The Future of Bitcoin : ทางเลือก หรือ ทางรอด ระบบการเงินโลก คู่มือทางรอดนักลงทุนต้องเตรียมตัวอย่างไร ? ในงาน Better Trade 2024 ปัญหาหลักของระบบการเงินโลกปัจจุบัน เราทำงาน แต่กลับมีสินทรัพย์น้อยลง มีความมั่นคงในชีวิตน้อยลง ถ้านึกย้อนไปสมัยรุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นปู่ รุ่นย่า คน 1 คนสามารถหาเงินเลี้ยงครอบครัวคนเดียวได้ แต่พอมาถึงยุคนี้ พ่อแม่ 2 คนต้องออกไปทำงานทั้งคู่ เลี้ยงลูกคนเดียวยังเกือบตาย บางทีแค่เลี้ยงหมายังจะไม่ไหว ต้องกลับมาตั้งคำถามว่า มันเกิดอะไรขึ้น? เราเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อจริง ๆ หรือ เราหาเงินไม่เก่งจริง ๆ หรือ เราทำงานไม่ได้เรื่องจริง ๆ หรือ ประชาชนและมนุษย์ชาติมันห่วยลงจริง ๆ หรือ ซึ่งไม่เถียงว่า บางครั้งเราต้องมองกลับมาแล้วพัฒนาตัวเอง แต่อีกมุมหนึ่ง คือ หรือมันมีปัจจัยอื่น? มีสิ่งอื่นที่กำลังทำอะไรบางอย่างอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว? คำตอบคือ เรากำลังโดนปล้น ประชาชนทุกคนบนโลกนี้กำลังโดนปล้น คำจำกัดความ คือการที่ของ ๆ เรา ทรัพย์สินของเรา ความมั่งคั่งของเรา ถูกหยิบออกไปจากตัวเรา ถูกทำให้หายไป หรือถูกทำให้ลดลง โดยที่เราไม่มีสิทธิยินยอม รับรู้ หรือทักท้วงใดๆ เหมือนกับการ ‘โดนลักหลับ’ นี่เป็นผลจากการผลิตอุปทานของเงินเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปี 1971 เราออกจากระบบมาตรฐานทองคำอย่างสมบูรณ์ หลังจากปี 1971 สหรัฐไม่มีการใช้ทองคำในการหนุนหลังค่าเงินอีกต่อไป ประเทศต่าง ๆ การดำเนินรอยตามสหรัฐ เงินเปลี่ยนสภาพจากสิ่งของที่ผลิตโดยสินทรัพย์ เงินเปลี่ยนสภาพจากตั๋วแลกทองคำ มันเปลี่ยนไปกลายเป็น ‘หนี้’ กลายเป็นสินทรัพย์ที่เป็นหนี้ หนี้ของธนาคาร หนี้ของธนาคารกลางที่มี หนี้ของรัฐบาลต่อธนาคารกลางที่มี แต่ในที่สุดแล้ว เงินสร้างขึ้นมาจากหนี้ ปัญหาของเงินที่สร้างจากหนี้ คือ หนี้คือสิ่งที่สินทรัพย์ที่อยู่ในอนาคต แต่เรากำลังตีค่าสินทรัพย์ในอนาคตเป็นมูลค่าในปัจจุบัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มันฟังเหมือนจะโอเคในเชิงบัญชี แต่เรากำลังเสพหน่วยของเงินเพิ่มขึ้น โดยที่เงินตรงนั้นมันยังไม่ได้มีอยู่จริงในวันนี้ มันเป็นมูลค่า มันเป็นผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เราเอามาใช้ในวันนี้ เรากู้ยืมตัวเองในอนาคตมาใช้ ผลของมันคืออะไร? ซัพพลายของเงินเพิ่มขึ้น ซัพพลายของเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น ซัพพลายของเงินประเทศต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับเงินบาท ตั้งแต่ปี 