หลังจาก Bitcoin ร่วงแรงลงมาแตะ 61,000 ดอลลาร์ ตลาดก็เริ่มมีคำอธิบายออกมาหลายทาง บางส่วนโยงไปถึงข่าว Strategy ของ Michael Saylor ขาย Bitcoin จำนวน 32 BTC ว่าอาจเป็นหนึ่งในชนวนที่ทำให้ราคาร่วง
แต่อีกด้านก็มองว่า การขายดังกล่าวมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับคลัง Bitcoin ทั้งหมดของบริษัท และไม่น่าจะเป็นสาเหตุหลักของแรงเทขายรอบนี้
ประเด็นคือการที่ Bitcoin ร่วงหนักครั้งนี้เกี่ยวกับ Saylor ขายบิตคอยน์มากแค่ไหน หรือแท้จริงแล้วตลาดกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยอื่นที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นเงินไหลออกจาก Spot Bitcoin ETF, momentum ที่หายไป, ดีมานด์นักลงทุนที่อ่อนแรง หรือเม็ดเงินเก็งกำไรที่ไหลไปหา narrative อื่น
วันนี้ Crypto by efinancethai จึงรวบรวมมุมมองจากนักวิเคราะห์ต่างประเทศ รวมถึงผู้บริหารและนักวิเคราะห์ในไทย เพื่อดูว่าแต่ละฝ่ายมองการร่วงของ Bitcoin รอบนี้อย่างไร และข่าว Strategy ขาย Bitcoin เป็น “ต้นเหตุหลัก” หรือเป็นเพียง “ตัวเร่ง sentiment” ในช่วงที่ตลาดอ่อนแออยู่แล้ว
Charles Schwab: Bitcoin ไม่ได้ร่วงเพราะ Saylor แต่เพราะเสีย momentum
Jim Ferraioli ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์สินทรัพย์ดิจิทัลของ Charles Schwab มองว่า คำอธิบายที่ง่ายที่สุดของการที่ Bitcoin ร่วงในครั้งนี้ คือ Bitcoin กำลัง “เสีย momentum trade” หรือพูดง่ายๆ คือ แรงเก็งกำไรที่เคยหนุนราคากำลังหายไป
Ferraioli ระบุว่า Bitcoin เข้าสู่ตลาดหมีมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา หลังจากร่วงแรงจากจุดสูงสุดใหม่ และแม้ตลาดจะมีข่าวบวกหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา แต่ข่าวเหล่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะดึงแรงซื้อกลับมาได้จริง
มุมมองของ Ferraioli สวนทางกับภาพที่ตลาดคริปโทพูดถึงมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติ Spot ETF, เงินทุนจากสถาบันที่ไหลเข้าตลาด หรือความคืบหน้าด้านกฎระเบียบ เพราะแม้ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นบวกในระยะยาว แต่ในระยะสั้น Bitcoin กลับยังไม่สามารถสร้างแรงเก็งกำไรรอบใหม่ได้เหมือนวัฏจักรก่อนหน้า
โดย Ferraioli มองว่า นักลงทุนคริปโทจำนวนมากไม่ได้ลงทุนโดยดูปัจจัยพื้นฐานเหมือนตลาดหุ้น แต่เป็นกลุ่มที่มักไล่ตามโมเมนตัมเป็นหลัก เมื่อมีสินทรัพย์อื่นที่ดูน่าตื่นเต้นกว่า หรือให้โอกาสทำกำไรได้เร็วกว่า เม็ดเงินก็พร้อมจะไหลออกจากคริปโทไปยังสินทรัพย์นั้น
ทั้งนี้ Ferraioli ระบุว่า ในอดีตคริปโทมักได้ประโยชน์เมื่อมันกลายเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรที่น่าสนใจที่สุดในตลาด เมื่อราคาเริ่มขึ้น นักลงทุนก็แห่เข้ามา แต่ในรอบนี้โมเมนตัมไม่ได้อยู่ในคริปโทอีกต่อไป
ผู้อำนวยการจาก Charles Schweb มองว่า เงินทุนที่เคยไหลเข้า Bitcoin กำลังถูกดึงไปยังสินทรัพย์และ narrative อื่น โดยเฉพาะกระแส AI ซึ่งกำลังเป็นธีมใหญ่ของตลาดหุ้น
