Merkle Capital มองว่า ช่วงสิงหาคม–กันยายนเป็นจุดที่ต้องจับตา หากเฟดลดดอกเบี้ยได้ตามแผน และสงครามการค้าไม่ลุกลาม อาจเป็นปัจจัยบวกในช่วงครึ่งปีหลังนี้ได้ บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. จัดสัมมนาในหัวข้อ “FED คงดอกเบี้ยตลอดครึ่งปีแรก เมื่อไหร่ถึงคิวเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อ?” นายวรเมธ จันทร์เสน Investment Consultant ชี้ว่า แม้เฟดยังไม่ลดดอกเบี้ยในครึ่งปีแรก แต่เดือนกันยายนคือจุดเปลี่ยนที่ต้องจับตา เพราะเป็นช่วงที่เฟดมีโอกาสลดดอกเบี้ยครั้งแรก ซึ่งอาจส่งผลต่อสินทรัพย์ทั่วโลก ปัจจัยจากเฟด วรเมธ ระบุว่า เฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมล่าสุด พร้อมส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ (เดือนกันยายนและธันวาคม) แต่การลดดอกเบี้ยในรอบนี้เกิดขึ้น “ช้ากว่าที่คาด” เนื่องจากเฟดยังกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาจากปัจจัยด้านสงครามการค้าของทรัมป์ ทั้งนี้ จาก Dot Plot ล่าสุด พบว่า เฟดคาดว่าจะลดดอกเบี้ยแค่ 2–4 ครั้งจากนี้จนถึงปลายปี 2027 ซึ่งหมายความว่าโลกอาจกำลังเข้าสู่ “โซนดอกเบี้ยต่ำสุด” ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงมักเริ่มฟื้นตัว ปัจจัยจากสงคราม ด้านกรณีความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน นายวรเมธมองว่า ขณะนี้แรงกดดันต่อตลาดการลงทุนเริ่มลดลงแล้ว หากไม่มีประเทศที่สามเข้ามาแทรกแซง สถานการณ์ก็จะไม่ลุกลาม และจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง เช่น การปิดช่องแคบ Hormuz ก็อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่ง และทำให้เงินเฟ้อกลับมา และเฟดอาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ตามแผนที่วางไว้ ปัจจัยจากสงครามการค้า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของเฟด โดย วรเมธ ระบุว่า สัญญาณจากทั้งสองฝ่ายเริ่มผ่อนคลายลงชัดเจน แม้ฝั่งสหรัฐฯ จะยังคงประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าจากจีนสูงถึง 55% แต่จีนเองก็ไม่ได้ตอบโต้เต็มรูปแบบ และมีแนวโน้มใช้ “ดีลอื่น” เข้ามาคานน้ำหนักในทางปฏิบัติ จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งจะครบกำหนด 90 วัน ของการ “พัก” มาตรการภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ ใช้เป็นระยะเวลาผ่อนคลายกับประเทศอื่นๆ โดยหากสามารถขยายเวลานี้ออกไปได้ อาจจะเป็นการเปิดทางให้เฟดลดดอกเบี้ย และลดแรงกดดันจากฝั่งเงินเฟ้อได้ อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาล้มเหลว และสหรัฐฯ กลับมาเดินหน้าใช้มาตรการภาษีเต็มรูปแบบอีกครั้ง จะส่งผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ ทำให้แนวโน้มการลดดอกเบี้ยต้องชะลอลง จังหวะเปลี่ยนผ่านของตลาด จากทั้งสามปัจจัยอย่าง ดอกเบี้ยเฟด ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า วรเมธชี้ว่า ไตรมาส 3 คือช่วงที่น่าจับตามองที่สุด โดยเฉพาะเดือนสิงหาคม-กันยายนที่อาจกำหนดทิศทางนโยบายการเงินและตลาดการลงทุนตลอดครึ่งปีหลัง “ถ้าเฟดลดดอกเบี้ยได้ตามแผน และภาษีไม่กลับมากดดันเพิ่ม ก็อาจช่วยคลายแรงกดดันต่อตลาดได้” วรเมธ ระบุ นอกจากนี้ วรเมธยังชี้ว่า แนวโน้มที่บริษัทขนาดใหญ่เริ่มถือครอง Bitcoin อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้สะท้อนเพียงการเก็งกำไร แต่เป็นสัญญาณของความเชื่อมั่นระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มที่ออกหุ้นกู้หรือทยอยซื้อเพิ่มแม้ในช่วงที่ราคานิ่ง แสดงให้เห็นว่ามีมุมมองระยะยาวต่อสินทรัพย์นี้มากขึ้น “ถ้าบริษัทใหญ่ๆ ไม่อยากขาย Bitcoin เลย นั่นแปลว่าแรงขายจะน้อยลง และดีมานด์จะเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ” วรเมธ เสริม โดย วรเมธระบุว่า หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปจนเกิดการกระจายตัวในระดับสถาบันกว้างขึ้น ก็อาจกลายเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนเสถียรภาพของตลาด และทำให้ความผันผวนของราคา Bitcoin ลดลงในระยะยาวได้ |