1990 ถึงปัจจุบันซัพพลายเงินบาทเพิ่มขึ้นไปแล้วกว่า 500% ซึ่งตรงกับความรู้สึกของเรา ข้าวของมันแพงขึ้น เงินที่เพิ่มขึ้นมันไม่ได้ทำให้เรารวยขึ้น เราต้องเข้าใจว่าเงินคืออะไร เงินไม่ใช่ความร่ำรวย เงินไม่ใช่ความมั่งคั่ง เงินคือตัวแทนของความมั่งคั่ง ในสังคมๆ หนึ่งมีความมั่งคั่งอยู่เท่าไหร่ การเพิ่มปริมาณเงิน ไม่ได้เป็นการเพิ่มความมั่งคั่งของสังคม มันแค่ทำให้หน่วยเงินในแต่ละหน่วยนั้น เป็นตัวแทนของความมั่นคั่งที่น้อยลงเท่านั้น ปัญหา คือ เรามีเงินอยู่ในมือของเรา เรามีเงินเก็บของปู่ ย่า ตา ยาย เรามีเงินเก็บของวงศ์ตระกูล เรามีเงินเก็บที่ได้จากการทำงาน เงินเก็บเหล่านั้นจะซื้อของได้น้อยลงเมื่อปริมาณของเงินเพิ่มขึ้น แปลว่าการผลิตเงินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะของรัฐบาลสหรัฐ ไม่ได้ต่างอะไรกับการ ‘ทำลาย’ และ ‘ปล้น’ ทรัพย์สินและเงินเก็บของเรา เราอยู่ในโลกที่เราทำงานเท่าไหร่ก็ตาม เรามีเงินเหลือเท่าไหร่ก็ตาม เราเก็บเงินนั้นไว้ สิ่งที่เกิดขึ้น คือ เงินของเราจะเสื่อมค่าทุกๆ ปี ไม่ต่ำกว่า 8-9% ต่อปี เราต้องทำงานมากขึ้น แม้หาเงินใหม่ได้มากขึ้น แต่อัตรารายได้ของประเทศไทยในปีเดียวกันเมื่อครู่ เติบโตเพียง 100% เท่านั้นเอง น้อยกว่าอุปทานเงิน 3-4 เท่า ตัวเลขเดียวกันทุกประเทศ ‘คนจนลง เงินที่หามามันเป็นสัดส่วนที่น้อยลงของความมั่งคั่ง เงินที่เก็บไว้ถูกทำลาย และเราก็ถูกบังคับว่า การเก็บออมมันไม่ให้ผลตอบแทน และไม่สามารถทำให้เราร่ำรวยได้ ไม่สามารถทำให้เราตั้งตัวได้ เราเลยต้องไปลงทุน’ บิตคอยน์มีศักยภาพแก้ไขปัญหาอย่างไร บิตคอยน์ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยตรง โดยออกแบบมาให้เป็นเงินที่ไม่สามารถถูกผลิตเพิ่มได้โดยผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่ง พอเงินเป็นตัวเลขในระบบบัญชีธนาคาร ต้นทุนการผลิตมันแทบไม่มี แต่เราไม่สามารถผลิตได้ (โดนข้อหาปลอมแปลงเงิน) คนธรรมดาพิมพ์เงินไม่ได้ แต่คนที่พิมพ์เงินในระบบ สามารถทำได้ ธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินได้ รัฐบาลสามารถพิมพ์เงินได้ แต่บิตคอยน์ เหมือนสินค้าอื่นๆ ที่เราเคยใช้เป็นเงินในอดีต ถ้าอยากได้เพิ่มต้อง ‘ผลิตโดยวิธีเดียวกับคนอื่น’ ไม่ว่าใครก็ตามจะผลิต ต้นทุนการผลิตเท่ากัน สำหรับบิตคอยน์ก็เช่นกัน ใช้การทำงาน ใช้การเชื่อมโยงกระบวนการประมวลผลเข้ากับพลังงานโดยตรง พลังงานเราเสกไม่ได้ แตกต่างจากตัวเลขในบัญชี เราเสกไม่ได้ เราต้องทำงาน จ้างคน ลงทุนไปแล้ว ลงทุนไปเลยด้วย เราต้องมีการทำงาน มีการกระจายรายได้จริงๆ เพื่อที่จะผลิตขึ้นมา กำไรไม่สูงมาก ยากที่จะผลิต