คณิตศาสตร์ สำหรับบางคนอาจเป็นแค่ตัวเลขในห้องเรียน แต่สำหรับ ดร.เอ็ม มันคือ‘ภาษาของชีวิต’ ที่ช่วยให้เขาหลุดพ้นจากวังวนของชีวิตที่เหมือนถูกตั้งโปรแกรมไว้แล้ว สู่ชีวิตที่มีความหมายในแบบของตัวเอง หลายคนคงจะมีคำถามว่า “เราลงทุนไปเพื่ออะไร?” แล้วทำไมเราถึงต้องลงทุน? เพราะถ้าคำตอบคือแค่ “รวยขึ้น” คำถามต่อไปก็คือ “แล้วไงต่อ?” สำหรับบางคน การลงทุนอาจเป็นเป้าหมาย แต่สำหรับบางคนมันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราหลุดพ้นจากวงจรการทำงานที่เราไม่ได้รัก และเปลี่ยนชีวิตให้กลับมาอยู่ในมือของเราอีกครั้ง… บทสนทนากับ ผศ.ดร. อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน หรือที่วงการคริปโทฯ เรียกขานกันว่า “ดร.เอ็ม” ผู้ร่วมก่อตั้ง ForwardX อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์และเจ้าของเพจ “ติดเล่า เรื่องลงทุน” คือหนึ่งในตัวอย่างของเรื่องราวนี้ ***โตมากับวิกฤต... และบทเรียนว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน ช่วงปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้งคือ บทเรียนแรกของชีวิต ดร.เอ็ม ครอบครัวของเขาในตอนนั้นมีฐานะปานกลาง ไม่ได้รวยล้นฟ้า แต่ก็ไม่ได้ลำบาก อยากได้อะไรก็มักจะได้ พ่อทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง แม่เป็นแม่บ้าน และในตอนนั้น… ไม่เคยต้องกังวลเรื่องเงิน ดร.เอ็ม เล่าว่า พ่อของเขามักจะเอางินใส่บัญชีออมให้เป็นประจำ “พ่อจะเอาเงินใส่บัญชีให้ แล้วก็ใส่เงินไปเรื่อยๆ” แต่โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน และในปีเดียวกันนั้น… ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ธุรกิจของพ่อได้รับผลกระทบจากวิกฤตต้มยำกุ้งเต็มแรงเหมือนกับพายุที่โถมเข้าใส่ สุดท้าย… เงินเก็บในสมุดบัญชีนั้นก็ถูกถอนออกมา เพื่อมานำมาใช้จ่ายในค่าใช้จ่ายที่จำเป็น “ตอนเด็ก ๆ เราไม่เข้าใจหรอกว่าเงินหายไปไหน แค่รู้ว่าของที่เคยได้หายไป มันไม่มีแล้ว…” เขาจำได้ถึงความรู้สึกที่ตัวเองร้องไห้ โดยไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น แค่รู้สึกสับสนเหมือนเด็กที่เคยได้ขนมมาตลอด แต่จู่ ๆ วันหนึ่งก็ไม่มีให้แล้ว... ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไม
แม้หลังจากนั้น ธุรกิจของพ่อจะค่อย ๆ ฟื้น แต่พ่อของเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล “ชีวิตพ่อเปลี่ยนไปแบบเยอะมาก ทุกวันนี้คือเขาผ่านวิกฤตมาแล้ว เสื้อผ้าก็ไม่ซื้อ นาฬิกา รถ อะไรเขาก็ใช้ของเก่าหมด” พ่อไม่ซื้อของที่อยากได้ ไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน แต่เพราะผ่านวิกฤตมา แล้วมันก็ทำให้ได้รู้ว่า “ไม่มีอะไรที่แน่นอน” วันนี้มี พรุ่งนี้อาจหมดก็ได้ ในขณะเดียวกัน พ่อก็ยัง “ซื้อให้ลูก” เสมอ แม้ตัวเองจะไม่เคยซื้ออะไรให้ตัวเองเลย