ซึ่งมีตั้งแต่บริษัทโครงสร้างพื้นฐาน AI, data center, advanced computing ไปจนถึงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่นักลงทุนคาดหวังว่าจะเข้าตลาด IPO เช่น OpenAI, Anthropic รวมถึง SpaceX ของ Elon Musk ที่อาจมีมูลค่าประเมินสูงมากหากเข้าตลาด
ที่สำคัญ Ferraioli ยังชี้ว่า กระแส IPO ไม่ได้ดึงดูดเฉพาะนักลงทุนในตลาดหุ้นดั้งเดิมเท่านั้น แต่เริ่มเข้ามาในตลาดคริปโทด้วย ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Hyperliquid ที่เปิดให้เทรด synthetic contracts อ้างอิงหุ้น private pre-IPO ของบริษัทเอกชนบางแห่ง
สิ่งนี้สะท้อนว่า โครงสร้างพื้นฐานของคริปโทเริ่มเปิดทางให้นักลงทุนไปเก็งกำไรสินทรัพย์นอกคริปโทได้มากขึ้น ทำให้ Bitcoin ไม่ได้แข่งขันแค่กับเหรียญคริปโทอื่นอีกต่อไป แต่ต้องแข่งขันกับทุก narrative การเก็งกำไรในตลาดการเงิน
สำหรับประเด็น Strategy ขาย Bitcoin จำนวน 32 เหรียญ Ferraioli มองว่า ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้ Bitcoin ร่วง แม้ยอมรับว่าภาพจำเดิมของ Strategy คือบริษัทที่ “จะไม่ขาย Bitcoin” และการขายครั้งนี้ทำให้ตลาดหยิบมาโยงกับแรงเทขายได้ง่าย
แต่ในมุมของ Ferraioli ชี้ว่า การขายดังกล่าวเป็นเพียงคำอธิบายที่ตลาดหยิบมาใช้กับแนวโน้มที่เกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้วมากกว่า เพราะปัญหาจริงคือ Bitcoin ยังไม่มีเหตุผลใหม่ที่หนักแน่นพอให้นักลงทุนกลับเข้ามาซื้อ ในช่วงที่มีสินทรัพย์อื่นน่าสนใจกว่าให้ซื้อ
อีกประเด็นที่ Ferraioli ให้ความสำคัญคือ พฤติกรรมของนักลงทุน ETF บางส่วนที่อาจไม่ได้เข้ามาถือ Bitcoin ในระยะยาว เพราะหลังจากนักลงทุนบางกลุ่มเจอความผันผวนหนักในช่วงก่อนหน้า และราคากลับมาถึงระดับที่ขาดทุนน้อยลงหรือพอคืนทุน ก็อาจเลือกขายออกก่อน แล้วค่อยกลับมาซื้อใหม่ทีหลัง
นอกจากนี้ Ferraioli ยังมองว่า แม้การเข้ามาของสถาบันการเงินจะเกิดขึ้นจริง แต่ตลาด Bitcoin ยังถูกขับเคลื่อนโดยนักลงทุนรายย่อยและเทรดเดอร์ที่ไล่ตามโมเมนตัมอยู่มาก
Citi ชี้ ETF flow คือปัจจัยหลัก ไม่ใช่การขายของ Strategy
Alex Saunders นักวิเคราะห์จาก Citi มองว่า การขาย Bitcoin ของ Strategy มีผลกระทบต่อ sentiment ตลาดมากเกินขนาดจริง แต่ตัวแปรหลักที่ขับเคลื่อนราคา Bitcoin ในช่วงนี้ไม่ใช่การขาย BTC ของ Strategy โดยตรง
Saunders มองว่า ปัจจัยที่มีน้ำหนักมากกว่าคือกระแสเงินเข้าออกของ Spot Bitcoin ETF โดย Citi ประเมินว่า ETF flow สามารถอธิบายความผันผวนของผลตอบแทนรายสัปดาห์ของ Bitcoin ได้ราว 45%
โดยเฉพาะหลัง Michael Saylor มีภาพจำในตลาดว่าเป็นผู้ยึดแนวทาง “buy and hold” มาอย่างยาวนาน การขาย Bitcoin ของ Strategy จึงกลายเป็นข่าวที่กระทบความเชื่อมั่นได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม Citi มองว่า การขายครั้งนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายทั้งหมด เพราะ Saylor เคยส่งสัญญาณไว้แล้วในช่วงรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกว่า บริษัทอาจจำเป็นต้องขาย Bitcoin บางส่วน
การขายครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับพอร์ตและบริหารเงินทุนของบริษัท หลังจาก Saylor เคยส่งสัญญาณว่าอาจขาย Bitcoin บางส่วนที่ไม่เอื้อประโยชน์ทางภาษีออกไป
ในมุมของ Saunders ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ “ดีมานด์ของนักลงทุนที่หายไป” โดยเขาชี้ว่า flows ล่าสุดของ Spot Bitcoin ETF เป็นลบ และ ETF เหล่านี้มีเงินไหลออกสุทธิต่อเนื่องเป็นสถิติ 11 วันติด
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงซื้อในตลาดอ่อนลงอย่างชัดเจน เพราะ ETF กลายเป็นช่องทางหลักที่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนกระแสหลักใช้เข้าถึง Bitcoin การไหลออกต่อเนื่องจึงไม่ใช่แค่ข้อมูลเชิงเทคนิค
แต่เป็นสัญญาณว่า ความต้องการถือ Bitcoin ในตลาดเริ่มอ่อนแรงลง และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคา Bitcoin ขาดแรงหนุนในช่วงนี้
นอกจาก กระแสเงินไหลออกจาก ETF แล้ว Citi ยังมองว่า ความหวังต่อกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโทของสหรัฐฯ กำลังลดลงด้วย โดย Saunders ระบุว่า โอกาสที่ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโทจะผ่านภายในปีนี้ดูลดลงอย่างต่อเนื่อง
นั่นหมายความว่า ปัจจัยสำคัญที่อาจดึงความสนใจและเงินทุนกลับเข้าตลาดคริปโทในระยะสั้น กำลังอ่อนแรงลงตามไปด้วย หากไม่มีความคืบหน้าด้านกฎระเบียบ หรือ narrative ใหม่อย่างความกังวลเรื่องความยั่งยืนทางการคลังกลับมาเป็นประเด็น ตลาด Bitcoin ก็อาจยังเผชิญ sentiment ที่ซึมต่อไป
TD Cowen มองข่าว Strategy ขาย BTC ถูกตีความแรงเกินไป
Lance Vitanza นักวิเคราะห์จาก TD Cowen มองว่า พาดหัวข่าวที่ทำให้ Strategy ดูเหมือนกลายเป็นผู้ขาย Bitcoin รายใหญ่ เป็นการตีความที่แรงเกินไป
Vitanza มองว่า การขาย 32 BTC มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับคลัง Bitcoin ทั้งหมดของบริษัท โดย Strategy ขาย Bitcoin ระหว่างวันที่ 26–31 พฤษภาคม ที่ราคาเฉลี่ย 77,135 ดอลลาร์ต่อเหรียญ
การขายครั้งนี้ทำให้บริษัทได้เงินราว 2.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปช่วยจ่ายเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ์ STRC หรือ Stretch เมื่อเทียบกับการถือครอง Bitcoin มากกว่า 843,700 BTC ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม การขาย 32 BTC คิดเป็นเพียงประมาณ 0.004% ของพอร์ตทั้งหมด จึงแทบไม่มีนัยสำคัญในเชิงขนาด
Vitanza ระบุว่า ธุรกรรมนี้ “ไม่มีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจ” และไม่ได้เปลี่ยน thesis หลักของ Strategy ในฐานะบริษัทที่ยังมีแนวทางสะสม Bitcoin ระยะยาว
เขายังชี้ว่า ผู้บริหารของ Strategy เคยพูดถึงความเป็นไปได้ของการขาย Bitcoin ในวงจำกัดมาแล้วหลายครั้ง ในฐานะส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางการเงิน ไม่ใช่การกลับลำจากแนวทางเดิมอย่างสิ้นเชิง
Vitanza ยังให้บริบทเพิ่มเติมว่า TD Cowen ได้คาดการณ์ความเป็นไปได้ของการขาย Bitcoin เชิง tactical ขนาดเล็กไว้แล้วในแบบจำลองของตน
ดังนั้น TD Cowen จึงไม่ได้เปลี่ยนสมมติฐานเกี่ยวกับการสะสม Bitcoin ของ Strategy และไม่ได้ปรับเป้าหมายราคาหุ้นที่ 400 ดอลลาร์
