Ethereum เตรียมเข้าสู่ช่วงทดสอบใหญ่ของอัปเกรด Glamsterdam คาดเปิดใช้งานจริงช่วงครึ่งหลังของปี โดยนักพัฒนาระบุว่าอาจเป็นอัปเกรดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การอัปเกรด The Merge
นักพัฒนา Ethereum กำลังเข้าสู่ช่วงท้ายของการเตรียมอัปเกรดใหญ่ครั้งถัดไปชื่อ Glamsterdam โดยทีมงานเริ่มทดสอบชุดโค้ดที่รวมข้อเสนอปรับปรุงเครือข่าย หรือ EIP ทั้งหมดบน devnet แล้ว ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนทำให้ระบบเสถียรและนำไปทดสอบบน public testnet
Parithosh Jayanthi วิศวกร DevOps และ core developer ของ Ethereum Foundation ระบุว่า ทีมกำลังทดสอบ devnet ที่รวม EIP ทั้งหมดของ Glamsterdam ไว้แล้ว ซึ่งถือเป็นเฟสสุดท้ายก่อน hardening และส่งต่อสู่ testnet แม้ยังไม่มีไทม์ไลน์แน่นอน แต่ความคืบหน้าถือว่าเดินหน้าไปมากแล้ว
Glamsterdam คาดว่าจะเปิดใช้งานจริงในช่วงครึ่งหลังของปี และถูกมองว่าอาจเป็นหนึ่งในการอัปเกรดใหญ่ที่สุดของ Ethereum นับตั้งแต่ The Merge ในปี 2022 โดย Jayanthi ระบุว่า อัปเกรดนี้จะเปลี่ยนสมมติฐานหลายอย่างของ Ethereum และวางพื้นฐานให้เครือข่ายขยายขนาดได้มากขึ้นในอนาคต
หนึ่งในฟีเจอร์สำคัญคือ ePBS หรือ enshrined Proposer-Builder Separation ภายใต้ EIP-7732 ซึ่งจะนำการแยกบทบาทระหว่างผู้สร้าง block กับผู้เสนอ block ให้เข้ามาอยู่ในโปรโตคอลหลักของ Ethereum โดยตรง
ปัจจุบันกระบวนการนี้ยังพึ่งพาระบบนอกเชนเป็นหลัก ทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือ การรวมศูนย์ และ MEV หรือผลประโยชน์สูงสุดที่ผู้มีบทบาทในกระบวนการจัดเรียงธุรกรรมสามารถดึงออกจาก บล็อกได้ โดยการย้ายกลไกนี้เข้ามาอยู่บนเชนอาจช่วยลดช่องทางการบิดเบือนหรือหาประโยชน์จาก MEV ได้มากขึ้น
อีกข้อเสนอสำคัญคือ Block-level Access Lists หรือ EIP-7928 ซึ่งเปิดให้แต่ละ block ระบุล่วงหน้าว่าจะเข้าถึงบัญชีหรือข้อมูล smart contract ใดบ้าง การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้ client ของ Ethereum เตรียมข้อมูลไว้ล่วงหน้า ทำให้การประมวลผล block เร็วขึ้น คาดการณ์ได้ง่ายขึ้น และปรับแต่งประสิทธิภาพได้ดีขึ้น
นอกจากฟีเจอร์หลักเหล่านี้ Glamsterdam ยังมีการปรับโครงสร้างค่า gas ครั้งใหญ่ ซึ่งอาจเปลี่ยนต้นทุนการใช้งาน Ethereum อย่างมีนัยสำคัญ โดย Jayanthi ระบุว่า การประมวลผลระดับสูงจะถูกลง ขณะที่การใช้ข้อมูลที่ต้องเก็บไว้ในเครือข่ายจะมีต้นทุนสูงขึ้น
แนวทางนี้มีเป้าหมายให้ค่าธรรมเนียมของ Ethereum สะท้อนทรัพยากรที่ถูกใช้จริงมากขึ้น และช่วยให้เครือข่ายรองรับระบบ zero-knowledge proof ได้ง่ายขึ้นในอนาคต ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับการขยายขนาด Ethereum
ขณะนี้นักพัฒนายังโฟกัสกับการทดสอบ การสรุปรายละเอียดทางเทคนิค และการสื่อสารกับชุมชน Ethereum เกี่ยวกับผลกระทบจากการปรับค่า gas ก่อนเดินหน้าส่งอัปเกรดนี้เข้าสู่ public testnet และใช้งานจริงในลำดับถัดไป
ที่มา : coindesk