RootData เผยปี 2026 โปรเจกต์คริปโทฯ เจ๊งและปิดตัวพุ่งเกิน 100 แห่ง ภาพคล้ายช่วงฟองสบู่ดอทคอมแตก ผู้เล่นในอุตสาหกรรมมองเผยแพลตฟอร์มที่รอดได้ต้องมีผู้ใช้งานจริงและสร้างรายได้เป็นดอลลาร์ ขณะที่โมเดล “ใช้โทเคนเป็นรายได้” ไม่เวิร์ค
ข้อมูลจาก RootData ระบุว่า ในปี 2026 มีโปรเจกต์คริปโทฯ มากกว่า 100 แห่งที่ปิดตัว ยื่นล้มละลาย หรือเงียบหายไปอย่างถาวรแล้ว และแนวโน้มกำลังเร่งตัวขึ้น โดยเพียงสัปดาห์เดียวช่วงปลายเดือนกรกฎาคม มีบริษัทยักษ์ใหญ่ประกาศปิดตัวหรือยื่นเรื่องทางกฎหมายถึง 4 แห่งในสัปดาห์เดียว ได้แก่ BitMEX, BitMart, Movement Labs และ Storj Labs
แรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นแทบทุกส่วนของอุตสาหกรรมตั้งแต่ Exchange, Wallet, DeFi, NFT Marketplace ไปจนถึง Layer-1 และ Layer-2 โดย Moonbeam ซึ่งเป็น Polkadot parachain ก็ยุติการทำงานอย่างถาวรเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ส่งผลให้ผู้ใช้ที่ยังไม่ได้ย้ายสินทรัพย์ออกจากเครือข่ายไม่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์บางส่วนได้อีก
ฝั่ง Ethereum Layer-2 ก็เข้าสู่ช่วงการควบรวม หลังจำนวนเครือข่ายพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2023 เมื่อเทคโนโลยีทำให้การเปิดตัวเชนใหม่ง่ายและต้นทุนต่ำลง แต่การเกิด Layer-2 แบบใช้งานทั่วไปจำนวนมากกลับทำให้ตลาดแน่นเกินไปและขาดความแตกต่าง Ben Fisch ซีอีโอ Espresso Systems มองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Layer-2 ทั้งหมด แต่เป็นการมี general-purpose Layer-2 มากเกินความจำเป็น
ผู้บริหารในอุตสาหกรรมหลายรายมองตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาเฉพาะ Ethereum แต่เป็นการปรับฐานของอุตสาหกรรมคริปโทฯ ทั้งระบบ ตั้งแต่ DeFi, DEX ไปจนถึงผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน โดย Marek Olszewski ผู้ร่วมก่อตั้ง Celo ระบุว่า นี่คือสัญญาณของตลาดที่กำลังเติบโตขึ้น เพราะเครือข่ายที่ยังอยู่รอดคือเครือข่ายที่มีผู้ใช้จริงและเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องพึ่งพา
Orkun Mahir Kılıç ซีอีโอ Chainway Labs ซึ่งกำลังพัฒนา Bitcoin Layer-2 อย่าง Citrea มองว่า สาเหตุสำคัญคือเงินลงทุนไหลเข้าช้าลง นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น และสุดท้ายจะเหลือเฉพาะ โครงการที่มีโมเดลธุรกิจแข็งแรงและแก้ปัญหาที่ชัดเจน พร้อมเปรียบเทียบว่าสถานการณ์นี้คล้ายกับช่วงฟองสบู่อินเทอร์เน็ตแตก ซึ่งแม้จะเจ็บปวดในระยะสั้น แต่จะช่วยรีเซ็ตอุตสาหกรรมกลับไปให้ความสำคัญกับการรักษาผู้ใช้และการใช้งานจริง
Lorenzo Valente ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Ark Invest ระบุว่า คริปโทฯ อาจกำลังเข้าสู่ช่วงการควบรวมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยโครงสร้างตลาดเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เงินทุนเลือกมากขึ้น และทีมที่ยังไม่มี Product-Market Fit กำลังทยอยปิดตัว ขณะที่รายได้ของอุตสาหกรรมก็ยิ่งกระจุกตัว โดย Hyperliquid และ Pump.fun รวมกันคิดเป็น 67% ของรายได้จากแอปพลิเคชันทั้งหมด
วิกฤตครั้งนี้ต่างจากปี 2022 อย่างไร
จุดแตกต่างสำคัญจากวิกฤตคริปโทฯ ปี 2022 คือ รอบนั้นเกิดการล้มต่อเนื่องจากการใช้ leverage และการเชื่อมโยงกันของบริษัทอย่าง Terra, Celsius และ FTX แต่ในปี 2026 ไม่มีจุดศูนย์กลางของการแพร่กระจายความเสียหายเพียงจุดเดียว กลับเป็นการปรับโครงสร้างพร้อมกันทั้งอุตสาหกรรม หลังความคาดหวังจากช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ หันมาเป็นมิตรกับคริปโทฯ เริ่มถูกทดสอบด้วยสภาพตลาดจริง