อ.เอ็ม ชี้ Strategy ขาย BTC เป็นการปลดชนวนความกังวล
ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน เจ้าของเพจ “ติดเล่ากับอาจารย์เอ็ม เฟซจริง” หรือ อ.เอ็ม มองว่า การที่ตลาด Bitcoin ปรับตัวลงมาในช่วงนี้ อาจไม่ใช่เรื่องแย่ทั้งหมด แต่กลับเป็นสัญญาณที่ดีในเชิงวัฏจักร
ก่อนหน้านี้ อ.เอ็มเคยให้มุมมองไว้ตั้งแต่ช่วงที่ Bitcoin อยู่ที่ราว 80,000 ดอลลาร์ว่า ตลาดมีโอกาสลงมาก่อน แล้วค่อยกลับไปเริ่มฟื้นตัวช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า
เหตุผลสำคัญคือ หากตลาดเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ แปลว่า halving cycle ยังทำงานอยู่ และยังไม่ได้หลุดจากกรอบวัฏจักรเดิมอย่างที่เคยกังวลก่อนหน้านี้
อ.เอ็มระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยมองว่า วัฏจักร Halving อาจถูกทำลาย และตลาดอาจกลายเป็นขาขึ้นที่ยืดออกไปนานกว่าปกติ แต่การปรับฐานรอบนี้ทำให้เห็นมากขึ้นว่า วัฏจักร 4 years cycle ยังคงอยู่
โดยข้อดีของเรื่องนี้คือ นักลงทุนยังพอมี “จุดนัดพบ” สำหรับรอบถัดไป หรือพูดง่าย ๆ คือยังพอมีโซนราคาที่ตลาดอาจกลับมารวมตัวกันอีกครั้งก่อนเริ่มรอบใหม่
สำหรับในประเด็นของ Strategy ขาย Bitcoin อ.เอ็มมองว่า การขายออกมาบ้างอาจเป็นเรื่องดี เพราะช่วยคลายความกังวลของตลาดว่า Bitcoin ในคลังของบริษัทเป็นสินทรัพย์ที่ “ขายไม่ได้”
อีกด้านหนึ่ง การขายครั้งนี้ยังช่วยลดความกังวลว่า Strategy จะนำเงินจากไหนมาจ่ายผลตอบแทนหรือปันผลให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ ของบริษัท
ในมุมมองของ อ.เอ็ม หากราคาจะลง ก็ให้ลงมาในช่วงนี้ดีกว่า เพื่อให้ตลาดไม่ต้องกลับมากังวลเรื่อง Strategy อาจขาย Bitcoin อีกครั้งในช่วงปลายปี หาก Bitcoin เริ่มกลับเข้าสู่รอบขาขึ้น
ดังนั้น อ.เอ็มจึงมองว่า ข่าว Strategy ขาย Bitcoin อาจกระทบจิตวิทยาตลาดในระยะสั้น แต่ไม่ได้เป็นสัญญาณลบโดยตรงต่อโมเดลบริษัทจดทะเบียนที่ถือ Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรอง
ตรงกันข้าม การขาย Bitcoin บางส่วนเพื่อบริหารเงินสดและจ่ายผลตอบแทน อาจช่วยพิสูจน์ให้ตลาดเห็นว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง และสามารถนำมาใช้รองรับภาระทางการเงินของบริษัทได้จริง
นายกส.สินทรัพย์ดิจิทัลไทยมอง Strategy ขาย BTC เป็นปัจจัยหลักกดดันตลาด
นายนเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า สาเหตุหลักที่ Bitcoin ร่วงลงในรอบนี้ น่าจะมาจากการที่ Strategy ขาย Bitcoin ออกมา
เนื่องจากก่อนหน้านี้ ตลาดไม่ได้มีปัจจัยลบสำคัญเกิดขึ้นอย่างชัดเจน การขายของ Strategy จึงกลายเป็นประเด็นที่กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยตรง
นายนเรศมองว่า ส่วนหนึ่งมาจากความผิดหวังของนักลงทุนที่ศรัทธาใน Michael Saylor และเชื่อว่าเขาจะไม่ขาย Bitcoin
โดยในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนสถาบันอาจเริ่มไม่มั่นใจในสถานะการเงินของ MSTR ว่าบริษัทจะมีกระแสเงินสดเพียงพอสำหรับจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิหรือไม่ ความกังวลนี้อาจทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า หากบริษัทต้องการเงินสดเพิ่มในอนาคต Strategy อาจจำเป็นต้องขาย Bitcoin เพิ่มอีกหรือไม่
