ใครที่ยังไม่มีเวลาดูคลิปสดความยาวเกือบ 2 ชั่วโมงเต็ม แต่ไม่อยากพลาดข้อมูลสำคัญในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี บทความนี้ได้สรุปแก่นสำคัญทั้งหมดจากบทสัมภาษณ์ของ “อาจารย์เอ็ม – อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน” ผู้ก่อตั้งเพจ “ติดเล่ากับอาจารย์เอ็ม เฟซจริง” มาให้คุณแล้ว เพื่อให้คุณเข้าใจทิศทางตลาด กลยุทธ์การเทรด ปัจจัยบวกที่กำลังจะมาและข้อควรระวัง
1. ทำความเข้าใจ “วัฏจักร 4 ปี” (4-Year Cycle) และ “จุดนัดพบ” ของคน คริปโทฯ
หลายคนอาจสงสัยว่าตอนนี้ตลาดเป็นขาขึ้นหรือยัง? อาจารย์เอ็มตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีใครรู้หรอก” แต่สิ่งที่เราทำได้คือการพึ่งพาสถิติและรูปแบบของตลาดที่เคยเกิดขึ้นซ้ำๆ มาตลอด
ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา ตลาดคริปโทฯ จะทำงานเป็น “วัฏจักร 4 ปี” โดยมีปรากฏการณ์ Bitcoin Halving เป็นตัวกำหนดสิ่งที่น่าสนใจคือ หากเราย้อนดูสถิติ ช่วงเวลาที่ควรเข้าซื้อสะสมที่สุด (จุดนัดพบ) จะอยู่ประมาณ 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง “ก่อนที่จะเกิด Halving ครั้งถัดไป” ซึ่งในช่วงเวลานั้นตลาดจะเริ่มทำทรง Sideway up หรือแกว่งตัวขึ้นช้าๆ
ทีนี้หากเราคำนวณว่า Halving ครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ปี 2028 เมื่อถอยหลังกลับมา 1-1.5 ปี “จุดนัดพบ” ของรอบนี้จะไปตกอยู่ในช่วงปลายปีนี้ (ประมาณเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2026) ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การคาดเดาของคนใดคนหนึ่ง แต่คนในตลาดและฝั่ง Smart Money ต่างรู้ดี และกำลังรอคอยที่จะกลับเข้ามาซื้อสะสมในช่วงเวลานี้
ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนเคยเชื่อว่าตลาดอาจเกิด “Super Cycle” (ขึ้นแล้วไม่ลงแรงอีกต่อไป) แต่สุดท้ายตลาดก็เฉลยแล้วว่าหลังจาก Halving รอบล่าสุดไปประมาณ 1 ปีครึ่ง ตลาดก็ยังคงทุบลงมาอย่างรุนแรง (จาก 120,000 ร่วงลงมาเหลือ 65,000-50,000) ซึ่งเป็นการยืนยันว่า “วัฏจักร 4 ปี และแพทเทิร์นของ Halving ยังคงอยู่”
2. กลยุทธ์การเทรด: “รอให้ชัด… หรือเริ่มเก็บเลย?”
สำหรับคำถามสำคัญที่ทุกคนอยากรู้ อาจารย์เอ็มได้กาง “แผนส่วนตัว” ให้เห็นชัดๆ และย้ำว่านี่คือการเก็งกำไรเป็นรอบ ไม่ใช่การลงทุนถือยาวตลอดชีพ ดังนี้
- คาดหวังการลงแรงๆ อีกสักรอบ : อาจารย์เอ็มมีมุมมองลึกๆ ว่าอยากให้ตลาดกระแทกลงมาแรงๆ อีกสักรอบ (อาจจะได้เห็นระดับ 50,000 ปลายๆ หรือ 60,000 ต้นๆ) เพื่อทำทรงกราฟให้สมบูรณ์ในแง่ของจิตวิทยา ก่อนที่จะเริ่มเป็นขาขึ้นรอบใหญ่
