Boltz ประกาศหยุดให้บริการสวอป Bitcoin อย่างไม่มีกำหนด หลังระบบกำลังตกเป็นเป้าหมายของผู้โจมตีหลายกลุ่มที่มีทรัพยากรและความสามารถสูง โดยเฉพาะการ ใช้ AI ไล่ล่าแกะโค้ดหาช่องโหว่ระบบด้วยความเร็วสูง
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา Boltz แพลตฟอร์มผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเหรียญบิตคอยน์โดยไม่รับฝากหรือถือครองสินทรัพย์แทนผู้ใช้ (Non-custodial Bitcoin swap service) ประกาศหยุดให้บริการแลกเปลี่ยนเหรียญชั่วคราวอย่างไม่มีกำหนด หลังจากตรวจพบสถิติการพยายามโจมตีระบบด้วยโปรแกรมอัตโนมัติที่มี AI คอยหนุนหลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนบริษัทไม่สามารถดำเนินงานต่อได้อย่างปลอดภัย
บริการของ Boltz เปรียบเสมือนสะพานเชื่อม ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานคริปโทฯสามารถโอนย้ายเหรียญบิตคอยน์ไปมา ระหว่างเครือข่ายความเร็วสูงอย่าง Lightning Network และระบบบล็อกเชนหลักได้โดยตรงโดยไม่ต้องโอนเงินไปฝากไว้ในกระเป๋าเงินของบริษัทผู้ให้บริการ ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มดังกล่าวมีมูลค่าสินทรัพย์รวมที่ล็อกอยู่ในระบบประมาณ 262,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ตามข้อมูลจาก DeFiLlama)
เมื่อคนร้ายใช้ AI สแกนโค้ดสู้กับคนจริง แถลงการณ์จากทาง Boltz ชี้แจงว่า การปิดตัวในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการโดนเจาะระบบในเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทางทีมงานพบพฤติกรรมการใช้ระบบอัตโนมัติและ AI เข้ามาพยายามสุ่มตรวจสอบหาช่องทางเจาะระบบหลังบ้านถี่ยิบขึ้นเรื่อย ๆ
แม้ว่าที่ผ่านมาจะสามารถควบคุมสถานการณ์และแก้ไขจุดบกพร่องต่าง ๆ ได้ แต่รูปแบบที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ฝั่งผู้ร้ายสามารถคิดค้นและสลับวิธีการโจมตีได้รวดเร็วกว่าที่ทีมงานพัฒนาขนาดเล็กของบริษัทจะสืบค้นและอุดรอยรั่วในโค้ดคอมพิวเตอร์ได้ทัน จนกระทั่งล่าสุดพบว่าตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มแฮ็กเกอร์หลายกลุ่มที่มีทรัพยากรสูงพร้อมกัน ทำให้ทางทีมงานตัดสินใจปิดระบบลงชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
อย่างไรก็ตาม ทาง Boltz ยืนยันว่า เงินทุนของผู้ใช้งานทั้งหมดไม่เคยตกอยู่ในความเสี่ยงแม้แต่รายเดียว เนื่องจากสถาปัตยกรรมของบริการถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้เป็นผู้ควบคุมสิทธิ์ในการดูแลรักษาสินทรัพย์ด้วยตนเองตลอดกระบวนการ โดยในปัจจุบัน ช่องทางเชื่อมต่อซอฟต์แวร์หลังบ้าน (API) และฝ่ายบริการลูกค้าของบริษัทยังคงเปิดทำการอยู่ตามปกติ เฉพาะเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการคืนเงิน (Refund) ให้แก่ผู้ที่มีธุรกรรมค้างอยู่ในระบบเท่านั้น
สัญญาณเตือนภัยไซเบอร์ยุคใหม่ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับบิตคอยน์ ที่ทำงานบนซอฟต์แวร์เปิดเผยรหัสสาธารณะ (Open-source)
สอดคล้องกับคำแจ้งเตือนของ Charles Guillemet ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Ledger ที่ออกมาระบุว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี AI ช่วยให้แฮ็กเกอร์สามารถสแกนโค้ดและค้นหาจุดอ่อนทางความปลอดภัยได้รวดเร็วในระดับที่เกินขีดจำกัดของมนุษย์ ซึ่งภัยคุกคามในสัปดาห์นี้ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดเหตุการณ์เจาะระบบกระเป๋าเงิน Coldcard ที่สร้างความเสียหายรวมไปแล้วใกล้แตะ 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา : Finance.yahoo