กระแสคลังสำรองบิตคอยน์กำลังเริ่มถูกตั้งคำถาม เมื่อบริษัทวาฬบิตคอยน์ผู้เป็นต้นแบบของโมเดลนี้อย่าง Strategy ตัดสินใจ “ขาย” บิตคอยน์บางส่วน แม้จะเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อยมากก็ตาม
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้ก่อตั้งบริษัท Strategy ย้ำนักย้ำหนากับแนวคิด Never Sell Your Bitcoin ว่า “จะขายไตก็ขาย แต่อย่าขายบิตคอยน์!”
แต่ทันทีที่บริษัทของเขาทดลองขายบิตคอยน์ล็อตแรกจำนวน 32 BTC ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อนำเงินสดไปสมทบเข้ากองทุนสำหรับจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือ “หุ้นบุริมสิทธิ” รุ่น STRC แม้จำนวนที่ขายจะไม่มาก แต่วันนั้นก็ถือเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์!
เพราะนับตั้งแต่ Strategy เริ่มใช้กลยุทธ์นำบิตคอยน์มาเป็นสินทรัพย์สำรองในปี 2020 บริษัทก็กลายเป็นอินดิเคเตอร์สำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยทุกวันจันทร์ เวลา 19.00 น. ตามเวลาไทย ไมเคิล เซเลอร์จะอัปเดตยอดซื้อบิตคอยน์เพิ่มเติมของสัปดาห์ก่อนหน้า
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า Strategy ขายบิตคอยน์หรือไม่ แต่คือเมื่อราคาบิตคอยน์เข้าสู่ช่วงขาลง บริษัทที่นำสินทรัพย์ผันผวนสูงมาเป็นแกนกลางของโครงสร้างทุน จะบริหารเงินสด หนี้ และผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นอย่างไร โดยไม่ถูกบังคับให้ขายสินทรัพย์ในจังหวะที่เลวร้ายที่สุด
จาก “Never Sell Bitcoin” สู่ยุคบริหารสภาพคล่อง
การขายบิตคอยน์จำนวน 32 BTC ทำให้มุมมองของนักลงทุนเริ่มเปลี่ยนไป และกลายเป็นมีมล้อเลียนเรื่อง “ขายไต” นักลงทุนบางส่วนเริ่มตั้งคำถามกับโมเดล Bitcoin Treasury ของไมเคิล เซเลอร์ เพราะ Strategy ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบริษัทต้นแบบของกลยุทธ์นี้
ปัจจุบันมีบริษัทมหาชนเกือบ 200 แห่งทั่วโลกที่นำกลยุทธ์สะสมบิตคอยน์ไปใช้ ไม่เว้นแม้กระทั่งบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย
ข้อมูลจาก BitcoinTreasuries ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2026 ระบุว่า มีบริษัทมหาชนทั่วโลกที่ถือครองบิตคอยน์รวม 197 บริษัท คิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,263,196 BTC หรือประมาณ 1.26 ล้าน BTC
Strategy ถือครองบิตคอยน์มากที่สุดในโลก จำนวน 843,775 BTC อันดับสองคือ Twenty One Capital จากสหรัฐฯ ถือครอง 43,514 BTC และไม่น่าเชื่อว่าบริษัทจากฝั่งเอเชียจะขึ้นมาอยู่ในอันดับสามนั่นคือ Metaplanet จากญี่ปุ่น ซึ่งถือครองอยู่ 43,000 BTC
ส่วนประเทศไทยนำร่องโดยบริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BTC ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนไทยรายแรกที่เข้าลงทุนโดยตรงในบิตคอยน์เมื่อปี 2564 โดยประเดิมซื้อจำนวน 122 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาทในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 หุ้นของ Strategy ต้องเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก โดย MSTR ปรับตัวลดลงเกือบ 50% นับตั้งแต่ต้นปี ขณะที่หุ้นบุริมสิทธิ STRC ร่วงลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 71.25 ดอลลาร์ ต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ หรือ Par Value ถึง 28.75%
ความผันผวนดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามถึง “สภาพคล่อง” ของบริษัท ขณะที่นักวิเคราะห์จาก CryptoQuant ออกมาแนะนำให้ Strategy หยุดกว้านซื้อบิตคอยน์เพิ่มเติม และหันมาฟื้นฟูเงินสำรองสกุลดอลลาร์แทน
