เหตุแฮ็กกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard ซึ่งสร้างความเสียหายกว่า 100 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่ได้ทำให้ผู้ถือบิตคอยน์ถอดใจ แต่พวกเขาหันมายกระดับความปลอดภัยไปสู่ระบบ Collaborative Multisig ที่ไม่ฝากความเสี่ยงไว้กับอุปกรณ์เพียงเครื่องเดียว
Cory Klippsten ซีอีโอของ Swan เปิดเผยว่า เหตุโจมตีกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard ทำให้ผู้ถือบิตคอยน์จำนวนมาก ต้องกลับมาทบทวนการตัดสินใจเรื่องการดูแลสินทรัพย์ด้วยตนเอง หรือ Self-custody หลังผู้โจมตีเริ่มดูดบิตคอยน์ออกจากกระเป๋าหลายพันใบเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
การโจมตีครั้งนี้อาศัยช่องโหว่ในเฟิร์มแวร์ที่ออกมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 ของกระเป๋าเงิน Coldcard ที่พัฒนาโดยบริษัท Coinkite ส่งผลให้ Private Key ของผู้ใช้งานมีความปลอดภัยต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
Swan ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มในสหรัฐฯ ที่ให้บริการซื้อ ถือครอง และช่วยลูกค้าดูแลบิตคอยน์ด้วยตนเอง ได้ระงับการถอนเงินของลูกค้าที่มีความเสี่ยงเป็นการชั่วคราว พร้อมแจ้งเตือนผ่านแอปและเปิดให้ความช่วยเหลือด้านการย้ายสินทรัพย์แก่ผู้ได้รับผลกระทบ แม้บุคคลเหล่านั้นจะไม่เคยเป็นลูกค้าของบริษัทมาก่อน
หนึ่งสัปดาห์หลังเกิดเหตุ บิตคอยน์เกือบ 90% ที่ถูกขโมยยังไม่มีการเคลื่อนไหวบนบล็อกเชน ขณะที่ที่อยู่กระเป๋าของผู้โจมตีที่ได้รับการยืนยันแล้วถูกส่งต่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ
ส่วน Coinkite ได้ออกแพตช์แก้ไขอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดแล้ว นอกจากนี้ ทีมอาสาสมัครซึ่งได้รับทุนจาก OpenSats ยังตรวจสอบคลังโค้ดโอเพนซอร์สกว่า 150 แห่ง และไม่พบหลักฐานว่าปัญหาดังกล่าวลุกลามไปไกลกว่า Coldcard
แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนออกมาตั้งคำถามว่า นักลงทุนรายย่อยควรเลิกเก็บเหรียญด้วยตนเองแล้วหันไปพึ่งพากองทุนรวมดัชนีคริปโทฯ (ETFs) แทนหรือไม่ แต่ทาง Klippsten ระบุว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้คิดที่จะล้มเลิก ระบบจัดเก็บสินทรัพย์ด้วยตนเอง (Self-custody) แต่อย่างใด
ตรงกันข้าม ผู้คนกลับเลือกที่จะอัปเกรดระบบจัดเก็บเงินของตัวเองให้แน่นหนาขึ้น โดยย้ายเงินเข้าไปใช้บริการในระบบ “ร่วมลงนามหลายลายเซ็น” (Collaborative Multisig) เช่น บริการ Swan Vault ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมา เพื่อไม่ให้อุปกรณ์เพียงเครื่องเดียวสามารถทำให้เงินของผู้ใช้อยู่ในความเสี่ยงได้
พร้อมมองว่า แม้เหตุการณ์นี้จะสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่ผู้ที่ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยทุกอย่างแล้ว แต่เครื่องมือรักษาความปลอดภัยของบิตคอยน์กำลังได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบ Self-custody ในระยะยาว
ที่มา : coindesk