Bank of America มอง GENIUS Act จุดเปลี่ยนของวงการ Stablecoin สหรัฐฯ คาดหนุนซัพพลายเหรียญเติบโตสูงสุดถึง $75,000 ล้านในระยะสั้น มองธนาคารใหญ่อาจออก Stablecoin รูปแบบ “คอนซอร์เทียม”
Bank of America ระบุในรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ากฎหมาย GENIUS Act ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยปลดล็อกกฎเกณฑ์ของ Stablecoin ในสหรัฐฯ
โดยคาดว่าซัพพลายของ Stablecoin จะเพิ่มขึ้นอีก 2.5 – 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในระยะใกล้ โดยได้รับแรงหนุนจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการแข่งขันจากเงินฝากแบบโทเคนและกองทุนรวมตลาดเงิน
ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า นักวิเคราะห์ของ BofA คาดการณ์ว่าจะมีการรวมกิจการของ stablecoin และการนำคริปโทเคอร์เรนซีเหล่านี้และสินทรัพย์โทเคนอื่นๆ มาใช้ในวงกว้างมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากการประกาศใช้กฎหมาย CLARITY Act ที่วางกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนโดยแยกประเภทคริปโทฯ ว่าเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์” หรือ “หลักทรัพย์”
ปัจจุบัน กฎหมาย CLARITY Act ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และจะถูกพิจารณาโดยวุฒิสภาต่อไป
รายงานระบุว่า ธนาคารต่างๆ ดูเหมือนจะพร้อมที่จะออก stablecoin ของตนเองโดยทีมผู้บริหารมีแนวโน้มที่จะใช้รูปแบบที่นำโดย consortium โดย Brian Moynihan ซีอีโอของ BofA กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า BofA กำลังเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ตลาด stablecoin ด้วยตนเอง ธนาคารได้วางรากฐานไว้แล้วและคาดว่าจะดำเนินการเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
BofA ยังระบุว่า หาก Stablecoin เติบโตตามคาดความต้องการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นที่ใช้ค้ำประกัน Stablecoin ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจกระตุ้นให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องหันมาออกตั๋วเงินคลังระยะสั้นเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับดีมานด์ใหม่ที่เกิดจากระบบการเงินโทเคไนซ์
ที่มา: coindesk