วิเคราะห์แนวโน้มราคาบิตคอยน์หลัง Fed ส่งสัญญาณดอกเบี้ยสูงยาวนาน พร้อมเจาะลึก 4 สัญญาณสำคัญประเมินจุดต่ำสุดของตลาด พร้อมอัปเดตปัจจัยบวก และความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาในช่วงปลายปีนี้
หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้จัดการประชุมและมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโทเคอร์เรนซียังคงอยู่ในสภาวะชะลอตัวและรอดูทิศทางที่ชัดเจน
แม้ผลการประชุมจะไม่ได้สร้างความประหลาดใจ แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนกังวลคือ “Dot Plot” หรือการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของคณะกรรมการเฟด ซึ่งสะท้อนมุมมองที่เข้มงวด (Hawkish) กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยมีสัญญาณว่าอาจจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในปีนี้ ปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคนี้จึงกลายเป็นแรงกดดันสำคัญ ต่อราคาสินทรัพย์ที่อิงกับสภาพคล่องอย่างบิตคอยน์และทองคำ
คำถามสำคัญคือ “บิตคอยน์ผ่านจุดต่ำสุดไปหรือยัง?” นายธนลภย์ ปรีดามาโนช หัวหน้าฝ่ายการลงทุน และผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัดได้ประเมินผ่าน 4 สัญญาณหลักไว้ในรายการ CryptoVerse Live ดังนี้
1.ด้านระยะเวลา (4-Year Cycle) หากอิงตามสถิติวัฏจักร 4 ปีของบิตคอยน์ จุดต่ำสุดของรอบนี้อาจจะไปบรรจบในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมของปีนี้
ย้อนหลังไปถึงปี 2018 พบว่าแพทเทิร์นของบิตคอยน์มักจะเป็นการอยู่ในตลาดขาลง 1 ปี และเป็นขาขึ้นลักษณะค่อยๆ ไต่ระดับ 3 ปีเบื้องหลังของวัฏจักรนี้คือเรื่องของสภาพคล่องที่จะมีการอัดฉีดและดึงกลับทุกๆ 4 ปี
ข่าวดีคือตอนนี้ตลาดได้ผ่านช่วงขาลงมาเกินครึ่งทางแล้ว หากนับจากจุดสูงสุดของรอบที่แล้วในเดือนตุลาคม การเดินทางครบ 1 ปีของช่วงขาลงจะไปบรรจบในช่วงเดือนตุลาคมของปีนี้พอดี
ทำให้มีการคาดการณ์ว่าช่วงเวลาดังกล่าว (อาจจะบวกลบเล็กน้อย) น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของรอบนี้แต่อาจจะต้องใช้เวลาแกว่งตัวอีกประมาณ 1 ไตรมาสเพื่อไปถึงจุดนั้น
2.ด้านระดับราคา (MVRV Ratio) เมื่อประเมินจากต้นทุนของคนส่วนใหญ่ในตลาด ปัจจุบันราคายังมีโอกาสปรับตัวลงไปได้อีก โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ 54,000 – 55,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจลงไปทดสอบที่ระดับ 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ
การประเมินสัญญาณโดยใช้ตัวชี้วัด MVRV (Market Value to Realized Value) เป็นการนำราคาตลาด ณ ปัจจุบันมาเทียบกับต้นทุนเฉลี่ยของคนส่วนใหญ่ในตลาด หากค่า MVRV เท่ากับ 1 หมายความว่าคนส่วนใหญ่ในตลาดอยู่ในจุดเท่าทุน และถ้าต่ำกว่า 1 (เช่น 0.8) หมายถึงคนส่วนใหญ่กำลังขาดทุน 20%
