจริง (Real World Assets หรือ RWA)
“โต๊ด” นัฐพล จึงมองว่านี่คือเรื่องดี เพราะแต่เดิมอำนาจการตัดสินใจให้ทุนกระจุกตัวอยู่ที่ EF เพียงแห่งเดียว การมีกลุ่มใหม่ๆ แตกออกไปจะช่วยให้ Ethereum มีความหลากหลาย และนักพัฒนาสามารถขอทุนจากกลุ่มที่ตรงกับเป้าหมายของตนได้ง่ายขึ้น
Layer 2 และ RWA คือกุญแจสู่การยอมรับในวงกว้าง
เชนหลักของ Ethereum (Layer 1) มีข้อจำกัดเรื่องความล่าช้า (ใช้เวลาประมวลผลราว 12 วินาที) และมีค่าธรรมเนียมสูง ปัจจุบัน ธุรกิจใหม่ๆ หรือสถาบันการเงินจึงนิยมพัฒนาโปรเจกต์บน Layer 2 มากกว่า เพราะสามารถปรับแต่งกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้เข้ากับธุรกิจของตนได้ และมีความเร็วในการทำธุรกรรมระดับเสี้ยววินาที
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Robinhood ที่เพิ่งประกาศว่าจะนำสินทรัพย์โลกจริง (RWA) มาเปิดให้ซื้อขายบนเชน Base (Layer 2 ของ Ethereum) โดยจะมีการผสมผสานความเป็น Public Chain เข้ากับการควบคุม (Permission/KYC) ตามกฎหมาย
Ethereum โครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่เกินกว่าจะล้ม
“โต๊ด” นัฐพล เปรียบเทียบ Ethereum เหมือนระบบปฏิบัติการ Windows หรือชิปประมวลผล AI ที่เป็นรากฐานให้กับระบบอื่นๆ บล็อกเชนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน รวมถึงเชนที่พัฒนาโดยบริษัทในไทยกว่า 80-90% ล้วนใช้เทคโนโลยีพื้นฐานเป็น EVM (Ethereum Virtual Machine) ทั้งสิ้น หากเครือข่าย Ethereum มีปัญหา เชนอื่นๆ ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย
บทสรุป “โต๊ด” นัฐพล สรุปทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นนิมิตหมายอันดีในการปรับโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาคอขวดที่ EF ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ Ethereum สามารถเร่งการนำไปประยุกต์ใช้งานจริง และก้าวเข้าสู่ยุคของการยอมรับในวงกว้างได้อย่างเต็มตัว
รับชมคลิปเต็มได้ที่