ฉากหน้าอันเงียบสงบของเครือข่ายบิตคอยน์ ที่ผู้คนมักให้ความสนใจเพียงแค่การขึ้นลงของราคา แต่ทว่า เบื้องหลังเครือข่ายนี้กำลังมีคลื่นใต้น้ำและสงครามอุดมการณ์ครั้งใหญ่ก่อตัวขึ้น
นี่ไม่ใช่เพิ่งเกิดแต่มันสะสมมาหลายปีแล้ว และกำลังจะเดินทางมาถึงจุดแตกหักในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ผ่านข้อเสนอที่ชื่อว่า “BIP-110” ซึ่งสร้างความแตกแยกให้กับชุมชนผู้ใช้งานทั่วโลกออกเป็นสองฝักสองฝ่าย
เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นอย่างไร efinanceThai ชวนคุยผ่านมุมมองของ “อาจารย์ขิง สิรภพ นิลบดี” ผู้เชี่ยวชาญด้าน Bitcoin ในรายการ CryptoVerse Live
ปฐมบทแห่งความขัดแย้ง: สมุดบัญชีหน้าเหลืองและรอยจารึกแห่งความรัก
ย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้น เจตนารมณ์แรกเริ่มของ Bitcoin คือการสร้างระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่ด้วยคุณสมบัติของเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะที่ไม่สามารถถูกลบ ย้อนกลับ หรือเซ็นเซอร์ได้ มนุษย์บางกลุ่มจึงเริ่มมองเห็นช่องว่าง พวกเขาไม่ได้มอง Bitcoin เป็นเพียงแค่ “เงิน” แต่มองว่ามันคือ “ศิลาจารึกดิจิทัล” ที่จะคงอยู่ไปตลอดกาล
ลองจินตนาการว่าบล็อกเชนคือต้นไม้ใหญ่ แทนที่คนจะใช้มันเพื่อการทำธุรกรรมทางการเงินเพียงอย่างเดียว กลับมีคนมือบอนไปสลักข้อความประเภท “สมชายรักสมหญิง” เอาไว้ หรือหากเปรียบการโอนเหรียญคือการนำก้อนเงินไปวางไว้กลางทุ่งและคล้องด้วย “แม่กุญแจ” เพื่อให้ผู้รับมาไข ก็ดันมีคนหัวหมอสร้างกุญแจปลอมที่เป็นเพียง “ห่วงเหล็กลายโดเรม่อน” ไปคล้องก้อนเงินที่มีมูลค่าเพียงเศษฝุ่นทิ้งไว้ โดยที่ห่วงเหล็กนั้นไม่สามารถไขได้จริง และจะถูกทิ้งร้างอยู่ที่นั่นไปชั่วนิรันดร์
ความโรแมนติกหรือความขี้เล่นนี้กลับกลายเป็นฝันร้ายของ “Node” (โหนด) หรือคอมพิวเตอร์เครื่องเล็กๆ นับแสนเครื่องทั่วโลกที่อาสาทำงานปกป้องเครือข่าย โหนดเหล่านี้เปรียบเสมือนผู้ถือ “สมุดบัญชีหน้าเหลือง” (UTXO Set) ที่ต้องคอยตรวจสอบว่าเงินที่ถูกโอนมีอยู่จริงหรือไม่ เมื่อมีคนแห่กันนำข้อความ รูปภาพ หรือไฟล์ขยะมาฝังไว้ สมุดบัญชีหน้าเหลืองนี้จึงบวมเป่งและหนาเตอะไปด้วยข้อมูลไร้สาระ สร้างภาระให้โหนดต้องทำงานหนักขึ้นและอาจส่งผลให้คนทั่วไปเข้าถึงการรันโหนดได้ยากขึ้นในอนาคต
การแก้ไขที่ล้มเหลว และการมาเยือนของหายนะยุค Taproot
ในยุคแรก นักพัฒนาพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีประนีประนอม โดยการสร้างช่องทางพิเศษที่เรียกว่าคำสั่ง OP_RETURN ขึ้นมา เป็นการบอกกลายๆ ว่า “ถ้าพวกคุณอยากฝังข้อมูลนัก ก็มาฝังในช่องทางนี้ซะ ข้อมูลจะได้ไม่ไปโผล่ในสมุดบัญชีหน้าเหลืองให้เป็นภาระระบบ”