จากสถิติในอดีต จุดต่ำสุดของตลาดมักจะเกิดขึ้นเมื่อ MVRV ร่วงลงมาอยู่ในโซน 0.8 ถึง 1 ในรอบปัจจุบันนี้ ระดับ MVRV ที่ 1 จะตรงกับช่วงราคาประมาณ 54,000 ถึง 55,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากราคาหลุดลงมาต่ำกว่าระดับ 55,000 ดอลลาร์สหรัฐ จะถือว่าเป็นโซนที่น่าสนใจมากสำหรับการเข้าซื้อสะสม
ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากลงลึกเหมือนไซเคิลก่อนๆ อาจไปทดสอบที่ระดับ 45,000 – 48,000 ดอลลาร์สหรัฐได้ แต่เนื่องจากในรอบนี้ระดับ MVRV ตอนจุดสูงสุดไม่ได้พุ่งขึ้นไปสูงเท่าไซเคิลก่อนหน้า ขาลงจึงอาจจะปรับตัวลงไม่ลึกเท่าอดีตก็ได้
3.พฤติกรรมนักลงทุน (On-chain Behavior) ตลาดเพิ่งผ่านช่วงที่นักลงทุนหน้าใหม่เริ่มขาดทุน (รับน้อง) และอาจต้องใช้เวลาปรับฐานอีกระยะหนึ่งเพื่อเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของขาลง
เมื่อพิจารณาจากข้อมูล On-chain โดยเฉพาะการรับรู้กำไรและขาดทุนของนักลงทุน (Realized Profit and Loss) จะพบว่าในตอนจบของทุกไซเคิลมักจะมีแพทเทิร์น “รับน้อง” คือการกระชากราคาให้นักลงทุนหน้าใหม่ในปีนั้นๆ ขาดทุนหนักเป็นครั้งแรก จากนั้นจะตามมาด้วยช่วง “Price Pain” หรือการเทขายจนนักลงทุนขาดทุนอย่างหนักหน่วงจนทนไม่ไหว
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ตลาดได้ผ่านพ้นช่วงรับน้องและช่วงที่ลงลึกจนจุกไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้กำลังอยู่ในเฟสของการลงอีกระลอกซึ่งความรุนแรงและขนาดของการลงจะน้อยกว่าช่วงที่ผ่านมา แต่จะกินระยะเวลายาวนานกว่า (แกว่งตัวออกข้างและซึมลง) พฤติกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังเข้าสู่ “เฟสสุดท้าย” ของขาลงแล้ว
4.จุดชำระบัญชี และมุมมองเกมการเงิน (Money Game) เมื่อกาง Liquidation Heatmap เพื่อดูว่านักลงทุนจะถูกบังคับขาย หรือ “ล้างพอร์ต” ที่ราคาไหนมากที่สุด ในกรอบเวลาย้อนหลัง 2 ปี จะเห็นภาพชัดเจนเลยว่า มีสถานะ Long จำนวนมากมีแนวโน้มถูกล้างพอร์ตกระจุกตัวบริเวณโซนราคา 50,000 – 53,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากบิตคอยน์เผชิญแรงขายและปรับฐานลงถึงโซนดังกล่าว
หากมองในมุมของ “เกมการเงิน” ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าเราเป็น “เจ้ามือ” หรือผู้ที่สามารถควบคุมทิศทางตลาดได้ เราคงไม่ยอมดันราคาบิตคอยน์ขึ้นไปดื้อๆ เพื่อให้ทุกคนฟันกำไรกันง่ายๆ แน่นอน สิ่งที่เจ้ามือน่าจะทำคือ การทุบราคาลงมาที่โซน 50,000 – 53,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อกวาดเรียบและล้างพอร์ตนักลงทุนฝั่ง Long กลุ่มนี้ให้เกลี้ยงกระดานเสียก่อน แล้วค่อยดึงราคากลับขึ้นไปทำรอบใหม่
ความน่าสนใจคือ การจงใจทุบราคาลงมาล้างพอร์ตในโซนนี้ ดันไปสอดคล้องกับตัวชี้วัด MVRV (ในข้อ 2) ที่จะลงมาแตะระดับ 0.9 – 1 อย่างพอดิบพอดี ซึ่งถือเป็นการลงมาล้างไพ่ที่สวยงามมาก และเป็นจุดสะสมพลังที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการไปต่อในไซเคิลหน้า
