Binance เผชิญเงินไหลออกสุทธิ 4,700 ล้านดอลลาร์ หลังกลับมาเปิดถอนเงินจากเหตุแฮ็กครั้งประวัติศาสตร์มูลค่า 6,300 ล้านดอลลาร์ แต่คิดเป็นเพียง 3% ของสินทรัพย์บนแพลตฟอร์ม นักวิเคราะห์มองฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง ขณะที่ยอดฝากเริ่มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
Binance ศูนย์ซื้อขายคริปโทใหญ่ที่สุดในโลก มีเงินไหลออกสุทธิสะสม 4,700 ล้านดอลลาร์ หลังกลับมาเปิดให้ลูกค้าถอนสินทรัพย์เมื่อวันอาทิตย์ ภายหลังถูกแฮ็กสินทรัพย์มูลค่าประมาณ 6,300 ล้านดอลลาร์ โฆษก Binance ระบุว่า เงินไหลออกสุทธิคิดเป็นเพียง 3% ของสินทรัพย์ทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม ยอดถอนยังอยู่ในระดับที่บริษัทคาดการณ์ไว้ ขณะที่เงินฝากกลับเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การรับมือเหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างความประหลาดใจให้กับนักเทรดและผู้ดูแลสภาพคล่องในตลาด โดย Binance สามารถกลับมาเปิดถอนเงินได้เร็วกว่ากำหนด พร้อมนำกำไรของบริษัท เงินสำรองฉุกเฉิน และกองทุนประกันมาใช้รับผิดชอบความเสียหายของลูกค้า
Karl-Martin Ahrend ผู้ร่วมก่อตั้ง Areta บริษัทที่ปรึกษาด้านสินทรัพย์ดิจิทัล มองว่าความสามารถของ Binance ในการรับมือความเสียหายครั้งนี้น่าทึ่งอย่างมาก แม้การถอนเงินและปรับพอร์ตของนักลงทุนเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ แต่เขาไม่คาดว่าจะเกิดผลกระทบระยะยาว
โฆษก Binance เปิดเผยว่า ณ วันจันทร์ บริษัทมีสินทรัพย์อยู่ประมาณ 157,000 ล้านดอลลาร์ ตามการประเมินภายในซึ่งคำนึงถึงผลกระทบจากเหตุแฮ็ก การถอนเงิน และความผันผวนของราคาสินทรัพย์แล้ว ขณะที่ Yi He ซีอีโอร่วมของ Binance ระบุว่า ไม่ใช่ทุกธุรกรรมที่มีเงินไหลออกจะเป็นการถอนของลูกค้า เนื่องจากบริษัทมีการโอนสินทรัพย์ระหว่างกระเป๋าของตนเองด้วย
ด้าน Joshua Lim ผู้บริหารร่วมฝ่ายตลาดของ FalconX ประเมินว่า Binance อาจมีรายได้รวมต่อปีประมาณ 10,000–20,000 ล้านดอลลาร์ โดยอ้างอิงจากค่าธรรมเนียม ปริมาณซื้อขายที่เปิดเผย และคำให้สัมภาษณ์ของผู้บริหาร จึงมองว่าแม้เหตุแฮ็กจะกระทบชื่อเสียงของอุตสาหกรรม แต่ Binance ยังมีความแข็งแกร่งทางการเงินเพียงพอที่จะกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ อีกทั้งสถานะการเป็นแหล่งสภาพคล่องขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดยังทำให้คู่ค้าจำนวนมากจำเป็นต้องใช้บริการต่อไป
อย่างไรก็ตาม Julia Zhou ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Caladan บริษัทดูแลสภาพคล่องในตลาดคริปโท กล่าวว่า บททดสอบคงไม่ใช่แค่ดูว่าเงินไหลออกเท่าไหร่แต่ต้องดูด้วยว่าเงินฝากไหลกลับเข้ามาหรือไม่ โดยได้เปรียบเทียบกับกรณี Bybit ซึ่งถูกแฮ็กประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 และเผชิญการแห่ถอนเงินก่อนที่สถานการณ์จะกลับมาทรงตัว
ด้าน FBI ระบุว่ากลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ TraderTraitor อยู่เบื้องหลังการโจมตี Binance ขณะที่ความก้าวหน้าของเครื่องมือ AI อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ภัยไซเบอร์ซับซ้อนขึ้น แม้แต่ Hardware Wallet ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยก็ยังเผชิญเหตุโจมตี
โดยก่อนหน้านี้มีรายงานการสูญเสีย Bitcoin มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์จากกระเป๋าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Coinkite และความเสียหายอีกหลายล้านดอลลาร์จากการดัดแปลงอุปกรณ์ Ledger ลักษณะคล้ายกัน
Nick Smart ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรองของ Crystal Intelligence มองว่า ผู้ถือคริปโททั่วไปอาจเริ่มรู้สึกว่า ตัวเลือกในการเก็บรักษาสินทรัพย์มีข้อจำกัดมากขึ้น แต่ Binance ยังคงเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายที่มีบทบาทหลักในตลาด แม้ความเชื่อมั่นจะได้รับแรงกระทบก็ตาม
ที่มา : bloomberg.com