เขย่าวงการฮาร์ดแวร์วอลเล็ต! ช่องโหว่ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต ‘Coldcard’ เปิดทาง โจรกวาดกว่า 1,000 BTC มูลค่าราว 70 ล้านดอลลาร์รวมเกือบ 1,200 บัญชี ด้าน ‘อาจารย์ตั๊ม’ ออกโรงขอโทษแฟนคลับ เตือนคนใช้กระเป๋า Coldcard รีบย้ายเงินด่วน ขณะที่ ‘CZ’ เตือนอย่าเก็บไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา เกิดกรณีการโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ โดย Galaxy Research เปิดเผยเรื่องนี้ว่า แฮ็กเกอร์ดูดเหรียญบิตคอยน์จำนวนมากกว่า 1,000 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าราว 70 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,300 ล้านบาท) ออกจากกระเป๋าเงินดิจิทัลจำนวน 1,196 บัญชี ภายในระยะเวลาเพียง 41 นาที
**ไม่ต้องแตะอุปกรณ์ก็ขโมยได้
โดยปกติแล้ว ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตถูกออกแบบมาเพื่อเก็บ Private Key ไว้บนอุปกรณ์ที่ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้โจมตีไม่สามารถเข้าถึงกุญแจได้โดยตรง
แต่การโจมตีครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการแฮ็กเข้าตัวอุปกรณ์ตรงๆ แต่เกิดจาก ช่องโหว่ในเฟิร์มแวร์ของอุปกรณ์ยี่ห้อ Coldcard ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดในการตั้งค่าเฟิร์มแวร์ จนทำให้ระบบข้ามการใช้งานตัวสุ่มรหัสหลักจากฮาร์ดแวร์ แล้วหันไปใช้ระบบสุ่มสำรองระดับซอฟต์แวร์พื้นฐาน ซึ่งดึงข้อมูลมาจากหมายเลขประจำชิป และเวลาของตัวเครื่องแทน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้โจมตีสามารถจำกัดขอบเขตหรือทดลองจำลองได้
ส่งผลให้จากเดิมที่จำนวน Seed ที่เป็นไปได้ควรมีจำนวนมหาศาลจนแทบไม่สามารถคำนวณได้ กลายเป็นว่าลดลงเหลือเพียงประมาณ 4,000 ล้านรูปแบบ แม้จะดูเหมือนเยอะมากสำหรับมนุษย์ แต่สำหรับระบบคอมพิวเตอร์ถือว่าน้อยมาก แฮ็กเกอร์จึงสามารถใช้คอมพิวเตอร์สุ่มคำนวณรหัสลับจากภายนอก แล้วนำไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลสาธารณะบนบล็อกเชนได้ทันที โดยที่อุปกรณ์ของผู้เสียหายจะปิดเครื่องเก็บอยู่ในตู้เซฟบนอีกทวีปหนึ่งก็ไม่สามารถป้องกันได้
**ลักษณะการโจมตีบ่งชี้ว่าเป็นการไล่ค้นหาอย่างเป็นระบบ
จากวอลเล็ตที่ถูกกวาดเงินออกไป พบว่า 1,183 ใบใช้ Address แบบ Native SegWit ขณะที่อีก 13 ใบใช้รูปแบบเก่ากว่า การกระจายตัวในหลายรูปแบบ Address ทำให้ Galaxy Research มองว่า ผู้โจมตีไม่ได้เจาะจงเหยื่อเป็นรายบุคคล แต่ใช้วิธีไล่สร้าง Seed ที่เป็นไปได้ และตรวจสอบกับเส้นทางการสร้าง Address หลายรูปแบบอย่างเป็นระบบ
ผู้โจมตียังสามารถขยายขอบเขตการค้นหา ปรับวิธีคำนวณ และกลับมาดำเนินการซ้ำได้ในภายหลัง ทำให้ Galaxy Research เตือนว่า อาจเกิดการขโมยระลอกใหม่ หากผู้ใช้ที่มีความเสี่ยงยังไม่ย้ายเงินออก
ปัญหาสำคัญคือ เจ้าของวอลเล็ตไม่สามารถตรวจสอบได้โดยตรงว่า Seed ของตัวเองอยู่ในกลุ่มที่สามารถสร้างซ้ำได้หรือไม่
**ขอบเขตอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบยังไม่ชัดเจน
Coinkite ผู้ผลิต Coldcard เตือนผู้ใช้รุ่น Mk3 และระบุว่าอุปกรณ์รุ่นใหม่ไม่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม รายงานอีกส่วนหนึ่งระบุว่า Mk2, Mk4, Q และ Mk5 อาจอยู่ในขอบเขตความเสี่ยงด้วย
เนื่องจากข้อมูลทั้งสองส่วนยังไม่สอดคล้องกัน ผู้ที่สร้าง Seed ด้วยเฟิร์มแวร์ที่อาจได้รับผลกระทบจึงต้องตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่ามีความเสี่ยง และย้ายสินทรัพย์ไปยังวอลเล็ตใหม่ แทนที่จะรอการตรวจสอบจากอุปกรณ์เดิม
อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อเหตุได้ทิ้งร่องรอยสำคัญไว้ในระบบ โดย Clay Garrett จากบริษัท Block ระบุว่า แฮ็กเกอร์ได้ใช้บัญชีแบบชำระเงินกับผู้ให้บริการข้อมูลบล็อกเชนรายหนึ่ง เพื่อค้นหาข้อมูลกระเป๋าเป้าหมายก่อนทำการโอนย้าย ซึ่งบันทึกประวัติการใช้งานในระบบของผู้ให้บริการมีความสอดคล้องกับพฤติกรรมการถอนเงินอย่างเจาะจง ล่าสุดทาง Block ได้ส่งมอบข้อมูลพยานหลักฐานทั้งหมดให้แก่ เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายเพื่อดำเนินการสืบสวนและดำเนินคดีต่อไปแล้ว
