Bitcoin หลุด 60,000 ดอลลาร์อีกครั้ง หลังเงินเยนอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 40 ปี ท่ามกลางความกังวลว่า หาก BOJ ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อหยุดการอ่อนค่าของเงินเยน อาจกระตุ้นแรงขายในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกจากการปิดสถานะ Carry Trade
Bitcoin หลุดระดับ 60,000 ดอลลาร์อีกครั้งในรอบ 24 ชั่วโมง และยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นแนวรับทางเทคนิคสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาอยู่ในขณะนี้
แรงกดดันรอบล่าสุด เกิดขึ้นพร้อมกับการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นที่ร่วงลงสู่ระดับ 162.40 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดนับตั้งแต่ปี 1986 หรือเกือบ 40 ปี ส่งผลให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ฟื้นตัวขึ้นสู่ระดับ 101.32 และกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึง Bitcoin และตลาดคริปโทฯ
ขณะเดียวกัน ตลาดยังคงประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนท่าทีของ Strategy หลังบริษัทประกาศโครงการระดมทุนมูลค่า 1.25 พันล้านดอลลาร์ พร้อมเปิดทางให้สามารถขาย Bitcoin บางส่วนเพื่อสร้างสภาพคล่อง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากแนวคิด “Never Sell Your Bitcoin” ของ Michael Saylor
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่ามาตรการดังกล่าวอาจเป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น โดย Jeff Dorman ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Arca ระบุว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของ Strategy ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง และท้ายที่สุดโมเดลดังกล่าวยังคงต้องพึ่งพาการปรับขึ้นของราคา Bitcoin เป็นหลัก
เยนอ่อนค่า ทำไมตลาดคริปโทฯ ต้องกังวล?
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เงินเยนถือเป็นแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำของโลก นักลงทุนจำนวนมากนิยมกู้ยืมเงินเยนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร หรือคริปโทฯ ซึ่งกลยุทธ์นี้เรียกว่า “Carry Trade”
นับตั้งแต่ปี 2021 เงินเยนอ่อนค่าลงแล้วประมาณ 57% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุหลักมาจากความแตกต่างด้านนโยบายการเงิน โดยธนาคารกลางสหรัฐเคยปรับขึ้นดอกเบี้ยสูงกว่า 5% ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเพิ่งทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับประมาณ 1% เท่านั้นซึ่งยังคงห่างไกลจากสหรัฐฯ ที่ประมาณ 3.5%
นักวิเคราะห์เตือนว่า หากในอนาคตธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ตัดสินใจใช้มาตรการรุนแรงเพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินเยน อาจทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ต้องเร่งเทขายสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งหุ้น พันธบัตร รวมถึงคริปโทเคอร์เรนซี เพื่อนำเงินเยนไปคืน ซึ่งจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อตลาด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากประเทศมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (Debt-to-GDP ratio) สูงกว่า 220% การเร่งขึ้นดอกเบี้ยอาจเสี่ยงทำให้เกิดวิกฤตการคลัง แต่หากเพิกเฉย เงินเยนก็จะยิ่งเสื่อมมูลค่าลงไปอีก ในขณะนี้ทางการญี่ปุ่นจึงทำได้เพียงแค่การใช้คำพูดตักเตือนเพื่อพยายามพยุงค่าเงินไว้
ที่มา : Coindesk