นอกจากนี้ Zach Pandl หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก Grayscale ยังให้ความเห็นว่า บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องขายบิตคอยน์มูลค่าถึง 3 พันล้านดอลลาร์ เพื่อนำเงินมาครอบคลุมภาระผูกพันทางการเงิน
เสียงวิจารณ์เหล่านี้ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักลงทุนว่า Strategy อาจถึงคราวต้องถูกบังคับให้เทขายบิตคอยน์กว่า 50,000 BTC ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อนำเงินไปจ่ายเงินปันผลหรือชำระหนี้
ในที่สุด เพื่อสยบความกังวลและพลิกเกมธุรกิจ “ไมเคิล เซเลอร์” จึงประกาศเปิดตัว Digital Credit Capital Framework หรือ DCCF ซึ่งมีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 4 ประการ ได้แก่ การเสริมความแข็งแกร่งด้านดิจิทัลเครดิต การเพิ่มสภาพคล่อง การปกป้องการถือครองบิตคอยน์ในระยะยาว และการสนับสนุนการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน
สิ่งที่ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” อย่างแท้จริงสำหรับ Strategy คือการอนุมัติโปรแกรมแปลงบิตคอยน์เป็นเงินสด หรือ BTC Monetization Program ซึ่งเปิดประตูให้บริษัทสามารถนำบิตคอยน์ในคลังออกมาขายได้อย่างเป็นทางการ
ฝ่ายบริหารได้รับไฟเขียวจากคณะกรรมการให้สามารถขายบิตคอยน์ได้ในวงเงินไม่เกิน 1.25 พันล้านดอลลาร์ เพื่อนำเงินไปสมทบเข้ากองทุนเงินสำรองสกุลดอลลาร์ หรือนำไปใช้จ่ายเงินปันผล จ่ายดอกเบี้ย และซื้อคืนหลักทรัพย์
ซึ่งก็เป็นไปตามแผน เมื่อ Strategy ขายบิตคอยน์อีกรอบจำนวน 3,588 BTC มูลค่าราว 216 ล้านดอลลาร์ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม เพื่อนำเงินไปจ่ายเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิและเติมเงินสดสำรอง โดยยังเหลือวงเงินขายบิตคอยน์ภายใต้โครงการ BTC Monetization อีก 1.25 พันล้านดอลลาร์
พี่ไทยก็ขาย ‘บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป’ เทขายคริปโทฯ ล็อตใหญ่ รับเงิน 629 ล้านบาท
ในประเทศไทย บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BTC ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนไทยรายแรกที่ลงทุนโดยตรงในบิตคอยน์ ก็เพิ่งแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ในช่วงไตรมาสสอง บริษัทได้ทยอยขายทั้ง Bitcoin, Ethereum, BNB และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ รวมเป็นเงินกว่า 629 ล้านบาท
บริษัทระบุว่าจะนำเงินที่ได้ไปใช้เป็นทุนหมุนเวียน และลดความเสี่ยงด้านกฎหมายที่ตัวบริษัทอาจเข้าลักษณะเป็นการ “ประกอบธุรกิจบริหารจัดการเงินลงทุน” หรือ Investment Company
แม้กรณีของบรุ๊คเคอร์ กรุ๊ปจะมีเหตุผลในการขายแตกต่างจาก Strategy แต่ทั้งสองกรณีสะท้อนประเด็นเดียวกันว่า เมื่อบริษัทจดทะเบียนถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวนมาก การบริหารสภาพคล่อง ภาระทางการเงิน และข้อจำกัดทางธุรกิจ อาจทำให้การขายกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ตลอดไป
บททดสอบความแข็งแกร่งของโมเดล Bitcoin Treasury
“ทิว” ปกป้อง คล่องใจภักดี Bitcoin Investor และผู้ก่อตั้งเพจอันเฟียต- Unfiat Thai Ratel มองว่าหุ้น MSTR ที่ร่วงลงจนหลายคนกังวลนั้น จริงๆ แล้วมันเป็นการร่วงลงที่สอดคล้องกับราคาบิตคอยน์เขาจึงมองว่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ถ้าจะ “ผิดปกติ” ก็ต่อเมื่อราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นแต่ราคาหุ้น MSTR กลับร่วงลง นั่นจึงจะเป็นสัญญาณอันตรายที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าช่วงเวลานี้ถือเป็น “บททดสอบความแข็งแกร่ง” ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของกลไกทางการเงินที่ MicroStrategy ออกแบบขึ้นมา
โมเดลนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้สมมติฐานตั้งแต่แรกแล้วว่า “บิตคอยน์สามารถปรับตัวลงแรงได้” โครงสร้างเงินทุนของบริษัทจึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว
การที่ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงแรงในขณะนี้ จึงเป็นบททดสอบแรกว่าเครื่องมือทางการเงินของบริษัทจะสามารถรักษาระดับราคาและเอาตัวรอดได้จริงหรือไม่ ซึ่งเขามองว่าน่าจะผ่านไปได้ เพียงแต่ความผันผวนน่าจะยังอยู่ในระดับสูง
“แปลว่าตอนนี้มันคือจังหวะที่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า ถ้ากลไกที่คุณออกแบบมามันทำได้จริง นี่คือจุดทดสอบ อันนี้เป็นจุดทดสอบที่ 1 ซึ่งผมคิดว่าก็ดูน่าจะผ่านไปได้ แต่ความผันผวนน่าจะสูงอยู่”
หลายคนอาจคิดว่า หากราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ก็น่าจะเป็นผลดีและทำให้บริษัทมีความมั่นคงมากขึ้น แต่ในมุมของวิศวกรรมทางการเงิน “ปกป้อง” ชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะกลายเป็นบททดสอบที่ 2 ซึ่งเรายังไม่รู้คำตอบว่า เครื่องมืออย่าง STRC และนักลงทุนในตลาดจะแสดงพฤติกรรมอย่างไรเมื่อวันนั้นมาถึง
“ระบบบิตคอยน์ขึ้นแรง แปลว่าบริษัทจะลงทุนได้เยอะ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าบริษัทจะลดดอกเบี้ยลงได้ไหม ถ้าบิตคอยน์ขึ้นแรง? หรือนักลงทุนจะบอกว่า พอบิตคอยน์ขึ้นแรงปุ๊บ ขอผลตอบแทนเพิ่ม น่าจะคุ้มกว่าในการที่คุณจะเอาไปซื้อบิตคอยน์ เรายังไม่รู้ว่ามันจะไปทางไหน”
เขายังมองต่อไปว่า โมเดล Bitcoin Treasury จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ตราบใดที่บิตคอยน์ยังคงอยู่และไม่ล่มสลายไป กล่าวคือ ราคาไม่ลดลงจนเหลือศูนย์ หรือร่วงลงไปอยู่ที่ระดับหลักหมื่นต้น ๆ อย่างถาวร
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทที่นำโมเดลนี้ไปใช้จะสามารถรอดพ้นวิกฤตได้!
เพราะความอยู่รอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับบิตคอยน์เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงการออกแบบโครงสร้างหนี้สินของแต่ละบริษัทด้วย
ขณะที่ “ปีเตอร์ ชิฟฟ์” กูรูทองคำ อ้างว่าโมเดลของ Strategy มีลักษณะคล้ายกับ “แชร์ลูกโซ่” เนื่องจากบริษัทไม่ได้สร้างรายได้ผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดการผลิตจริง
ดังนั้น ความสามารถของ Strategy ที่จะจ่ายเงินปันผลให้แก่นักลงทุนต่อไปได้เรื่อย ๆ จึงขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะสามารถระดมทุนก้อนใหม่เข้ามาเพิ่มเติมได้หรือไม่ หรือสุดท้ายต้องยอมเฉือนขายบิตคอยน์ที่ถือครองอยู่ออกมา
เขายังเตือนด้วยว่า หากท้ายที่สุดแล้ว Strategy ตัดสินใจเทขายคลังบิตคอยน์ของตนเองออกมา เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนจริง ก็อาจส่งผลให้ราคาบิตคอยน์ในตลาดพังทลายลงอย่างรุนแรง
ทั้งนี้ ปีเตอร์ ชิฟฟ์ออกมาย้ำมุมมองเชิงลบต่อกลยุทธ์ Bitcoin Treasury ของ Strategy อยู่บ่อยครั้ง
โดยสรุป การร่วงของบิตคอยน์ในครั้งนี้จึงยังไม่ใช่คำตัดสินว่าโมเดล Bitcoin Treasury ล้มเหลว แต่กำลังทำหน้าที่เป็น Stress Test ครั้งสำคัญ! ว่าบริษัทที่นำบิตคอยน์มาเป็นแกนกลางของโครงสร้างทุน จะสามารถผ่านช่วงตลาดขาลงไปได้โดยไม่ทำลายผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ และคลังบิตคอยน์ของตัวเองหรือไม่
การขายบิตคอยน์เพียง 32 BTC และตามด้วยอีก 3,588 BTC อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ในเชิงปริมาณ แต่มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ เพราะสะท้อนว่าแม้แต่บริษัทที่ประกาศแนวคิด Never Sell Bitcoin ก็ยังต้องยอมรับความจริงว่า ในโลกของบริษัทจดทะเบียน สภาพคล่อง เงินปันผล ดอกเบี้ย และความเชื่อมั่นของตลาด ล้วนเป็นข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้!