แต่แล้วความสงบก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 2021-2022 เครือข่ายได้มีการอัปเกรดครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “Taproot” แม้การอัปเกรดนี้จะมีเจตนาที่ดี แต่มันกลับไปเปิดช่องโหว่ให้เกิดวิธีการฝังข้อมูลรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Inscription ซึ่งนำไปสู่การเกิดเหรียญสายพันธุ์ใหม่อย่าง Ordinals และ BRC-20
ผลที่ตามมาคือหายนะขยะดิจิทัล ที่กลับมาสร้างภาระให้กับสมุดบัญชีหน้าเหลือง (UTXO) อีกครั้ง และคราวนี้มันพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง สถิติที่น่าตกใจคือ เกือบครึ่งหนึ่ง (49%) ของรายการ UTXO ในระบบปัจจุบัน คือเศษเงินจิ๋วๆ ที่มีมูลค่าไม่ถึง 40 บาท (น้อยกว่า 1,000 Satoshi) ซึ่งแทบไม่มีประโยชน์ใดๆ ในทางเศรษฐกิจเลย แต่โหนดกลับต้องแบกรับข้อมูลเหล่านี้ไว้ตลอดกาล
สงครามสองขั้ว: การเซ็นเซอร์ กับ สแปมเมอร์
เมื่อปัญหาเรื้อรังถึงขีดสุด ชุมชนนักพัฒนาจึงแตกออกเป็นสองขั้วความคิด นำมาซึ่งดราม่าการสาดโคลนที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ขั้วแรกคือ “Bitcoin Core” (กลุ่มดั้งเดิม) พวกเขามองโลกตามความเป็นจริงว่า “เราไม่สามารถห้ามคนไม่ให้ฝังข้อมูลได้” พวกเขาจึงใช้วิธีล่อหลอก โดยการเพิ่มขีดจำกัดการฝังข้อมูลในช่องทาง OP_RETURN จากเดิม 83 ไบต์ ให้กลายเป็น 100,000 ไบต์ไปเลย หวังว่าพวกชอบสแปมรูปภาพจะหนีมาใช้ช่องทางนี้แทนเพื่อลดภาระระบบ แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว เพราะการฝังผ่านช่องทาง Taproot นั้นมีต้นทุนที่ถูกกว่า
ขั้วที่สองคือ “Bitcoin Knots” นำโดยอดีตนักพัฒนาของ Bitcoin Core อย่าง Luke Dashjr ผู้มองว่าปัญหาคือสิ่งที่ต้องกำจัดทิ้ง เขาจึงเสนอการอัปเกรดกติกาที่เรียกว่า “BIP-110” ซึ่งเป็นการยกระดับนโยบายการปิดกั้นข้อมูลขยะเหล่านี้ให้กลายเป็นกติการะดับ “รัฐธรรมนูญสูงสุด” (Consensus) ของระบบ หากกฎนี้บังคับใช้ บล็อกใดก็ตามที่มีการแอบฝังข้อมูลเกินกำหนด (เช่น เกิน 83 ไบต์) จะถูกระบบปฏิเสธและเตะออกจากเครือข่ายทันที
ความขัดแย้งลุกลามใหญ่โต ฝ่าย Knots ตราหน้าฝ่าย Core ว่าเป็นพวกสนับสนุนสแปมเมอร์และพยายามทำลายความเป็น “เงิน” ของ Bitcoin ในขณะที่ฝ่าย Core ก็สวนกลับอย่างเจ็บแสบว่า สิ่งที่ Knots พยายามทำคือการอุปโลกน์ตัวเองเป็นพระเจ้า ใครกันที่มีสิทธิ์ตัดสินว่าข้อมูลใดสมควรอยู่หรือควรไป? นี่มันคือ “การเซ็นเซอร์” (Censorship) ชัดๆ ซึ่งขัดต่อหลักการกระจายศูนย์ของ Bitcoin อย่างสิ้นเชิง