ถอดรหัสทำไมคริปโทฯ ถึงเจ๊งระนาว
ปัญหาหนึ่งคือโมเดล “ใช้โทเคนเป็นรายได้” โดยบริษัทจะใช้วิธีผลิต “โทเคน” ของตัวเองขึ้นมาเพื่อจ่ายเป็นเงินเดือนให้วิศวกร ใช้จ่ายค่านักตรวจสอบระบบ และดึงดูดผู้ใช้งาน ซึ่งในช่วงที่ตลาดบูม โทเคนเหล่านี้มีมูลค่าเหมือนเงินจริง แต่เมื่อ Altcoin ส่วนใหญ่ปรับตัวลง 70–90% ในตลาดหมี ทำให้แผนการเงินของโครงการต่าง ๆ พังทลายลงทันที
ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มด้านการโหวตระบบอย่าง Tally ที่ดูแลความปลอดภัยสินทรัพย์บนเครือข่ายมูลค่ารวมกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ยังไม่สามารถอยู่รอดได้เนื่องจากไม่มีโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้จริง หรือแพลตฟอร์ม Everclear ที่แม้จะมียอดธุรกรรมผ่านระบบสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน แต่สุดท้ายก็เงินหมดและต้องปิดตัวลงเพราะธุรกิจยังไม่สามารถสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ได้เร็วพอ
ความปลอดภัยไซเบอร์ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ โดย Blockaid ประเมินว่า ครึ่งแรกปี 2026 อุตสาหกรรมสูญเสียเงินจากการโจมตี onchain ราว 1.1 พันล้านดอลลาร์ (หรือราว 3.6 หมื่นล้านบาท) ซึ่งสูงกว่ามูลค่าความเสียหายตลอดทั้งปี 2025 รวมกันเสียอีก โดยเฉพาะฝีมือของกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือมีส่วนต่อความเสียหายถึง 66% ของทั้งหมด
ในอดีต หากโครงการโดนแฮ็กชุมชนผู้ใช้งานจะช่วยกันระดมทุนหรือมี Venture Capital ช่วยออกเงินช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูระบบ แต่ในปัจจุบันที่เงินกองกลางของแต่ละโครงการร่อยหรอลง ประกอบกับนักลงทุนระมัดระวังการควักเงินสดมากขึ้น การโดนแฮ็กจึงเปรียบเสมือน “ใบสั่งตาย” ทันที
เช่น แพลตฟอร์ม Step Finance บนเครือข่าย Solana ที่โดนแฮ็กเกอร์ฉกเงินไป 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม เมื่อไม่สามารถหานายทุนมาช่วยอุ้มสมทบทุนได้ทัน สุดท้ายก็ต้องประกาศปิดตัวลงในเดือนกุมภาพันธ์
กลุ่มผู้รอดชีวิต ตัวจริงที่หาเงินเป็น “ดอลลาร์”
ท่ามกลางมรสุมล้างบางครั้งนี้ โครงการที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งมีจุดร่วมที่ชัดเจนคือ พวกเขาสร้างรายได้เป็นเงินดอลลาร์จริง ๆ ไม่ใช่พึ่งพาแค่เหรียญที่ตัวเองผลิตขึ้นมา ตัวอย่างเช่น
-Hyperliquid แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์อนุพันธ์ ที่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมรวมได้ทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์ และครองส่วนแบ่งตลาดถึง 70%
-Aave แพลตฟอร์มกู้ยืมคริปโทฯ ยอดนิยม (DeFi Lending) ที่มีเงินฝากในระบบมากกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมการกู้ยืมปีละกว่า 100 ล้านดอลลาร์
-Ether.fi แพลตฟอร์มที่กระจายความเสี่ยงด้วยการออกผลิตภัณฑ์บัตรเดบิตคริปโทฯ จนสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากค่าธรรมเนียมการรูดบัตร ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดของระบบ
ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนจากการล้างบางครั้งใหญ่ในปี 2026 นี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความล้ำสมัยทางเทคโนโลยีหรือเงินทุนที่หนาหนาไม่ใช่หลักประกันความอยู่รอด แต่เป็นความสามารถในการสร้างระบบธุรกิจที่มีรายได้จริง และตอบโจทย์ผู้ใช้งานต่างหากที่จะเป็นผู้ชนะในระยะยาว
ที่มา : coindesk