นายธนลภย์ กล่าวต่อถึงปัจจัยบวกที่อาจเข้ามาเป็นแรงหนุนในอนาคต สิ่งที่น่าจับตาคือกฎหมายลูกของสำนักงานบัญชีเงินตราสหรัฐฯ (OCC) ที่อาจปลดล็อกให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยกู้โดยใช้บิตคอยน์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า
รวมถึงความหวังระดับประเทศอย่างร่างกฎหมาย “Bitcoin Act” ที่อาจเปิดทางให้มีการนำบิตคอยน์ไปเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก แต่หากสำเร็จก็จะเป็นปัจจัยผลักดันราคาที่มหาศาล
ความเสี่ยงสำคัญ
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังจำเป็นต้องระมัดระวังความเสี่ยงสำคัญ ที่อาจทำให้ตลาดเกิดความตื่นตระหนก โดยเฉพาะประเด็นสภาพคล่องของบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Strategy
ปัจจุบัน Strategy มีโปรดักต์ทางการเงินที่ชื่อว่า STRC (มีลักษณะคล้ายหุ้นบุริมสิทธิ) ซึ่งบริษัทปรับโครงสร้างมาเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายคืนหนี้ก้อนใหญ่ในคราวเดียว โดยเปลี่ยนมาใช้วิธีจ่ายปันผลระหว่างทางเรื่อยๆ ผลตอบแทนประมาณ 11% โดยแบ่งจ่ายทุกๆ 2 สัปดาห์
การจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอจำเป็นต้องใช้ “เงินสด” ซึ่งปัจจุบัน บริษัทมีเงินสดสำรอง (Reserve) จ่ายปันผลได้อีกประมาณ 7.7 เดือน หากราคาบิตคอยน์ยังคงซึมลงหรือไม่กลับเป็นขาขึ้น และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อตัว STRC ลดลงจนบริษัทไม่สามารถหาวิธีระดมทุนเพิ่มได้เมื่อเงินสำรองร่อยหรอลง (เช่น ลดเหลือเพียง 3-4 เดือน) บริษัทจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบีบบังคับให้ต้องเทขายบิตคอยน์ที่ถือครองไว้ออกมาเพื่อนำเงินไปจ่ายปันผล
เมื่อบริษัทต้องขายบิตคอยน์เพื่อนำมาจ่ายปันผล จะทำให้เกิดลูปหายนะที่กดดันตลาดตามมา คือ เมื่อมีแรงเทขายบิตคอยน์จากบริษัทขนาดใหญ่ จะส่งผลให้ราคาบิตคอยน์ในตลาดร่วงลง เมื่อราคาร่วงลงทำให้เกิดความรู้สึกเชิงลบและความตื่นตระหนกในหมู่นักลงทุน
เมื่อถึงรอบที่ต้องจ่ายปันผลครั้งถัดไป หากบริษัทไม่มีเงินสดและต้องบังคับขายบิตคอยน์ออกมาอีก ท่ามกลางภาวะที่ราคาถูกลง ทำให้ต้องขายกดดันตลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกิดการวนลูปหรือสภาวะที่เรียกว่า Death Spiral
คำแนะนำสำหรับนักลงทุน
ผู้จัดการเงินทุนฯ ระบุว่า ในช่วงที่ตลาดยังเป็นขาลง นักลงทุนที่ยังมีเงินสดควรหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรในเหรียญทางเลือก เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงและไม่แน่ชัดว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้หรือไม่ กลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดในขณะนี้คือการเลือกลงทุนในสินทรัพย์หลักอย่างบิตคอยน์ โดยอาจใช้วิธีทยอยแบ่งไม้ซื้อ (DCA) ไปจนถึงช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่คาดการณ์ว่าจะเป็นจุดต่ำสุดของตลาด เพื่อลดความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับรอบขาขึ้นในอนาคต
🏠 หน้าหลักคริปโต
🔥 ข่าวคริปโตยอดนิยม
🟠 ข่าวบิตคอยน์
⚡ คริปโตล่าสุด
🤖 efin AI