หากตัดประเด็นของ Strategy ขาย Bitcoin ออกไป นายนเรศมองว่าอีกปัจจัยที่กดดัน Bitcoin คือเม็ดเงินในตลาดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ไหลไปลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นส่วนใหญ่
นอกจากนี้ ยังมีกระแสการเตรียมซื้อหุ้น IPO ของ SpaceX ซึ่งอาจดูดสภาพคล่องบางส่วนออกจากตลาดสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดคริปโทด้วย
อีกประเด็นหนึ่งคือความกังวลต่อกฎหมาย CLARITY Act หลังจาก Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan ออกมาคัดค้านเรื่องการจ่ายผลตอบแทนให้ Stablecoin
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผลตอบแทนของ Bitcoin ทิ้งห่างจากหุ้นเทคโนโลยีค่อนข้างมากมาในระยะหนึ่ง และทำให้ Bitcoin ดูอ่อนแรงกว่าเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยงกลุ่มอื่น
สำหรับคำถามว่า การที่ Strategy เริ่มขาย BTC แม้เพียงเล็กน้อย จะกระทบมุมมองต่อกลยุทธ์ Bitcoin Treasury ของบริษัทจดทะเบียนหรือไม่ นายนเรศมองว่า ย่อมมีผลต่อความเชื่อมั่นแน่นอน โดยเฉพาะบริษัทอื่น ๆ ที่กำลังมองหรือเตรียมใช้กลยุทธ์สะสม Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรอง อาจชะลอการตัดสินใจออกไป
นายนเรศมองว่า ผลกระทบที่ตามมาคือแรงซื้อจากกลุ่มบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ DAT อาจหายไปบางส่วน ซึ่งการจะทำให้กระแสนี้กลับมาได้ อาจต้องรอดูความคืบหน้าของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin Strategic Reserve ว่ารัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะสามารถซื้อ Bitcoin ใหม่เข้าคลังได้หรือไม่
หากเกิดขึ้นจริง ประเด็นนี้อาจช่วยกระตุ้นให้บริษัทเอกชนกลับมาลงทุนใน Bitcoin อีกครั้ง และช่วยฟื้นความเชื่อมั่นต่อกลยุทธ์ Bitcoin Treasury
ส่วนทิศทางราคา Bitcoin หลังจากนี้ นายนเรศมองว่า Strategy ยังไม่น่าจะล้มง่าย ๆ แม้ว่ากลไกทางการเงินของบริษัทเริ่มมีปัญหาบางส่วน นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลมองว่า ธุรกรรมของ MSTR ไม่ได้มีอะไรซ่อนอยู่เหมือนกรณี FTX หรือ LUNA และยังเชื่อว่า Saylor น่าจะสามารถแก้ปัญหาได้
Binance มอง Strategy ขาย BTC เป็นแรงกดดันเชิงจิตวิทยาเกือบทั้งหมด
ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์ และผู้อำนวยการ Binance TH Academy มองว่า การที่ Strategy ขาย Bitcoin จำนวน 32 BTC เป็นปัจจัยเชิงจิตวิทยาเกือบทั้งหมด เพราะเมื่อเทียบกับ Bitcoin ที่ Strategy ถืออยู่ทั้งหมด 843,738 BTC การขายครั้งนี้คิดเป็นเพียง 0.0038% ของพอร์ตเท่านั้น
ในเชิงตัวเลข ดร.กรมองว่า ปริมาณการขายดังกล่าวเล็กมากจนแทบไม่มีน้ำหนักพอที่จะกดดันตลาดได้จริง แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดสะเทือน คือการขายครั้งนี้ไปกระทบกับภาพจำสำคัญที่ว่า “Saylor ไม่เคยขาย Bitcoin”