กลไกอำนาจและวันชี้ชะตา
ในโลกของ Bitcoin ไม่มีใครมีอำนาจเบ็ดเสร็จ การจะเปลี่ยนกติกาใดๆ ระบบนิเวศน์ต้องพึ่งพา 4 เสาหลัก ได้แก่ นักพัฒนา (Developer), โหนด (Node), นักขุด (Miner) และ ผู้ใช้งาน (User) แม้นักพัฒนาฝั่ง Knots จะเขียนโค้ด BIP-110 ขึ้นมาสำเร็จ แต่พวกเขาก็ต้องได้รับการยอมรับจากเสาหลักอื่นๆ ด้วย
ตามกระบวนการ BIP-110 ได้กำหนดช่วงเวลาซาวด์เสียงจาก “นักขุด” เอาไว้ทั้งหมด 17 รอบ (รอบละประมาณ 2 สัปดาห์) โดยตั้งเกณฑ์ชัยชนะไว้ที่เสียงสนับสนุน 55% ทว่า สถานการณ์ปัจจุบันกลับน่าหดหู่สำหรับฝั่ง Knots เพราะมีนักขุดเพียง 1% เท่านั้นที่โหวตสนับสนุน (ส่วนใหญ่มาจาก Ocean Pool ที่พวกเขาก่อตั้งเอง)
สาเหตุที่นักขุดไม่เอาด้วยนั้นง่ายนิดเดียว คือ “เรื่องของปากท้อง” นักขุดมีต้นทุนค่าไฟมหาศาล การปฏิเสธธุรกรรมของกลุ่มที่ชอบฝังข้อมูล ก็เท่ากับการเตะรายได้ค่าธรรมเนียมทิ้งไปต่อหน้าต่อตานั่นเอง ขณะเดียวกัน ในฝั่งของ “โหนด” ก็มีเพียงประมาณ 14-15% เท่านั้นที่ประกาศสนับสนุนกติกาใหม่นี้
เส้นตายกำลังจะมาถึงในช่วงต้นเดือนสิงหาคม (ราวๆ วันที่ 7-9 สิงหาคม ที่บล็อกหมายเลข 961,632) ซึ่งจะเป็นจุดสิ้นสุดการซาวด์เสียงรอบที่ 17 ฝ่าย Knots ได้ประกาศกร้าวไว้แล้วว่า แม้เสียงโหวตจะไม่ถึง 55% พวกเขาก็จะ “อารยะขัดขืน” หักดิบด้วยการสั่งให้โหนดของตนปฏิเสธบล็อกใดๆ ก็ตามที่ไม่สนับสนุนกติกา BIP-110 จุดนี้นี่เองที่เสี่ยงจะทำให้เครือข่ายเกิดการแตกหักและแยกสาย (Chain Split) ออกเป็นสองเครือข่ายคู่ขนาน
ฉากทัศน์ในอนาคต และกลลวงที่ต้องระวัง
อาจารย์ขิง ได้ประเมินฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นในวันชี้ชะตาไว้ 3 แนวทาง แนวทางแรกคือเกิดปาฏิหาริย์ที่นักขุดฝั่ง Knots พลิกกลับมาชนะเกินครึ่ง เครือข่ายก็จะเป็นหนึ่งเดียวและเดินหน้าด้วยกฎใหม่ แนวทางที่สองคือทั้งสองฝั่งมีกำลังนักขุดมากพอ เครือข่ายจะฉีกออกเป็นสองสาย ต่างฝ่ายต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง เกิดเหรียญฝั่ง Core และเหรียญฝั่ง Knots
และแนวทางที่สาม ซึ่งอาจารย์ขิงเชื่อว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุด คือเมื่อถึงวันหักดิบ นักขุดฝั่ง Knots ที่มีอยู่เพียงหยิบมือจะไม่สามารถผลิตบล็อกต่อไปได้ สุดท้ายเครือข่ายสาย Knots ก็จะฝ่อและตายจากไปเองอย่างเงียบๆ เพราะปราศจากเสาหลักอย่างนักขุดคอยค้ำจุน
คำถามสำคัญคือ “คนทั่วไปที่ถือเหรียญ Bitcoin อยู่ควรทำอย่างไร?”
อาจารย์ขิงแนะนำด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “ให้นั่งเฉยๆ” ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก หากเครือข่ายเกิดการแยกสายขึ้นมาจริงๆ คุณจะมีเหรียญเท่าเดิมอยู่ในทั้งสองสาย แต่สิ่งที่อันตรายที่สุดคือการขยับหรือโอนเหรียญในช่วงนั้น เพราะคุณอาจตกเป็นเหยื่อของการโจมตีที่เรียกว่า “Replay Attack”
ลองจินตนาการว่าคุณเทขายเหรียญฝั่ง Knots (สมมติว่าราคา 10 บาท) แล้วโอนเหรียญนั้นให้ผู้ซื้อผ่านเครือข่าย Knots มิจฉาชีพสามารถคัดลอกข้อมูลการทำธุรกรรมของคุณไปกดยืนยันซ้ำในเครือข่าย Core ได้ ส่งผลให้เหรียญ Bitcoin ฝั่ง Core ของคุณ (ซึ่งอาจมีมูลค่ามหาศาล) ถูกดูดโอนออกไปยังกระเป๋าของผู้ซื้อด้วยโดยที่คุณไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ อำนาจในการเลือกข้างยังขึ้นอยู่กับผู้ที่ถือ “กุญแจ” อย่างแท้จริง หากคุณฝากเหรียญไว้ในศูนย์ซื้อขาย (Exchange) หรือถือผ่านกองทุน ETF คนที่จะตัดสินใจเลือกสาย Bitcoin ให้คุณก็คือองค์กรเหล่านั้น ไม่ใช่ตัวคุณ วิธีที่ปลอดภัยและทรงอำนาจที่สุดคือการถอนเหรียญมาเก็บรักษาไว้ใน Hardware Wallet ของตนเองก่อนเกิดเหตุการณ์แยกสาย เพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาอันแท้จริงที่ว่า “Not your keys, Not your coins”
บทสรุปของโลกใบใหม่
แม้ประเด็นความขัดแย้งของ BIP-110 อาจจะจบลงด้วยการเป็นเพียงหน้ากระดาษที่ถูกลืมในประวัติศาสตร์หากฝ่าย Knots พ่ายแพ้ แต่นี่ก็คือภาพสะท้อนความงดงามและสัจธรรมของเทคโนโลยีบิตคอยน์ ที่ยืนยันว่าระบบแบบกระจายศูนย์นั้น ขับเคลื่อนด้วย “มนุษย์” อย่างแท้จริง ไม่มีมหาอำนาจใดสามารถผูกขาดหรือชี้เป็นชี้ตายกติกาได้เพียงลำพัง ทุกความเปลี่ยนแปลงต้องผ่านบททดสอบจากระบบนิเวศน์อันสลับซับซ้อน
อย่างไรก็ดี ชีวิตของบิตคอยน์เนอร์ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป ชุมชนในไทยยังคงเติบโตอย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานสัมมนาใหญ่ระดับชาติอย่าง Bitcoin Thailand Conference ที่รวมพลเหล่านักคิดและกูรูทั่วฟ้าเมืองไทย ณ สามย่านมิตรทาวน์ หรือแม้แต่เวิร์คชอปสอนประกอบ Hardware Wallet ใช้เองด้วยสองมือเพื่อทวงคืนอำนาจทางการเงิน
รวมไปถึงความเคลื่อนไหวทางวิชาการ อย่างการเตรียมออกหนังสือเล่มใหม่ของอาจารย์ขิง ที่จะพาไปย้อนรอยประวัติศาสตร์การเงินและเทคโนโลยีที่ให้กำเนิด Bitcoin ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ไม่ว่าจะมีดราม่าหรือความขัดแย้งอีกสักกี่ครั้ง Bitcoin ก็ยังคงเป็นสนามทดลองทางความคิดและเศรษฐศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดแห่งยุคสมัย