“ดร.การดี” สส.พรรคประชาธิปัตย์ ขานรับร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลฯ วาระแรก พร้อมนำประสบการณ์ตรงเสนอแนวคิดปฏิรูป 3 ด้าน เสนอรัฐสร้างตลาด RWA Tokenization โดย ออก Fast Track, พัฒนา stablecoin ของไทยเพื่อใช้ชำระเงิน On-chain และยกระดับระบบเตือนภัยปกป้องประชาชนเร็วในระดับวินาที
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. … (วาระที่ 1) ดร.การดี เลียวไพโรจน์ หรือ “ดร.อ้อ” รองหัวหน้าพรรคฯ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมอภิปรายสนับสนุนการรับหลักการในวาระที่หนึ่ง พร้อมระบุว่ารอคอยการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้มานาน เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ตรงในการร่วมผลักดันระบบ ICO Portal และการทำ Tokenization สินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์มาตั้งแต่ปี 2017
ดร.การดี ชี้ให้เห็นว่า แม้การมี พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัล ในอดีตจะได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนักลงทุน แต่เกณฑ์ในอดีตยังมองผ่านเลนส์เดิมของการระดมทุนแบบหุ้นหรือหลักทรัพย์ ซึ่งไม่เอื้อต่อนวัตกรรมและการเติบโตของสตาร์ตอัป อีกทั้งกระบวนการระดมทุนจริงกลับมีต้นทุนสูงเพราะต้องผ่านตัวกลางหลายชั้น และมีเงื่อนไขซับซ้อน จนทำให้นักลงทุนและผู้ระดมทุนคุณภาพจำนวนมาก หลีกเลี่ยงไปดำเนินงานนอกการกำกับดูแลของ ก.ล.ต.
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดร.การดี จึงได้เสนอแนวคิดการปฏิรูปผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. การสร้างตลาด Real World Asset Tokenization (RWA) ผ่านช่องทาง Fast Track
ต้องมองกระบวนการแปลงสินทรัพย์กายภาพเป็นดิจิทัลโทเคนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การสรรหาสินทรัพย์ การออก การเก็บรักษา ตลาดรอง ไปจนถึงการชำระราคา โดยเสนอให้เปลี่ยนจากกฎหมายกำกับดูแลแบบเดิมที่เป็น “One Size Fits All” มาเป็นระบบ Fast Track สำหรับสินทรัพย์ที่มีโครงสร้างมาตรฐานและคุณภาพสูง เพื่อลดต้นทุนและขั้นตอน นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการนำร่องนำ สินทรัพย์ของภาครัฐ มาทำ Tokenization เป็นชุดแรกๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาด
2. ระบบชำระเงินและ Stablecoin ภายใต้การกำกับดูแล
ดร.การดี เน้นย้ำว่าระบบสินทรัพย์ดิจิทัลและการชำระราคาต้องเดินหน้าควบคู่กัน ประเทศไทยควรเริ่มออกแบบ Stablecoin ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลเพื่อเชื่อมต่อกับระบบธนาคาร และทำให้เกิดการชำระเงินบนบล็อกเชน (On-chain Settlement) ได้จริง โดยต้องมีกติกาชัดเจนเรื่องเงินทุนสำรอง สิทธิการไถ่ถอน และการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งอยากเห็นความร่วมมือระหว่าง ก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ในการวางโครงสร้างพื้นฐานนี้ร่วมกัน
3. โครงข่ายคุ้มครองประชาชน 5 วงจร
เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลมีธรรมชาติความเสี่ยงที่ต่างจากสินทรัพย์แบบเดิม เช่น การโอนสินทรัพย์ออกไปยังกระเป๋าเงินต่างประเทศ หรือการสร้างเว็บไซต์ปลอมได้ในเวลาไม่กี่นาที รัฐจึงต้องยกระดับการคุ้มครองประชาชนให้ครอบคลุม 5 วงจร ได้แก่ การตรวจสอบ, การแจ้งเตือนที่ทันท่วงที, การแจ้งเหตุ, การสอบสวน และการติดตามเยียวยา โดยเฉพาะระบบแจ้งเตือนภัยที่ต้องรวดเร็วในระดับวินาทีหรือนาที เช่นเดียวกับมาตรฐานของหน่วยงาน VARA ในเมืองดูไบ
“หากกมธ.ออกแบบกฎหมายเพื่อแก้ไขทั้ง 3 ปมดังกล่าวได้จริง จะช่วยปลดล็อกต้นทุนการระดมทุน ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกับเป็นเกราะป้องกันผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน” ดร.การดี ระบุ
ดร.การดี สรุปทิ้งท้ายว่า โลกของเทคโนโลยีและบล็อกเชนเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก หากกระบวนการร่างกฎหมายใช้เวลานานถึง 6–8 ปี จะทำให้รูปแบบกฎหมายล้าสมัยและตามตลาดไม่ทัน จึงขอฝากทั้ง 3 โจทย์ใหญ่ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญนำไปปรับใช้ เพื่อให้เกิดตลาดที่ใช้งานได้จริง มีระบบชำระเงินที่มั่นคง และคุ้มครองประชาชนได้อย่างแท้จริง
อนึ่ง “ดร.อ้อ” เป็นหนึ่งในผู้ที่มีประสบการณ์ตรงในการบุกเบิก ICO Portal และสินทรัพย์ดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2017 ร่วมกับนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง