ราคาหุ้นของบริษัท Tesla ดิ่งลง 14% เมื่อคืนที่ผ่านมา หลังอีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดวิวาทะกลางโซเชียลมีเดียสืบเนื่องจากร่างกฎหมายภาษีของทรัมป์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทหายไปประมาณ 150,000 ล้านดอลลาร์ ราคาหุ้น Tesla ลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. ปิดลดลง 47.35 จุด หรือ -14.26% ปิดที่ 284.70 ดอลลาร์ ก่อนจะพลิกสู่แดนบวกในการซื้อขายนอกเวลาทำการ โดย ณ เวลา 10.10 น. ตามเวลาไทย บวกขึ้นไปที่ 0.80% ทรัมป์กล่าวว่า ตนเองผิดหวังอย่างมากกับคำวิจารณ์ของซีอีโอ Tesla ต่อร่างกฎหมายลดภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของทรัมป์ ขณะที่มัสก์โต้กลับในหลายโพสต์บนโซเชียลมีเดีย โดยหนึ่งในนั้นระบุว่า “ถ้าไม่มีผม ทรัมป์จะแพ้เลือกตั้ง” ต่อมา ทรัมป์ขู่ว่าจะยกเลิกสัญญาและเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลางที่อนุมัติให้กับบริษัทต่าง ๆ ของมัสก์ และระบุว่า ตนเองได้ขอให้มัสก์ลาออกจากบทบาทในฝ่ายบริหารของรัฐบาล ขณะที่มัสก์ปฏิเสธว่า เป็นเรื่องโกหก โดยในช่วงท้ายของวัน มัสก์ยังเพิ่มอุณหภูมิความขัดแย้ง โดยประกาศว่า จะปลดประจำการยานอวกาศ SpaceX ที่ใช้ในภารกิจของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งการปะทะคารมระหว่างมหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งของโลกและผู้นำสหรัฐฯ บนโซเชียลมีเดีย ถือเป็นจุดแตกหักของการเป็นพันธมิตรทางการเมืองที่เคยชื่นมื่น ในช่วงเลือกตั้ง มัสก์เคยให้เงินสนับสนุนทรัมป์มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทรัมป์เองก็ได้แต่งตั้งมัสก์นั่งคุมกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล หรือ DOGE โดยมีหน้าที่ตัดลดงบประมาณรัฐบาลและปรับโครงสร้างระบบราชการ ก่อนที่มัสก์จะถอนตัวออกจากบทบาทดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ด้าน รอส เกอร์เบอร์ (Ross Gerber) ซีอีโอของ Gerber Kawasaki ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่งของ Tesla ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg TV โดยวิจารณ์การกระทำของมัสก์อย่างรุนแรง และกล่าวว่าอาจนำไปสู่การฟ้องร้องจากนักลงทุน และอาจทำให้มูลค่าของ SpaceX ลดลงครึ่งหนึ่ง 
หวั่น “ทรัมป์” ใช้อำนาจไล่บี้ธุรกิจ “มัสก์” ความขัดแย้งนี้ก่อให้เกิดความกังวลว่า ทรัมป์อาจใช้อำนาจของรัฐบาลเพื่อเล่นงานธุรกิจของมัสก์ เช่นเดียวกับที่โจมตีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสงเกตว่า รัฐบาลของทรัมป์จะดำเนินการเปลี่ยนแปลงนโยบายสำคัญที่มัสก์ต้องการหรือไม่ โดยเฉพาะนโยบายเกี่ยวกับรถยนต์ไร้คนขับ ที่มัสก์มองว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของ Tesla และมูลค่าตลาดของบริษัท ในขณะเดียวกัน นโยบายภาษีของทรัมป์และสมาชิกพรรครีพับลิกัน อาจทำให้ Tesla สูญเสียรายได้หลายพันล้านดอลลาร์ เนื่องจากบริษัทนี้เป็นธุรกิจหลักที่ใหญ่ที่สุดของมัสก์ ร่างกฎหมายภาษีขนาดใหญ่ของทรัมป์จะยุติการให้เครดิตภาษี วงเงินสูงสุด 7,500 ดอลลาร์ สำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla และแบรนด์อื่น ๆ ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมถึง 7 ปี โดย JPMorgan วิเคราะห์ว่า จะกระทบกับกำไรทั้งปีของ Tesla ประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่มัสก์ลาออกจากบทบาทที่ปรึกษาทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้เปิดฉากโจมตีร่างกฎหมายภาษีของทรัมป์ และเรียกว่า เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ และล็อบบี้สมาชิกพรรครีพับลิกัน รวมถึงการยื่นเรื่องโดยตรงถึงไมค์ จอห์นสัน (Mike Johnson) ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้คงเครดิตภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าไว้ ขณะที่กฎหมายอีกฉบับที่ผ่านวุฒิสภา ซึ่งยกเลิกมาตรการแบนห้ามจำหน่ายรถยนต์เครื่องยนต์เบนเซินในรัฐแคลิฟอร์เนีย อาจกระทบต่อยอดขายเครดิตคาร์บอนของเทสลาประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ ตามการประเมินของ JPMorgan ซึ่งหากพิจารณามาตรการเหล่านี้รวมกัน อาจส่งผลกระทบต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีของ Tesla ราวครึ่งหนึ่ง จากยอดคาดการณ์กว่า 6 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ ด้านแผนกพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ของ Tesla ได้ออกมาวิจารณ์ร่างกฎหมายของพรรครีพับลิกันว่า เป็นการทำลายนโยบายเครดิตภาษีพลังงานสะอาด โดยเตือนว่าการยุติมาตรการจูงใจอย่างกะทันหัน จะเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของสหรัฐฯ เอง ทั้งนี้ นโยบายด้านพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังถูกคุกคามในตอนนี้ มีการบังคับใช้ผ่านกฎหมาย Inflation Reduction Act ในสมัยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อสนับสนุนให้บริษัทต่าง ๆ สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ โดยให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติมสำหรับการผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ ที่มา Bloomberg |