กลุ่มผู้ก่อตั้ง ซีอีโอ และนักลงทุนรายใหญ่ในอุตสาหกรรมคริปโท ร่วมลงนามในจดหมายฉบับเดียวถึงผู้นำวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยมีข้อเรียกร้องหลักคือ อย่าลดทอนการคุ้มครองนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในร่าง Clarity Act
จดหมายฉบับนี้มีผู้บริหารและนักลงทุนคริปโทชื่อดังร่วมลงนามหลายราย เช่น Brian Armstrong ซีอีโอ Coinbase, Jack Dorsey ซีอีโอ Block, Mike Novogratz ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Galaxy, Hayden Adams ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Uniswap, Anatoly Yakovenko ซีอีโอ Solana Labs และ Chris Dixon จาก a16z crypto
แม้หลายบริษัทในกลุ่มนี้จะเป็นคู่แข่งกันโดยตรง ทั้งด้านเงินทุน บุคลากร และส่วนแบ่งตลาด แต่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า หากตัดมาตรการคุ้มครองนักพัฒนาออกจากร่างกฎหมาย สหรัฐฯ อาจเสี่ยงผลักคนสร้างเทคโนโลยีบล็อกเชนให้ออกไปทำงานนอกประเทศ และเสียความเป็นผู้นำในยุคการเงินถัดไป
ปัจจุบันสภาคองเกรสกำลังเข้าใกล้การสร้างกรอบกำกับสินทรัพย์ดิจิทัลที่สำคัญมากที่สุดครั้งหนึ่ง หลังคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาผ่านร่าง Clarity Act ด้วยแรงสนับสนุนจากทั้งสองพรรค และร่างกฎหมายกำลังเตรียมเข้าสู่การโหวตเต็มวุฒิสภา
ประเด็นที่อุตสาหกรรมกังวลคือ บทคุ้มครองนักพัฒนาใน Clarity Act หรือ BRCA ซึ่งมีไว้เพื่อยืนยันว่า ผู้ที่แค่เขียนโค้ดโอเพนซอร์ส รัน node หรือช่วยตรวจสอบธุรกรรม แต่ไม่ได้ถือหรือควบคุมเงินลูกค้า จะไม่ถูกนับเป็นผู้ให้บริการโอนเงินตามกฎหมาย
กลุ่มคริปโทจึงเรียกร้องให้วุฒิสภาคงบทคุ้มครองนี้ไว้ เพราะหากถูกตัดออก นักพัฒนาอาจยังเสี่ยงถูกดำเนินคดีจากการสร้างซอฟต์แวร์ ทั้งที่ไม่ได้แตะเงินหรือควบคุมสินทรัพย์ของผู้ใช้โดยตรง
ผู้เขียนจดหมายมองว่า หากไม่มีหลักประกันนี้ ร่าง Clarity Act อาจเสียเป้าหมายของตัวเอง เพราะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะไม่สามารถเติบโตในสหรัฐฯ ได้ หากคนที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานต้องเสี่ยงคดีจากกฎที่ไม่ชัดเจน
ประเด็นนี้ยิ่งถูกจับตาหลังคดีของ Roman Storm นักพัฒนา Tornado Cash ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานสมคบคิดดำเนินธุรกิจโอนเงินโดยไม่มีใบอนุญาต แม้ฝ่ายสนับสนุนนักพัฒนาจะมองว่าเขาเป็นเพียงผู้เขียนและเผยแพร่ซอฟต์แวร์เท่านั้น ไม่ได้ถือครองเงินลูกค้าโดยตรง
ความไม่ชัดเจนของกฎหมายกำลังส่งผลต่อแรงงานเทคโนโลยีในสหรัฐฯ โดยข้อมูลในจดหมายระบุว่า สัดส่วนนักพัฒนาโอเพนซอร์สคริปโทที่อยู่ในสหรัฐฯ ลดลงจาก 38% ในปี 2015 เหลือราว 19% ในการสำรวจล่าสุด สะท้อนว่าคนสร้างเทคโนโลยีจำนวนมากเริ่มย้ายไปประเทศที่มีกฎชัดกว่า เช่น สิงคโปร์ หรืออาบูดาบี
อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุน BRCA ย้ำว่า การคุ้มครองนักพัฒนาไม่ได้หมายถึงการผ่อนปรนอาชญากรรม เพราะผู้ที่ถือเงินลูกค้า หรือเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน เลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ฉ้อโกง ค้ามนุษย์ หรือสนับสนุนการก่อการร้าย ยังต้องถูกบังคับใช้กฎหมายเหมือนเดิม
สาระสำคัญของ BRCA คือการแยก “ผู้สร้างเครื่องมือที่ถูกกฎหมาย” ออกจาก “ผู้กระทำผิด” ให้ชัดเจนเพื่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายโฟกัสกับผู้ที่ควรไล่ล่าจริง ๆ ไม่ใช่ลากนักพัฒนาโอเพนซอร์สเข้ามาเสี่ยงคดีเพียงเพราะโค้ดของพวกเขาถูกนำไปใช้
ทั้งนี้ BRCA ยังได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งสองพรรค โดยในวุฒิสภามี Cynthia Lummis จากรีพับลิกัน และ Ron Wyden จากเดโมแครตเป็นผู้ผลักดัน ขณะที่ฝั่งสภาผู้แทนฯ มี Tom Emmer และ Ritchie Torres ร่วมสนับสนุน
ภาพรวมจึงทำให้การโหวต Clarity Act รอบสุดท้ายถูกจับตาอย่างมาก เพราะหากกฎหมายผ่านโดยยังคงมาตรการคุ้มครองนักพัฒนาไว้ครบ อาจช่วยสร้างกติกาที่ชัดเจนและดึงนวัตกรรมคริปโทให้อยู่ในสหรัฐฯ ต่อไป
แต่หากบทคุ้มครองนี้ถูกลดทอน อุตสาหกรรมเตือนว่า สหรัฐฯ อาจได้กฎหมายที่กำกับตลาดซื้อขายและผู้ออกโทเคน แต่กลับปล่อยให้คนสร้างเทคโนโลยีพื้นฐานยังเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้อนาคตของอุตสาหกรรมไหลไปอยู่ในมือประเทศอื่นแทน
ที่มา : coindesk
🏠หน้าหลักคริปโต
🔥ข่าวคริปโตยอดนิยม
🟠ข่าวบิตคอยน์
⚡คริปโตล่าสุด
🤖efin AI