สุดท้ายผลิตไม่ได้กำไรมากนัก ท้ายสุดก็ต้องมา ‘ค้าขาย’ สิ่งที่บิตคอยน์มีแล้วแตกต่างจากสิ่งอื่น คือ ปริมาณจำกัด 21 ล้านเหรียญ ทุกๆ 4 ปี หรือ 210,000 บล็อก ถูกเขียนโดยไม่กี่บรรทัด แต่ทำงานมา 16 ปีแล้ว และมันจะลดลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่สามารถผลิตได้อีก โลกของคนที่ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นแค่เรื่องเพ้อฝันของคนรุ่นปู่ รุ่นย่า หรือเปล่า ใครกู้หนี้ ชนะ เป็นประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเกิดมาได้ 50 ปีเท่านั้นเอง เราไม่ได้บอกว่า ระบบการเงิน การกู้ ไฟแนนซ์ มันไม่ดี แต่เรามีความหวังว่า ความเป็นจริงมันจะกลับมา ทองคำ คือสิ่งที่เป็นจริง การที่เราตัดขาดเงินของรัฐออกจากพื้นฐานความเป็นจริง ทำให้เราอยู่ในโลกความฝัน จะอุ้มธุรกิจอะไร อุ้มกลุ่มการเมืองไหน ก็ทำได้ ไม่ได้พูดถึงรัฐบาลไทย แต่ทั่วโลกเป็นแบบนี้ ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง รัฐบาลมีความสามารถเสกทุกอย่างให้เป็นจริง สถานะของบิตคอยน์ตอนนี้ในระดับโลก ตามหลักกฎหมาย บิตคอยน์ควรจะเป็นสกุลเงินๆ หนึ่งแล้ว เช่น เอลซัลวาดอร์ ที่ใช้บิตคอยน์เป็นสกุลเงินหนึ่ง ซึ่งเอลซัลวาดอร์เป็นประเทศสมาชิกของ IMF ซึ่งส่งผลให้บิตคอยน์ควรเป็นสกุลเงินแล้วตามกฎหมาย หลายประเทศมีการนำเรื่องเข้ารัฐสภาเพื่อให้บิตคอยน์เป็นสกุลเงินหนึ่งที่ผู้คนสามารถใช้ได้ หรือประเทศอย่างอาร์เจนตินา ที่ประกาศเสรีทางสกุลเงินไปเลย อีกประเทศที่น่าสนใจคือ ภูฏาน ที่ลงทุนในบิตคอยน์เงียบๆ มาหลายปี เรื่องมาแตกตอน FTX ล่ม ส่งผลให้เกิดการเปิดเผยว่า กองทุน ทุกวันนี้กลายเป็นประเทศที่ถือบิตคอยน์อันดับ 4 ของโลก ตอนนี้สะท้อนออกมากลายเป็นการลงทุนภาครัฐ ที่น่าสนใจที่สุดคือสหรัฐ ไม่น่าเชื่อว่าภายใน 2-3 ปีรัฐบาลสหรัฐจะมาคุยเรื่องบิตคอยน์เอง ในการเลือกตั้งรอบนี้ การเป็นศัตรูกับกลุ่ม Bitcoiner มีแต่จะเสียโหวต คิดใน Game Theory มันเป็นสิ่งที่ปลอดภัยในการทำ ‘เราจะพิทักษ์ในการเป็นเจ้าของบิตคอยน์ด้วยตัวเอง’ เป็นคำพูดของทรัมป์ ส่งผลให้ฝั่งตรงข้ามเริ่มปรับนโยบาย รัสเซียเองก็มีการออกไลเซนส์ให้เอกชนมาทำธุรกิจได้ จีนก็กลับมาผลิตบิตคอยน์เพิ่มขึ้น 20% จากการที่โดนแบน อิหร่านติดอันดับโลกขุดบิตคอยน์ จากเด็กๆ เล่นกัน กลายเป็นเรื่องใหญ่ประมาณหนึ่ง เป็นเรื่องที่ไม่พูดถึงมันไม่ได้แล้ว MicroStrategy บริษัทสะสมบิตคอยน์ บ้ามาก และอาจจะบ้าเกินไป MicroStrategy มีการประกาศกู้เงินเพื่อลงทุนบิตคอยน์ใหม่ วันละ 42 ล้านเหรียญเป็นเวลา 1,000 วัน จุดเริ่มต้นคือ CEO (ที่เริ่มจากการด่าบิตคอยน์มาก่อน เหมือนหลาย