ดร.กร เสริมว่า Saylor ใช้เวลาหลายปีสร้างภาพจำว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่ขาย Bitcoin จนแนวคิดดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนและความเชื่อของกลุ่มผู้ศรัทธา Bitcoin
ดังนั้น แม้การขายจะมีเพียง 32 BTC แต่ในสายตาตลาด มันไม่ใช่แค่ธุรกรรมขนาดเล็ก แต่เป็นรอยร้าวในเรื่องของความเชื่อมั่น ที่ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า แม้แต่ผู้ที่เชื่อมั่นใน Bitcoin มากที่สุด ก็อาจต้องเปลี่ยนท่าทีได้เมื่อเจอแรงกดดันทางการเงิน
ดร.กร ยังชี้อีกว่า ก่อนหน้าการขายจริง Strategy เคยโอน Bitcoin จำนวน 411 BTC เข้า Coinbase Prime ซึ่งทำให้ตลาดคาดการณ์กันไปล่วงหน้าแล้วว่า บริษัทอาจเตรียมขาย Bitcoin แม้ภายหลังจะมีการถอน Bitcoin ออกในเวลาไม่นาน แต่เพียงแค่ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ก็เพียงพอที่จะสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นของตลาดได้แล้ว
ในมุมของ ดร.กร บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ ตลาด Bitcoin ในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ยังขับเคลื่อนด้วยจิตวิทยาและเรื่องเล่าของตลาดอย่างมาก ดังนั้น หากไม่เข้าใจมิตินี้ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องแปลกที่การขาย Bitcoin เพียง 0.0038% ของพอร์ต Strategy จะทำให้ตลาดสะเทือนได้มากกว่าขนาดธุรกรรมจริง
อย่างไรก็ตาม หากตัดประเด็น Saylor ออก ดร.กรมองว่า Bitcoin ยังถูกกดดันจาก 4 ปัจจัยหลัก โดยส่วนใหญ่เป็นปัจจัยภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของคริปโท
ปัจจัยแรกคือ เงินไหลออกจาก Bitcoin ETF โดย ดร.กรระบุว่า Bitcoin ETF ปิดเดือนพฤษภาคมด้วยเงินไหลออกสุทธิ 2.3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขสูงที่สุดของปี 2026 สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ขนาดของเงินไหลออก แต่คือในเดือนเดียวกัน Bitcoin ร่วงเพียง 3.69% ขณะที่เงินไหลออกจาก ETF กลับอยู่ในระดับสูงมาก ดร.กรมองว่า ภาพดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนสถาบันกำลังลดความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยไม่ได้รอให้ราคาลงแรงก่อนแล้วค่อยขาย
ปัจจัยที่สองคือ ภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังอ่อนแอ โดยเงินเฟ้อยังสูงกว่าระดับที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องการ ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจบางตัว เช่น ISM PMI และ JOLTS ก็ออกมาอ่อนแอ ทำให้ Fed ลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น
ปัจจัยที่สามคือ เงินทุนไหลไปหาหุ้น AI และหุ้นกลุ่มชิปมากขึ้น โดย ดร.กรมองว่า นักลงทุนสถาบันกำลังโยกเงินจากคริปโทไปหาหุ้นกลุ่ม AI อย่างชัดเจน เขามองว่า นี่ไม่ใช่แค่การขาย Bitcoin ชั่วคราว แต่เป็นการหมุนเงินทุนไปยังธีมการลงทุนใหม่ในระดับโครงสร้าง
ปัจจัยที่สี่คือ แรงขายจากสถานะเก็งกำไรที่ใช้ความเสี่ยงสูง เมื่อแรงกดดันสะสมมากขึ้น สถานะฝั่งซื้อจำนวนมากจึงถูกบังคับปิดพร้อมกัน เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้ราคาลงเร็วและแรงกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานควรจะเป็น เพราะแรงขายถูกเร่งจากการปิดสถานะต่อเนื่อง