และนั่นแหละ… คือจุดเปลี่ยนในใจของเด็กคนหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขา “คิดได้เอง” “เรารู้สึกว่าเงินของเขา มันคือเงินของเขาอะ เราอยากแบ่งเงินระหว่างเงินเขากับเงินเรา เราอยากได้อะไรเราควรจะทำงานหา ไม่ใช่ไปขอเขา เพราะว่าเขาก็ทำงาน เขายังไม่ใช้เลย ทำไมเราไม่หาเองละ มือเราก็มี” ***คณิตศาสตร์: ไม่ใช่แค่สูตร แต่คือเครื่องมือเข้าใจโลกและวางแผนชีวิต ตอนเด็ก ๆ ดร.เอ็ม ไม่ใช่เด็กที่ชอบท่องจำ เขาเบื่อวิชาที่ต้องจำเยอะ ๆ อย่างภาษาอังกฤษหรือเคมี เพราะรู้สึกว่า “จำไปก็ไม่ได้ใช้” แต่คณิตศาสตร์กลับเป็นสิ่งที่เขารู้สึกเชื่อมโยงได้ เพราะมันไม่ต้องจำอะไรมาก ขอแค่ “เข้าใจ” แล้วใช้ความเข้าใจนั้นไปต่อยอดได้เรื่อย ๆ “คณิตมันไม่ใช่วิชาที่ต้องจำ แต่มันคือวิชาที่ต้องเข้าใจ ถ้ารู้กติกา เราก็เล่นเกมมันได้” คณิตศาสตร์สำหรับดร.เอ็ม กลายเป็นมากกว่าวิชาเรียน มันกลายเป็นระบบคิดที่ฝังแน่นในชีวิตประจำวันของเขา ตั้งแต่การแก้ปัญหา การคิดอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการมองโลกผ่านเหตุผลและความน่าจะเป็น เขาบอกว่า คณิตศาสตร์คือ “ภาษาสากลของการวางแผน” และมันช่วยให้เขาสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงของข้อมูลต่างๆ รวมถึงเข้าใจในบริบทกว้างๆ ได้ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่โลกของการลงทุน ความเข้าใจเรื่องตัวเลขและตรรกะเหล่านี้ก็ยิ่งมีค่า เพราะในขณะที่หลายคนอาจตัดสินใจด้วยอารมณ์ เขากลับใช้คณิตศาสตร์เป็นกรอบคิดในการประเมินความเสี่ยง วางแผนระยะยาว และมองหาโอกาสที่ “เป็นไปได้จริง” “คณิตไม่ได้ทำให้เรารวยเร็ว แต่มันทำให้เราตัดสินใจแบบไม่หลงทาง และไม่พลาดแบบเดิมซ้ำๆ” ***ภาษาอังกฤษ: วิชาที่เคยไม่ชอบ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกจริง “ตอนจบ ม.6 ภาษาอังกฤษผมได้เกรด 1.5... ผมไม่รู้จักคำว่า Think ด้วยซ้ำ” ดร.เอ็มเล่าว่า เขาเป็นเด็กที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นแค่ “วิชาที่ต้องจำ” โดยในตอนนั้นไม่มีใครอธิบายให้เข้าใจว่าทำไมเราต้องเรียนมัน
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาได้ไปสิงคโปร์กับมหาวิทยาลัย... และประสบการณ์ที่นั่นก็เปลี่ยนความคิดเขาไปตลอดกาล “ตอนนั้นมหาวิทยาลัยไม่ได้พาเดินเป็นหมู่คณะ เราต้องไปเอง ไปกินข้าว สั่งอะไรไม่ถูกเลย ถามอะไรก็ตอบ Yes หมด เวลาจ่ายก็แบบกางเงินเลย ยื่นให้เขา เขาหยิบเอาเท่าไหร่ก็เท่านั้น ผมรู้สึกว่า เราเหมือนคนใบ้เลย คุยอะไรกับใครไม่รู้เรื่องเลย" แต่แทนที่จะรู้สึกถอดใจ เขาเลือกที่จะเรียนรู้จากความพลาดนั้น “มันทำให้ผมเข้าใจเลยว่า เวลาเราอยากให้ใครเก่งอะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การสอนเขา... แต่คือทำให้เขา ‘อยากเก่ง’ ต่างหาก” การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้พาเขาไปเพื่อให้เก่งขึ้น "แต่เขาพาผมไปเพื่อให้เรารู้ว่าเราไม่เก่ง แล้วพอเราอยากเก่ง เดี๋ยวเราก็อยากทำเอง" จากคนที่เคยเกลียดภาษาอังกฤษ เขาเริ่มหาวิธีที่เข้ากับตัวเอง "ผมเป็นคนชอบฟังข่าว เลยตัดสินใจฟังข่าวทุกวัน วันหนึ่งต้องมี 2 ชั่วโมงฟังข่าว" “ผมเริ่มฟัง BBC News ฟังไปเรื่อยๆ ฟังตอนขับรถ ฟังตอนอาบน้ำ หูฟังติดหูไว้ตลอด ไม่รู้เรื่องก็ฟังไปก่อน ฟังอยู่ประมาณ 2 ปีจนมันได้เอง” เขาฟังซ้ำไปเรื่อยๆ คำแรกๆ ที่จับได้มีแค่ “I”, “is”, “you” แต่เขาก็ไม่หยุด "พอเราฟังเสร็จ เราจับคำนี้ได้ เราก็ลอง Google ดู พิมพ์ไม่ถูกด้วยนะ ไม่รู้มันสะกดยังไง แต่พอพิมพ์ไป อ๋อ คำนี้มันแปลว่าอันนี้"
"สักพักหนึ่ง คำนี้มันโผล่กลับมาอีก แล้วจำไม่ได้อีก ก็ Google ใหม่ ผม Google คำหนึ่งซ้ำ 4-5 รอบ จนแบบ อ๋อ คำนี้จำได้" พอถึงปี 4 เขาสอบ IELTS ได้ 7.0 และมีโอกาสได้ไปเรียนต่อต่างประเทศแต่ทว่าพอเขาไปแล้วกลับรู้สึกว่า ภาษาอังกฤษไม่ได้พัฒนามากขึ้นจากเดิมากนัก “พอไปอังกฤษแล้ว รู้สึกว่าภาษาอังกฤษไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นไม่มีแรงจูงใจแล้ว เราแค่อยากใช้ภาษาได้ ไม่ได้อยากเก่งขึ้นไปกว่านี้แล้ว” ดร.เอ็มเล่าว่า “ช่วงที่ภาษาอังกฤษดีที่สุดในชีวิต คือช่วงปี 2–4 ที่มี motivation จริงๆ อยากเก่งแบบหัวปักหัวปำ” “ถ้าอยากเก่งภาษา มันต้องอยากจริงๆ ไม่ใช่แค่อยากแบบคนอยากผอม เพราะทุกคนอยากผอม... แต่ไม่ออกกำลังกาย ภาษาอังกฤษก็เหมือนกัน ถ้าอยากเก่ง มันต้องทำทุกวัน ลองเริ่มจากสิ่งที่เข้ากับชีวิตเราได้” ถ้าไม่มีวิชาคณิตศาสตร์ เขาคงเป็น “โปรดิวเซอร์” ที่อยากสร้างความเข้าใจให้คน เมื่อถามว่า ถ้าไม่ได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์ อยากจะเป็นอะไร? ดร.เอ็ม ตอบว่า “อยากเป็นโปรดิวเซอร์” ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง "อยากทำสื่อที่เราไม่ได้อยู่เบื้องหน้า แต่เป็นสื่อที่เราทำอยู่เบื้องหลังอย่างเดียว" จากประสบการณ์การทำเพจมาหลายปี เขาบอกว่าเริ่ม “จับทางได้” ว่าคนชอบอะไร แชร์อะไร และเนื้อหาแบบไหนที่เข้าถึงใจคนได้จริง "พอทำเพจมาสักพัก เรารู้สึกว่าเราเห็นอะไรบางอย่างในสูตรสำเร็จของการทำสื่อ เราเริ่มรู้ว่าแบบเนี้ยยอดมาแน่ แบบเนี้ยยอดไม่มา เราเริ่มเข้าใจว่าคนเขาชอบอะไร" และนั่นเองที่กลายเป็นพื้นฐานของเพจ “ติดเล่า เรื่องลงทุน” เพจที่ไม่ได้เน้นศัพท์หรูหรือทฤษฎีซับซ้อน แต่เน้นการเล่าเรื่องเศรษฐกิจ การลงทุน และเรื่องการเงิน… ด้วยภาษาที่ “คนธรรมดาเข้าใจได้” “สำหรับผม การทำสื่อ คือการออกแบบความเข้าใจให้คน” ***เพจ “ติดเล่า เรื่องลงทุน” เพจนี้เริ่มต้นขึ้นจากตอนแรกที่ทีมมาร์เก็ตติ้งของ Forward X อยากจะให้ดร.เอ็ม สร้างตัวตนขึ้นมาในโลกออนไลน์เพื่อให้มีคนรู้จักมากขึ้น และตั้งชื่อเพจว่า “Em Udomsak” แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็ไม่ได้ทำต่อ จนวันหนึ่ง มีน้องๆ มาถามเรื่องการเงินเหมือนเคย คำถามที่เคยตอบกันเป็นเรื่องปกติ เขาจึงเริ่มคิดว่า “ไหน ๆ เราก็ตอบไปแล้ว ลองเอาคำตอบมาโพสต์ไว้ในเพจที่เรามีอยู่ จะได้เป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย”