ๆ คน) พบว่า เขาเปลี่ยนบริษัทตัวเองเข้าสู่มาตรฐานบิตคอยน์ ใช้บิตคอยน์ในการเป็นทรัพย์สินทั้งหมด แต่ค่าใช้จ่ายแปลงเป็นดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมีกลยุทธ์ในการใช้จุดอ่อนของระบบเงิน fiat หาความร่ำรวยให้กับตัวเอง เอามาซื้อบิตคอยน์ เสกดอลลาร์เพิ่มขึ้น เพื่อมาซื้อบิตคอยน์ มีนโยบายการให้กู้ที่แยบยล แยบคายพอสมควร ส่งผลให้เขาสามารถระดมทุนเงินกู้ได้มากขึ้น ๆ อย่างไรก็ตาม นี่กลายเป็นความเสี่ยงของโลกบิตคอยน์ เทียบกับเอลซัลวาดอร์ซื้อเพียง 1 เหรียญต่อวันเท่านั้น บิตคอยน์ในคลังของเอลซัลวาดอร์ น่าจะน้อยกว่าบิตคอยน์ในกระเป๋ากางเกงของ CEO ของ Microstrategy ในมุมของ Bitcoiner การถือบิตคอยน์ที่เยอะขนาดนี้ อาจโน้มน้าว Bitcoiner ได้ กับความเชื่อของเขาที่ว่า บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ บิตคอยน์ไม่ใช่เงินที่ใช้จ่ายกัน แต่ความเสี่ยงนี้ก็ offset ด้วยบิตคอยน์เอง เนื่องจากการผลิต ผลิตในมือของใครก็ได้ที่เป็นเจ้าของอยู่ มันมีคนที่พร้อมยอมขายที่ราคานี้ เมื่อหมดก็ต้องไปไล่ราคาที่สูงขึ้น ทุกวันนี้ซื้อไปแสนกว่า แต่ก็ยังไม่เท่าสหรัฐที่ซื้อไป 2 แสนกว่าล้านเหรียญ มันต้องใช้เงินมากกว่านี้แบบทวีคูณ ทำให้การซื้อบิตคอยน์จนมีอำนาจแทรกแซงได้ ไม่สามารถทำได้ง่าย ในฐานะนักลงทุน ควรเตรียมตัวอย่างไร สิ่งสำคัญคือการที่จะต้องเข้าใจระบบการเงินปัจจุบัน มันไม่ใช่โอกาสรวย แต่เป็น ‘โอกาสรอด’ เหมือนเรือไททานิค บิตคอยน์เหมือนเรือชูชีพลำเล็ก ๆ (ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ) คนที่รู้แล้ว จะค่อย ๆ หนีขึ้นเรือชูชีพกัน เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เรายังใช้เงิน fiat แม้แต่ร้านที่รับบิตคอยน์ก็ยังต้องแลกมาเป็นเงิน fiat เพื่อซื้อขายของ แต่การทำความเข้าใจ จะช่วยปลดแอกเรา ทำให้เราเริ่มเก็บเงินให้ถูกที่ เริ่มออมเงินให้ถูกที่ ทรัพย์สินที่รัฐบาลผลิตเพิ่มไม่ได้ คือทรัพย์สินที่ควรเก็บออม เช่น ที่ดิน (แต่เอาเข้าจริงก็ผลิตเพิ่มได้) ทองคำ (แต่มีสัญญา Long ทองคำที่น่าจะส่งมอบไม่ได้ทั้งหมดถ้าต้องส่งมอบจริงๆ) และตอนนี้เราก็มีบิตคอยน์ ที่มีจำนวนจำกัด ‘เราอาจจะยังไม่ต้องกระโดดเข้ามา แต่เรานิ่งนอนใจไม่ได้ว่าปัญหาของมันคืออะไร เราต้องรู้ว่าปริมาณของเงินมันเพิ่มขึ้น แต่ความมั่งคั่งมันไม่ได้เพิ่มขึ้น มันคือการที่เงินของเราถูกขโมยไปตลอดเวลา มันคือการที่เราทำงานและเรามีเงินเก็บ แต่เงินเก็บของเรามันระเหยได้ กลายเป็นว่า เราต้องทำงานซ้ำซ้อนด้วยการไปลงทุน รับความเสี่ยงอีก ทั้งๆ ที่ไม่ควรจำเป็นต้องรับ’ บิตคอยน์ในอีก 10 ปีหลังจากนี้ บิตคอยน์จะไปอยู่ที่ไหน ต้องมองว่า ดอลลาร์จะไปอยู่ที่ไหน ทุกอย่างที่วัดราคาเป็นหน่วยเงินดอลลาร์ หรือผลิตได้ไม่เท่าดอลลาร์ ควรจะมีราคาสูงขึ้น แต่สูงขึ้นเท่าไหร่ ในอีก 10 ปีข้างหน้า บิตคอยน์ก็คงจะยังไม่ขึ้นมาเป็นสกุลเงิน หรือยังไม่กินตลาดโลก แต่อาจจะปรับขึ้นมาเป็น 5-10% ของตลาดการเงินโลก ในส่วนของราคา มูลค่าในระยะยาว เมื่อถูกออกแบบมาเป็นเงิน เมื่อสามารถบรรลุเป้าหมายหลักในการเป็นสกุลเงินหลักของมนุษยชาติได้ ก็ควรหารด้วย 21 ล้าน (ไม่ควรต้องไปเทียบกับเงินดอลลาร์) ซึ่งกว่าจะถึงจุดนั้นก็คงต้องไปสุดทาง แต่เอาความจริงมูลค่าของบิตคอยน์น่าจะแบ่งสัดส่วนจากมูลค่าของตลาดเงิน ส่วนปีนี้จะ All Time High อีกหรือไม่นั้น อย่าลืมว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อหนักมาก 15-20% ต่อปีด้วยซ้ำในหลายประเทศ ลองมาคำนวณ ช่วงเดือน มี.ค.ที่ขึ้นไป 72,000-73,000 เหรียญ เทียบตอนนี้ยังอยู่ 60,000 ต้นๆ ยังไม่แตะ ATH ถ้าจะ ATH ต้องแตะ 80,000 เหรียญ อย่างไรก็ตาม ไซเคิลมันเริ่มปีหน้า ไม่ใช่ปีนี้ แต่จังหวะการลงทุนที่ดีที่สุดคือตอน bottom ซึ่งผ่านไปแล้ว สุดท้ายหลายคนอาจจะมองว่า บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่น่าสนใจ ตนก็เคยมองมันแบบนั้น แต่ยิ่งศึกษา ยิ่งเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเชิงปรัชญา ในเชิงเศรษศาสตร์ ในเชิงของ Computer Programming เราต้องมีความเข้าใจบิตคอยน์อย่างถ่องแท้ ใครก็ตามควรศึกษา แต่บอกเลยว่า อาจจะต้องใช้เวลานาน เพราะมันต้องเปลี่ยนความคิดอะไรเราหลายอย่าง สิ่งสำคัญคือ มันชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงของโลก ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด ความเป็นจริงที่เราท่องจำกันมาจากมหาวิทยาลัย คำว่า เงินวันนี้มีค่ามากกว่าวันพรุ่งนี้ การที่เงินต้องเสื่อมค่าลงตลอดเวลา ความเป็นจริงที่เราถือว่าเป็นสัจธรรมเหล่านี้ มันอาจจะไม่ใช่สัจธรรม อาจจะเป็นเพียงแค่บางสิ่งบางอย่างที่ ‘เขา’ ใช้มาควบคุมเรา ‘การศึกษาบิตคอยน์ที่แท้จริงคือการศึกษาระบบการเงิน และการตั้งคำถามกับวิชาการที่มีอยู่ในตำราทั้งหลาย ไม่ได้แปลว่าเขาโกหก แต่มุมมองที่แตกต่างจะช่วยให้เราเห็นโลกได้ชัดขึ้น และตรงนั้นที่จะให้ประโยชน์ ในที่สุดจะซื้อทันหรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าไม่เห็นตรงนี้ ซื้อไปก็เป็นเหยื่อของระบบนี้อยู่ดี ดังนั้น เวลามีค่า ศึกษาบิตคอยน์’ [BetterTrade 2024] Session: The Future of Bitcoin : ทางเลือกหรือทางรอดระบบการเงินโลก? คุณพิริยะ สัมพันธารักษ์ (Managing Director CDC ChalokeDotCom) |