ธปท. ชี้! Stablecoin ยังมีข้อจำกัดในการทำหน้าที่เป็น “เงิน” แม้ตลาดโตราว 3 แสนล้านดอลลาร์ ธุรกรรม 98.9% ยังใช้เพื่อเทรดคริปโท ขณะที่ในไทยพบวอลุ่ม USDT บางส่วนกระจุกตัวในกลุ่มผู้เล่นรายใหญ่เพียงหลักสิบราย พร้อมย้ำ Retail CBDC ยังไม่มีแผนนำมาใช้จริงในระยะใกล้
นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Stablecoins นวัตกรรมทางการเงินที่ยังไม่ใช่เงิน” ในงานสัมมนา “ยุทธศาสตร์ Stablecoin ในเวทีการเงินอาเซียน” ที่จัดโดย คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร
รองผู้ว่าการฯ กล่าวว่า Stablecoin มีความท้าทายสำคัญที่ต้องก้าวข้ามเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นสื่อกลางในการชำระเงินอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่า แม้ Stablecoin จะเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโตในอนาคต แต่ในปัจจุบันยังคงไม่สามารถทำหน้าที่เป็น “เงิน” ได้
98.9% ของธุรกรรมยังคงถูกใช้เพื่อรองรับ Crypto Trading
ปัจจุบัน ตลาด Stablecoin มีมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์ โดย 99.4% ผูกกับเงินสกุลดอลลาร์ แต่ปรากฎว่า 98.9% ของธุรกรรมยังคงถูกใช้เพื่อรองรับการเทรดคริปโทเคอร์เรนซี (Crypto Trading) และมีเพียง 1.1% เท่านั้นที่ใช้เพื่อการชำระเงินจริง
สาเหตุเพราะระบบการชำระเงินแบบดั้งเดิมดีอยู่แล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ในโลกที่พัฒนาระบบ Fast Payment อย่าง PromptPay ขึ้นมาขณะเดียวกันประเทศอื่นก็พัฒนาระบบของตนเอง เช่น UPI ของอินเดีย และ Pix ของบราซิล ซึ่งมีคุณสมบัติพร้อมทั้งความมั่นคง ความรวดเร็ว และต้นทุนที่ถูก จึงตอบโจทย์การใช้งานของประชาชนในปัจจุบันได้ดีอยู่แล้ว
การที่สิ่งใดก็ตามจะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็น “เงิน” นั้นมีมาตรฐานที่สูงมาก เพราะเงินไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์สำหรับการถือครองหรือการลงทุนทั่วไป แต่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของหน่วยวัดมูลค่า (Unit of Account) ในระบบเศรษฐกิจ
คุณสมบัติสำคัญอีกประการของเงินคือ เงินทุกประเภทในระบบจะต้องมีมูลค่าเท่ากันและแลกเปลี่ยนกันได้แบบ 1:1 เช่น เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ A ต้องสามารถแลกเป็นเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ B หรือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ในอัตรา 1:1 เสมอ และที่สำคัญ “ความเชื่อมั่น” คือสิ่งที่ทำให้เงินหมุนเวียนได้ คนในสังคมต้องยอมรับด้วยความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง
จาก “ความเชื่อมั่น” สู่โครงสร้าง “ลำดับชั้นของเงิน”
ระบบการเงินในปัจจุบันจึงถูกออกแบบในรูปแบบของ “ลำดับชั้นของเงิน” เพื่อใช้เป็นกรอบในการสร้างและยึดเหนี่ยวความเชื่อมั่นของผู้ถือเงินเอาไว้ โดยมีเงินของธนาคารกลางอยู่จุดสูงสุด ถือเป็นตัวยึดเหนี่ยวระบบทั้งหมดและใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายโดยสมบูรณ์
รองลงมาคือเงินธนาคารพาณิชย์ หรือเงินฝาก ซึ่งเป็นเสมือนการขี่หลังความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง และลำดับล่างสุดคือ E-money หรือ Stablecoin ที่หนุนหลังด้วยเงินฝากธนาคารพาณิชย์อีกทอดหนึ่ง ในยามวิกฤตที่สูญเสียความเชื่อมั่น ผู้คนมักจะดึงเงินจากลำดับล่างสุดวิ่งกลับขึ้นไปหาเงินที่ปลอดภัยที่สุดเสมอ
พร้อมกับได้ชี้ให้เห็นมุมมองสำคัญเกี่ยวกับ “เงินฝากธนาคารพาณิชย์” ว่า คนทั่วไปมักมองเงินฝากในมือตนเองเป็นเพียงสินทรัพย์ แต่ในมิติของระบบการเงินและผู้ออกเงิน เงินฝากแท้จริงแล้วมีสถานะเป็น “หนี้สิน” และเป็น “คำสัญญา” ของธนาคารพาณิชย์ที่ผูกพันไว้ว่าจะให้ผู้ถือสามารถนำมาแลกเป็นเงินธนาคารกลางได้
ซึ่งความเชื่อมั่นในคำสัญญาหรือหนี้สินของธนาคารพาณิชย์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ถูกค้ำจุนไว้ด้วย 3 เสาหลัก คือ การเป็นผู้ให้กู้แหล่งสุดท้ายของธนาคารกลาง (Lender of Last Resort), ระบบประกันเงินฝาก และการกำกับดูแลตรวจสอบอย่างเข้มงวดของธนาคารกลาง
ความท้าทายของ Stablecoin ในการทำหน้าที่เป็น “เงิน”
ขณะที่ความท้าทายของ Stablecoin ในการทำหน้าที่เป็น “เงิน” คือการรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ 1:1 ซึ่งแตกต่างจากเงินฝากธนาคาร เนื่องจาก Stablecoin มีลักษณะเป็นตราสารผู้ถือทำให้เกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรองได้ง่าย ส่งผลให้ราคาผันผวนตามอุปสงค์ อุปทาน และความเชื่อมั่น
ดังนั้น การมีสินทรัพย์หนุนหลังที่มีคุณภาพเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยกลไกทางเศรษฐศาสตร์และโครงสร้างตลาดรอง เช่น Market Maker ผู้ให้บริการสภาพคล่อง และกลไกการไถ่ถอนเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพของราคา
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาด้านความโปร่งใส เพราะ Stablecoin จำนวนมากอยู่ในกระเป๋าเงินที่ไม่ระบุตัวตน ในไทยพบว่าปริมาณการเทรดกว่า 31% กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนจำนวนน้อยเพียงหลักสิบราย และมีธุรกรรมคล้ายการเคลื่อนย้ายทุนที่อยู่นอกสายตาการกำกับดูแล และเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อ
“ข้อมูลที่เราร่วมกันศึกษาในช่วง 5 เดือนแรกของปีจะเห็นว่ามันก็มีอะไรที่น่าสังเกตแล้วต้องติดตามต่อ ในแง่ของวอลุ่มเทรด USDT ประมาณ 200,000 กว่าล้าน พบว่า 31% เป็น High-value ที่มีมูลค่าการเทรดสูงเกิน 1,000 ล้านบาท แล้วมีเพียงหลักสิบราย” นายปิติ กล่าว
องค์ประกอบของการสร้างระบบการชำระเงินที่น่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ หากจะสร้างระบบการชำระเงินที่น่าเชื่อถือ จำเป็นต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วน ส่วนแรก “เทคโนโลยี” ระบบโครงข่ายต้องรวดเร็วและมั่นคง ส่วนที่สอง “กติกาและการกำกับดูแล” ต้องมีกฎหมายรองรับ ตรวจสอบสินทรัพย์หนุนหลังและระบุตัวตนได้ และสาม “กลไกตลาด” ต้องมีแรงจูงใจให้เกิดผู้เล่นที่หลากหลายมาช่วยสร้างสภาพคล่องและรักษาเสถียรภาพ
นายปิติ กล่าวเพิ่มเติมถึงความกังวลที่ว่า Stablecoin จะมาแย่งเงินฝากจนทำให้ต้นทุนธนาคารสูงขึ้นนั้นอาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะเงินที่นำมาซื้อ Stablecoin ส่วนใหญ่ก็จะถูกนำกลับไปฝากไว้ในระบบธนาคารเพื่อเป็นสินทรัพย์หนุนหลังอยู่ดี ส่วนปัญหาการใช้ดอลลาร์แทนเงินท้องถิ่น (Dollarization) โอกาสเกิดในไทยมีน้อยมาก เนื่องจากเงินบาทและระบบการชำระเงินในประเทศมีความเข้มแข็ง
พร้อมกับตอกย้ำจุดยืนของแบงก์ชาติ ในการสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนได้จริง แต่ต้องเป็นการสร้างสรรค์อย่างรับผิดชอบ ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสม และต่อยอดจากพื้นฐานระบบการเงินเดิมที่ได้รับการทดสอบมาแล้ว
ทิศทางของสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง
หลังจบปาฐกถา รองผู้ว่าการฯ ยังได้ตอบคำถามผู้ร่วมงานในประเด็นเกี่ยวกับทิศทางของสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ว่า ในส่วนของ Retail CBDC (สำหรับประชาชนทั่วไป) นั้น แม้การทดสอบทางเทคโนโลยีจะประสบความสำเร็จและสามารถใช้งานได้จริง แต่ปัญหาหลักคือปัจจุบันยังขาด Use Case หรือความคุ้มค่าทางธุรกิจที่ชัดเจน
ธปท. ยังไม่เห็นภาพชัดเจนว่า Retail CBDC จะมีข้อดีเหนือกว่าระบบการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบันอย่าง PromptPay อย่างไร ในระยะเวลาอันใกล้นี้จึงยังไม่มีแผนที่จะนำมาใช้จริง แต่ในส่วนของ Wholesale CBDC (สำหรับสถาบันการเงินระดับใหญ่) ธปท. ยังคงเดินหน้าศึกษาและทดลอง