ปัจจุบัน สินทรัพย์ที่ถูกโจรกรรมทั้งหมดถูกนำไปพักไว้ในบัญชีปลายทางจำนวน 4 แห่งและยังไม่มีการเคลื่อนย้าย ขณะที่ Coinkite ผู้ผลิตอุปกรณ์ Coldcard ได้ออกเตือนให้ผู้ใช้งานที่สร้างรหัสผ่านบนเฟิร์มแวร์รุ่นที่มีปัญหา เร่งทำการย้ายสินทรัพย์ไปยังกระเป๋าใหม่โดยเร็วที่สุด
**บทเรียนกระเป๋าคริปโทฯ โดนเจาะ ‘CZ’ เตือนอย่าเก็บไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว
นายฉางเผิง จ้าว หรือ CZ ผู้ก่อตั้ง Binance โพสต์ผ่าน X ว่า แม้แต่ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตหรือผลิตภัณฑ์ที่เปิดให้ใช้งานมานานก็ยังอาจมีข้อผิดพลาดได้ พร้อมเสนอว่า ผู้ใช้อาจลดความเสี่ยงด้วยการแบ่งสินทรัพย์ไว้ในวอลเล็ตหลายใบ แต่ยอมรับว่าวิธีดังกล่าวก็มาพร้อมความเสี่ยงและความซับซ้อนในการจัดการที่แตกต่างออกไป
“ไม่มีอะไรปลอดภัย 100% จงติดตามข้อมูลและ Stay SAFU” CZ ระบุ
เหตุการณ์นี้จุดประเด็นถกเถียงเรื่องข้อจำกัดของ Self-custody อีกครั้ง แม้ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตจะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในวิธีเก็บ Bitcoin แบบออฟไลน์ที่ปลอดภัยที่สุด แต่กรณี Coldcard สะท้อนว่า แม้แต่อุปกรณ์ที่อยู่ในตลาดมานานก็อาจมีช่องโหว่ร้ายแรงซ่อนอยู่โดยไม่มีใครตรวจพบเป็นเวลาหลายปี
ส่วนข้อเสนอของ CZ ที่ให้กระจายสินทรัพย์ไปยังหลายวอลเล็ต แม้จะช่วยลดความเสียหายจากจุดล้มเหลวเพียงจุดเดียว แต่ก็ทำให้การจัดการ Seed และ Private Key ซับซ้อนมากขึ้นเช่นกัน
**’อาจารย์ตั๊ม’ ออกโรงขอโทษแฟนคลับ เตือนคนใช้กระเป๋า Coldcard รีบย้ายเงินด่วน
อาจารย์ตั๊ม พิริยะ สัมพันธารักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านบิตคอยน์ นักลงทุน และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไรท์ชิฟท์ จำกัด ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อกล่าวขอโทษผู้เสียหายอย่างที่สุด หากใครที่ได้เลือกใช้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตยี่ห้อ Coldcard ตามคำแนะนำของตนในอดีต พร้อมระบุว่าเหตุการณ์นี้นับเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของผู้ถือบิตคอยน์
อาจารย์ตั๊มระบุว่า แม้ที่ผ่านมาตนมักจะเตือนอยู่เสมอว่าไม่แนะนำ Coldcard สำหรับคนทั่วไป เนื่องจากมีราคาสูง พังง่าย และใช้งานยาก แต่ตนเองก็ตกหลุมพรางความเชื่อที่ว่าอุปกรณ์ดังกล่าวมีระดับความปลอดภัยสูงสุด โดยไม่ได้ศึกษาเชิงลึกเพื่อพิสูจน์ความเชื่อนั้นด้วยตัวเองอย่างถี่ถ้วนพอ
พร้อมเปิดทางแก้ฉุกเฉินสำหรับผู้ที่ใช้งานอุปกรณ์ Coldcard รุ่น Mk3, Mk4, Mk5 และ Q แนะเร่งย้ายสินทรัพย์ดิจิทัลไปยังกระเป๋าเงินยี่ห้ออื่น หรือโอนพักในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ทันที
อาจารย์ตั๊มทิ้งท้ายว่า เหตุการณ์นี้นับเป็นเครื่องเตือนใจครั้งใหญ่ให้กลับมาระลึกถึงหลักการสำคัญอย่าง “Don’t Trust, Verify” อย่างไรก็ตาม ตนยังคงเชื่อมั่นในหลักการดูแลรักษากุญแจรหัสลับด้วยตนเอง (Self-Custody) อย่างไม่เปลี่ยนแปลง และขอแสดงความเสียใจกับผู้ได้รับผลกระทบทุกท่านอย่างสุดซึ้ง
อาจเรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่เตือนใจชาวคริปโทฯ ให้ต้องตระหนักเรื่องความปลอดภัยในการจัดเก็บเหรียญด้วยตนเองมากยิ่งขึ้น และเหตุการณ์นี้สะท้อนว่า ความปลอดภัยของฮาร์ดแวร์วอลเล็ต ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับการเก็บ Private Key ให้ห่างจากอินเทอร์เน็ต แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า Seed ถูกสร้างขึ้นแบบสุ่มและไม่สามารถคาดเดาได้จริงหรือไม่!
ที่มา : Coindesk Coindesk facebook.com