โดยสรุป ดร.กรมองว่า ปัญหาหลักของ Bitcoin ตอนนี้คือ ยังไม่มีแรงซื้อใหม่มากพอ ขณะที่แรงขายเกิดขึ้นพร้อมกันจากหลายทิศทาง ดังนั้น Saylor จึงเป็นเพียงฟางเส้นสุดท้ายที่เข้ามากระทบความเชื่อมั่นของตลาด ไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงทั้งหมดของการปรับตัวลง
สำหรับผลกระทบต่อกลยุทธ์ Bitcoin Treasury ของบริษัทจดทะเบียน ดร.กรมองว่า ในระยะสั้นย่อมกระทบความเชื่อมั่น แต่ในระยะยาวยังไม่ได้ทำให้แนวคิดนี้เปลี่ยนไปทั้งหมด เขามองว่า ตลาดอาจเข้าใจผิดบางส่วน หากมองเพียงว่า Strategy ขาย Bitcoin แล้วเท่ากับกลยุทธ์ Bitcoin Treasury ล้มเหลว
ดร.กรระบุว่า เหตุผลที่ Strategy ต้องขาย Bitcoin มีปัจจัยเชิงโครงสร้างอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะภาระการจ่ายปันผลให้หุ้นบุริมสิทธิ์ STRC อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องการบริหารต้นทุนทางภาษี เช่น การขาย Bitcoin บางส่วนที่ซื้อมาในราคาสูงกว่าราคาปัจจุบัน เพื่อรับรู้ผลขาดทุนทางภาษี แล้วอาจซื้อกลับใหม่ในราคาที่ต่ำกว่า
อีกแรงกดดันหนึ่งคือ Strategy มีหุ้นบุริมสิทธิ์คงค้าง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีภาระเงินปันผลราว 1.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งภาระเหล่านี้ทำให้โครงสร้างเงินทุนของบริษัทมีแรงกดดันจริง และทำให้ Strategy ต้องบริหารเงินสดอย่างรอบคอบมากขึ้น
สำหรับบริษัทอื่นที่กำลังพิจารณาใช้กลยุทธ์ Bitcoin Treasury ดร.กรมองว่า เหตุการณ์นี้ให้บทเรียนสำคัญ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ กลยุทธ์ถือ Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรองยังสามารถทำงานได้ แต่บริษัทต้องไม่มีภาระการเงินประจำที่หนักเกินไป
ปัญหาของ Strategy ไม่ได้อยู่ที่การถือ Bitcoin เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมีภาระจ่ายปันผลที่ต้องจ่ายต่อเนื่อง ไม่ว่า Bitcoin จะขึ้นหรือลง ดังนั้น บริษัทที่ถือ Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรองโดยไม่มีการกู้ยืมสูง หรือไม่มีภาระจ่ายประจำจำนวนมาก อาจไม่ได้เจอปัญหาแบบเดียวกับ Strategy
บทเรียนที่สองคือ การสื่อสารว่า “จะไม่ขายเด็ดขาด” อาจกลายเป็นกับดักของบริษัทเอง เพราะหากบริษัทสร้างความคาดหวังไว้ว่าไม่ขายเลย การขายแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจกระทบความเชื่อมั่นมากกว่าขนาดธุรกรรมจริง ดร.กรมองว่า บริษัทที่จะใช้กลยุทธ์ Bitcoin Treasury ในอนาคต ควรสื่อสารตั้งแต่ต้นว่าเป็นการถือระยะยาว แต่ยังมีสิทธิ์บริหารสินทรัพย์ตามสถานการณ์
สำหรับทิศทางราคา Bitcoin ดร.กรมองว่า ระยะสั้น 1–2 เดือนข้างหน้ายังต้องระมัดระวัง แต่ระยะยาวช่วงปลายปีมองเป็นบวกมากกว่า แนวรับสำคัญที่ต้องจับตาในระยะสั้นคือ 60,000 ดอลลาร์ หากหลุดระดับนี้ อาจมีโอกาสลงไปทดสอบบริเวณ 55,000 ดอลลาร์
อ้างอิง : coindesk coindesk coindesk efin youtube