“อ.ตั๊ม” แจงกรณีข่าว 2 โหนด Lightning ถูกแฮ็กดูดเงิน ปัญหาเกิดจากช่องโหว่บนซอฟต์แวร์ “BTC Pay Server” ไม่ใช่การแฮ็กเครือข่าย Bitcoin หลัก พร้อมอัปเดตสถานการณ์การแยกเครือข่าย Bitcoin 110 ที่จบลงด้วยความล้มเหลว
อ.ตั๊ม พิริยะ สัมพันธารักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านบิตคอยน์ ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในวงการบิตคอยน์เช้าวันนี้ (9 ส.ค.2026) ผ่านเฟซบุ๊ก Piriya Sambandaraksa ประเด็นแรกคือการฟอร์กบล็อกเชน Bitcoin 110 เพื่อแยกเครือข่ายเป็น 2 สาย ผลปรากฏว่าล้มเหลวและแทบไม่มีการตอบรับใดๆ เหตุการณ์นี้เป็นไปตามคาดเนื่องจากมีมีบล็อกจากนักขุดส่งสัญญาณสนับสนุนน้อยมาก จึงไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จมาตั้งแต่ต้น และไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สร้างความตื่นตระหนก คือที่มีข่าวว่า Lightning Node จำนวน 2 โหนดถูกแฮ็กและดูดเงินออกไปนั้น อ.ตั๊ม ยืนยันว่าเครือข่ายบิตคอยน์ ไม่ได้โดนแฮ็ก แต่เหตุการณ์นี้เป็นผลมาจากตรวจเจอบั๊กในซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า “BTCPay Server” ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์สำหรับบริหาร Lightning Network เพื่อการรับเงินของร้านค้าออนไลน์ และช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดยสมาชิกของ Bitcoin Red Team ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักพัฒนาที่กำลังใช้โมเดล AI ตรวจสอบโค้ดในระบบนิเวศ Bitcoin หลังเกิดเหตุการณ์โจมตี COLDCARD
บั๊กดังกล่าวเปิดช่องให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงไฟล์ “.macaroon” จากโหนดที่รันอยู่ ได้โดยไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน ทำให้สามารถเข้าไปควบคุมโหนดและดูดเงินออกไปได้ หลังพบช่องโหว่ทางผู้พัฒนา “BTCPay Server” ได้ออกแพตช์แก้ไขและประกาศให้ผู้ใช้งานรีบอัปเดตอย่างรวดเร็ว ซึ่งการโจมตีลักษณะนี้จะสำเร็จได้ โหนดเป้าหมายจะต้องอยู่ในสถานะออนไลน์ตลอดเวลาเท่านั้น หากผู้ใช้งานรายใดอัปเดตซอฟต์แวร์ทัน หรือปิดโหนดไปก่อน ก็จะรอดพ้นจากการโจมตีและมีความปลอดภัย
ในส่วนของโหนด 2 โหนดที่ตกเป็นเหยื่อการโจมตี ได้แก่ โหนด Citadel 21 (สื่อด้าน Bitcoin) และโหนดของบริษัท Foundation (ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์วอลเล็ต) อ.ตั๊ม อธิบายเพิ่มเติมว่าโหนดของ Foundation นั้นเป็นเพียงโหนดที่เอาไว้สำหรับรับเงินจากลูกค้าที่เข้ามาซื้อฮาร์ดแวร์วอลเล็ตเฉยๆ ซึ่งไม่ได้มีเงินเก็บอยู่ภายในนั้นมากมายนัก และถือเป็นความเสียหายเพียงเล็กน้อยที่เกิดจากการอัปเดตซอฟต์แวร์ไม่ทัน แต่ไม่ได้เป็นฮาร์ดแวร์วอลเล็ตรายที่สองที่ถูกเจาะระบบอย่างที่เกิดความเข้าใจผิดกัน
ท้ายที่สุด อ.ตั๊ม พิริยะ สรุปว่า จากเหตุการณ์โจมตีฮาร์แวร์วอลเล็ต COLDCARD ที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ ส่งผลให้นักพัฒนาในโลกบิตคอยน์ ต่างเร่งมารวมตัวกันเพื่อหาและอุดช่องโหว่ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้บิตคอยน์ถูกพัฒนาให้มีความแข็งแกร่งและปลอดภัยขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการโจมตีในครั้งนี้แทบจะไม่มีผลกระทบใดๆ กับผู้ใช้งานทั่วไปรวมถึงตัวเครือข่ายบิตคอยน์หลักเลย