- สาย FOMO (กลัวตกรถ) เริ่ม DCA ได้ไหม? : หากคุณกลัวว่าตลาดจะพุ่งทะยานไปเลยโดยไม่รอ สามารถทยอยเข้าซื้อ (DCA) บางส่วนได้ตั้งแต่วันนี้ “ให้มีความโลภได้นิดๆ แต่อย่าเพิ่งใส่เต็ม” เพราะหากตลาดกระชากลงแรง คุณจะต้องมีสภาพจิตใจที่ทนทานต่อการขาดทุนระดับ 20-25% ได้โดยไม่ตื่นตระหนก
- จุดชี้ชะตา (สิ้นปีนี้): เมื่อถึงช่วงปลายปี (พ.ย. – ธ.ค.) ตลาดควรจะต้องแสดงพฤติกรรม “ซึมขึ้น” (Sideway Up) ตามแพทเทิร์นของวัฏจักร
ถ้าถูกทาง (ตลาดซึมขึ้น): นั่นคือสัญญาณว่าแพทเทิร์นยังทำงาน ให้ทยอยเก็บสะสมไปเรื่อยๆ เพื่อไปรอขายทำกำไรในช่วง 1-1.5 ปีหลัง Halving รอบหน้า (ปี 2028-2029)
ถ้าผิดทาง (ตลาดเป็นขาลงหนัก): หากสิ้นปีตลาดยังคงดิ่งลงและกลายเป็นเทรนด์ขาลง นั่นแปลว่า “แพทเทิร์น Halving ที่คุยกันมาทั้งหมดนั้นผิดและพังทลายลงแล้ว” สิ่งที่ต้องทำคือการ Cut Loss หรือตัดขาดทุน ไม่ใช่การหาเหตุผลอื่นมาหลอกตัวเองเพื่อถือต่อ
สัดส่วนการเก็บเหรียญ ณ ตอนนี้: ส่วนตัวอาจารย์เอ็มได้เน้นเก็บ Bitcoin (BTC) ก่อนในสัดส่วนประมาณ 60-70% และ Ethereum (ETH) 30% เพราะโดยธรรมชาติของจุดเริ่มต้นตลาดขาขึ้น Bitcoin Dominance จะพุ่งนำตลาดไปก่อน ส่วน Altcoins อย่าง BNB หรือ Solana เอาไว้ค่อยไปเก็บเพิ่มในช่วงต้นปีหน้า
3. ปัจจัยบวก (Catalysts) ที่จะดันตลาดในรอบถัดไป
เมื่อถึง “จุดนัดพบ” ในช่วงปลายปี จะมีปัจจัยบวกหลายอย่างที่มารอสนับสนุนให้ราคาพุ่งขึ้น ได้แก่
- จุดนัดพบทางจิตวิทยา: ทุกคนในตลาดพร้อมจะเทเงินกลับเข้ามาเมื่อแพทเทิร์นเริ่มชัดเจน
- สงครามและความกังวลอาจจบลง: ภาวะสงครามและอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง (ราคาน้ำมันแพง) กดดันเศรษฐกิจทั่วโลก คาดว่าปัญหาเหล่านี้น่าจะคลี่คลายหรือไม่ลากยาวไปจนถึงปลายปี
- Bitcoin Treasury กลับมา: บริษัทต่างๆ จะเริ่มนำเงินสดมาซื้อ Bitcoin เก็บเป็นทุนสำรองในงบดุลอีกครั้งเมื่อตลาดเริ่มฟื้นตัวชัดเจน
- National Reserve: การที่ระดับประเทศ (Sovereign) นำ Bitcoin ไปเป็นทุนสำรอง แม้จะยังไม่เห็นผลทันทีปลายปีนี้ แต่นี่จะเป็นตัวจุดพลุลูกใหญ่ในช่วงหลัง Halving รอบหน้า
- Clarity Act: กฎหมายในสหรัฐฯ มีลุ้นปลายปีนี้ ที่จะช่วยขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่าอะไรคือ “หลักทรัพย์” อะไรคือ “สินทรัพย์ดิจิทัล” ซึ่งความชัดเจนนี้จะทำให้สถาบันยักษ์ใหญ่กล้ากระโดดเข้ามาเล่นแบบเต็มตัว
- Tokenization & Real World Assets (RWA): นี่คือเทรนด์แห่งอนาคตที่กำลังเกิดขึ้นจริง
4. เจาะลึกอภิมหาเทรนด์ “Tokenization” และคำเตือนถึงตลาดทุนไทย
อาจารย์เอ็มเน้นย้ำเรื่อง Tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริง เช่น หุ้น ทองคำ ตราสารหนี้ ให้กลายเป็นโทเคนบนบล็อกเชนว่า รอบนี้ “ของจริง” ปัจจุบันวอลลุ่มการเทรดคริปโทฯ ปกตินั้นแห้งเหือด แต่ Activity การเทรดโทเคนน้ำมัน โทเคนหุ้น และโทเคนทองคำ กลับพุ่งสูง
ทำไมยักษ์ใหญ่ถึงเอาด้วย?
- รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประโยชน์เต็มๆ: การที่คนทั่วโลกถือเหรียญ Stablecoin (เช่น USDT) เพื่อเตรียมซื้อโทเคนหุ้น เท่ากับว่าคนเหล่านั้นกำลังช่วยถือ “พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ” ทางอ้อม (เพราะ USDT มีพันธบัตรรัฐบาลหนุนหลัง) สหรัฐฯ จึงสามารถก่อหนี้ต่อไปได้
- Wall Street (เช่น BlackRock) ชอบ: สามารถขายสินทรัพย์ข้ามโลกได้โดยตรงผ่าน Blockchain โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบตัวแทนหรือโบรกเกอร์แบบเดิมๆ
พร้อมกับคำเตือนถึงตลาดทุนไทยว่า การที่ประเทศไทยตื่นตัวยกเว้นภาษีคริปโทฯ และเตรียมเปิดทางให้ “ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล” ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ รวมทั้งบริษัทระดับประเทศอย่าง SCBX, KBANK, Gulf, CP, PTG แห่เข้ามาทำกระดานเทรดนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีในแง่นวัตกรรมและมาถูกทางแล้วเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่อาจารย์เอ็มได้ฝากข้อคิดเชิงนโยบายที่สำคัญมากว่า หากเราสนับสนุนแต่ให้คนไทยนำเงินไปซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศผ่านกระดานคริปโทฯ (เช่น ซื้อกองทุนอสังหาฯ สหรัฐฯ, หุ้นอเมริกา) สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ “ภาวะเงินไหลออก” และตลาดทุนไทย รวมถึงตลาดอสังหาฯ หรือหุ้น IPO ในไทย จะขาดสภาพคล่องอย่างหนัก เพราะเสน่ห์ในการลงทุนหายไปหมด
ทางออกคือ ประเทศไทยต้องพลิกเกมด้วยการสร้าง Tokenization ของตัวเอง เอาหุ้นกู้ดีๆ ตราสารหนี้ หรือทองคำของไทย แปลงเป็นโทเคนแล้วเปิดกว้างขายให้ต่างชาติ (เช่น เวียดนาม, กัมพูชา) บนบล็อกเชนสาธารณะโดยลดกำแพงการทำ KYC ที่ยุ่งยากแบบดั้งเดิมลง เพื่อดึง “เงินทุน” จากต่างชาติให้ไหลกลับเข้ามาหล่อเลี้ยงธุรกิจในประเทศไทยให้ได้
5. Mindset การเอาตัวรอด: คุณเป็นใครในตลาดนี้?
ก่อนจะใส่เงินลงไป อาจารย์เอ็มฝากกฎเหล็กให้ทุกคนตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า เราจัดอยู่ในนักลงทุนประเภทไหนใน 3 แบบนี้
- นักลงทุน : เชื่อมั่นในพื้นฐานระยะยาว เข้าใจธุรกิจหรือโครงสร้างสินทรัพย์นั้นจริงๆ ถ้าเป็นหุ้น คุณเข้าใจหรือเปล่าว่าตอนนี้บริษัทมี leverage ratio เท่าไหร่ debt ratio เป็นอย่างไร profitability ratio ดีแค่ไหน margin เหลือเท่าไหร่ operating margin อยู่ระดับไหน ถ้าคุณเข้าใจสิ่งเหล่านี้จริง เข้าใจว่าธุรกิจกำลังเดินไปทางไหน เข้าใจความเสี่ยงและศักยภาพของมันจริง ๆ คุณก็ลงทุนต่อไปได้อย่างมั่นใจ
- นักเก็งกำไร: (ซึ่งเป็นรูปแบบที่อาจารย์เอ็มกำลังใช้กับวัฏจักร 4 ปีนี้) คุณต้องมี “จุดเข้าและจุดออกที่ชัดเจน” หากคุณเข้ามาเล่นรอบเพราะแพทเทิร์น Halving “เหตุผลที่คุณจะออก ก็ต้องเป็นเหตุผลเดียวกับตอนที่คุณเข้า” หากแพทเทิร์นพัง คุณต้องกล้าตัดขาดทุน อย่าปล่อยให้ตัวเองกลายเป็น “Bitcoiner จำเป็น” (ถือยาวเพราะติดดอยและหาเหตุผลอื่นมาปลอบใจตัวเอง)
- นักพนัน : การพนันไม่ใช่เรื่องผิด หากคุณรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เช่น เห็นกราฟสวยเลยหยอดเงินขำๆ 100 ดอลลาร์ แบบพร้อมเสียเงินก้อนนี้ไปเลย แต่มันจะอันตรายที่สุด เมื่อคุณเอาเงินหลักแสนหลักล้านดอลลาร์ไปโยนใส่วงไฮโล (พนัน) โดยหลอกตัวเองว่า “ฉันกำลังลงทุนอยู่”
บทสรุป: ตลาดคริปโทฯ กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ สำหรับใครที่รอได้ การรอดูความชัดเจนในช่วงปลายปี (พ.ย. – ธ.ค.2026) ว่าตลาดจะเลือกทำทรง Sideway up ตามแพทเทิร์นในอดีตหรือไม่ คือกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุด แต่หากพร้อมรับความเสี่ยงได้ การเริ่มทยอยเข้าสะสมในจังหวะนี้ด้วยเงินก้อนที่รับความเสียหายได้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจก่อนที่ “จุดนัดพบ” ของคนทั้งโลกจะมาถึง
(หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการสรุปมุมมองส่วนตัวและกลยุทธ์ส่วนตัวของผู้ให้สัมภาษณ์ ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนทางการเงิน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเอง)