อีกสองทศวรรษ เบบี้บูมเมอร์จะส่งต่อความมั่งคั่งมูลค่ากว่า 124 ล้านล้านดอลลาร์สู่คนรุ่นใหม่ซึ่งถือครองคริปโทฯ มากกว่าคนรุ่นก่อน นักวิเคราะห์มองการเปลี่ยนมือนี้อาจดีต่อ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัล
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดคริปโทฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น และปัจจัยที่มักจะถูกนำมาอธิบายก็คือ ETF ,ทิศทางดอกเบี้ยเฟด และวัฏจักร 4 ปีของบิตคอยน์ แต่ปัจจัยหนึ่งที่อาจจะทรงพลังที่สุดซึ่งได้เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และแทบไม่มีใครพูดถึงเลยนั่นคือ “การส่งต่อความมั่งคั่งระหว่างรุ่น”
ข้อมูลจาก Cerulli Associates คาดการณ์ว่า ภายในปี 2048 จะมีทรัพย์สินของครัวเรือนสหรัฐฯ มูลค่ารวมกว่า 124 ล้านล้านดอลลาร์ถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป แบ่งเป็นประมาณ 105 ล้านล้านดอลลาร์จะตกทอดไปยังทายาทโดยตรง และอีก 18 ล้านล้านดอลลาร์จะถูกบริจาคเพื่อการกุศล นับว่าเป็นการถ่ายโอนความมั่งคั่งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
ที่น่าสนใจคือ ทายาทรุ่นถัดไปที่จะรับช่วงต่อมรดกนั้น มีพฤติกรรมการลงทุนที่ต่างจากคนรุ่นก่อนและมีการถือครองคริปโทฯ สูงกว่ารุ่นเบบี้บูมเมอร์ โดยคาดว่ามรดกจะอยู่ในมือของรุ่น Millennials ราว 46 ล้านล้านดอลลาร์, Gen X ประมาณ 39 ล้านล้านดอลลาร์ และ Gen Z อีกราว 15 ล้านล้านดอลลาร์
ผลสำรวจของ Gemini พบว่า 49% ของ Millennials และ 51% ของ Gen Z ในสหรัฐฯ เคยถือครองหรือยังคงถือครองคริปโทฯ เทียบกับเพียง 29% ของ Gen X ขณะที่ผลสำรวจของ Motley Fool Money ระบุว่า ปัจจุบันมีเพียง 7% ของ Baby Boomers ที่ถือครองคริปโทฯ เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าอัตราการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลลดลงอย่างชัดเจนตามอายุของนักลงทุน
ด้าน Coinbase พบว่า นักลงทุน Gen Z และ Millennials จัดสรรเงินลงทุนเฉลี่ยประมาณ 25% ของพอร์ตไปยังสินทรัพย์ทางเลือก รวมถึงคริปโทฯ ซึ่งสูงกว่ากลุ่ม Gen X และ Baby Boomer ที่มีสัดส่วนเพียงประมาณ 8% เท่านั้น ขณะที่งานวิจัยของ Bank of America Private Bank ยังพบว่า นักลงทุนอายุน้อยจัดสรรเงินลงทุนในคริปโทฯ เฉลี่ย 14% ของพอร์ต เทียบกับเพียง 1% สำหรับนักลงทุนรุ่นเก่า
Zach Pandl หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Grayscale ประเมินว่า หากเพียง 2% ของทรัพย์สินที่ถูกส่งต่อไหลเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัล จะหมายถึงเม็ดเงินใหม่ราว 2.2 ล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ตลาดคริปโทฯ ขณะที่ Galaxy Research เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่า ช่องว่างด้านการยอมรับระหว่างคนแต่ละรุ่น อาจสร้างเม็ดเงินใหม่ให้ตลาดคริปโทฯ เพิ่มขึ้นอีก 160,000-225,000 ล้านดอลลาร์
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเริ่มสะท้อนให้เห็นผ่านการเคลื่อนไหวของสถาบันการเงินรายใหญ่แล้ว โดย Morgan Stanley เริ่มทดสอบบริการซื้อขายคริปโทฯ บนแพลตฟอร์ม E*Trade ส่วน Charles Schwab เปิดให้บริการ Spot Crypto Trading ขณะที่ Vanguard ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสถาบันที่วิพากษ์วิจารณ์คริปโทฯ มากที่สุด ก็เริ่มเปิดให้ลูกค้าสามารถลงทุนในกองทุน Crypto ETF จากผู้ให้บริการรายอื่นได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากทรัพย์สินจำนวนมากจะถูกส่งต่อให้คู่สมรสก่อนจะไปถึงลูกหลาน อีกทั้งค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและค่าครองชีพของผู้สูงอายุ อาจทำให้มูลค่าทรัพย์สินที่ส่งต่อจริงลดลงจากตัวเลขที่คาดการณ์ไว้
แม้จะยังมีข้อจำกัดอยู่ แต่แนวโน้มระยะยาวยังคงชัดเจนมากขึ้นทุกปี นั่นคืออำนาจการตัดสินใจเกี่ยวกับความมั่งคั่งของโลกกำลังค่อย ๆ เคลื่อนจากมือของคนรุ่นที่แทบไม่แตะคริปโทฯ ไปสู่คนรุ่นที่เติบโตมาพร้อมกับ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัล
ที่มา : cryptoslate