เขาจึงเปลี่ยนชื่อเพจใหม่ให้ชัดเจนขึ้นว่า “ติดเล่า เรื่องลงทุน” เล่าเรื่องลงทุนในแบบที่คนฟังแล้ว “เข้าใจ” “เพจมันควรมี DNA ที่ชัด ถ้ามันชื่อว่าติดเล่าเรื่องลงทุน ก็ต้องเล่าเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เล่าเรื่องการเงินให้คนเข้าใจได้จริงๆ” จุดเริ่มต้นของเพจจึงไม่ใช่เพื่อสร้างชื่อเสียง แต่เป็นการแบ่งปันความรู้ "เราไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เราดังขึ้นมา เราแค่อยากเล่า" ***จุดเริ่มต้นของอิสรภาพ: จากสอนพิเศษหลักร้อย สู่เงินก้อนแรกเพื่อลงทุน ดร.เอ็มเริ่มสอนพิเศษตั้งแต่ ม.6 ชั่วโมงละ 100 บาท และก็สอนมาเรื่อยๆ จนมหาวิทยาลัยจากชั่วโมงละร้อยบาท ก็เพิ่มขึ้นมาเป็นชั่วโมงละ 600-700 บาท ทำให้รายได้เริ่มเยอะ ก็เลยเก็บเงินเดือนละ 10,000 บาท ในบัญชีเงินฝากประจำแบบปลอดภาษี "จำได้สอนครั้งแรกได้ชั่วโมงละหนึ่งร้อยบาท ตอนนั้นชั่วโมงละร้อยเราก็แฮปปี้แล้วนะ" แต่หลังจากนั้น เขาก็เริ่มรู้สึกว่าการเก็บเงินแบบนี้อย่างเดียว มันไม่พอ เลยก็ต้องลงทุน “ถ้าเราเก็บเงินเดือนละ 20,000 บาท เก็บ 40 ปี เรามี 9 ล้าน แต่ถ้าเราลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 5% ต่อปี เราได้ 30 ล้านถ้าได้ 8% ก็กลายเป็น 70 ล้าน และถ้าได้ถึง 10% จะกลายเป็น 100 ล้าน” สิ่งที่ดร.เอ็มต้องการไม่ใช่การลงทุนเพื่อให้รวย แต่เป็นอิสรภาพในการเลือกใช้ชีวิต "คนเราถ้ามันยังขวนขวายกับการหาตังค์อยู่ มันออกไปหาความหมายของชีวิตไม่ได้นะ มันต้องแก้ปัญหาตรงนี้ก่อน" สำหรับเขา การลงทุนคือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้หลุดจากการต้องทำงานเพื่อเงิน และเปลี่ยนไปทำสิ่งที่มีความหมายกับชีวิตมากกว่า ***หลุดจากลูปงานด้วยการลงทุน สำหรับ ดร.เอ็ม การลงทุนไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย และไม่ใช่เรื่องของการลงทุนเพื่อรวย แต่มันคือ “เครื่องมือ” ที่ใช้พาตัวเองหลุดจากวงจรที่เขาเรียกว่า “ลูปชีวิต” “ถ้าเราทำงานไปเรื่อย ๆ เก็บเงิน เก็บเงิน ทำงาน เก็บเงิน แล้วยังไงต่อ?” เขามองว่า หลายคนติดอยู่ในรูปแบบชีวิตที่เหมือนตั้งโปรแกรมไว้แล้ว ตื่นเช้า ออกไปทำงาน กลับบ้าน เหนื่อย แล้วก็วนลูปเดิมในวันถัดไป โดยที่ไม่เคยได้ถามตัวเองว่า “ทำไปเพื่ออะไร?” “เราไม่ได้เกิดมาเพื่อหาตังค์อย่างเดียว เราน่าจะเกิดมาเพื่อทำอะไรบางอย่างที่มีความหมายกับตัวเราเอง เพื่อทิ้งบางสิ่งไว้ให้กับโลก” สำหรับเขา… การสอนหนังสือ และการเล่าเรื่องผ่านเพจ “ติดเล่า เรื่องลงทุน” คือรูปแบบหนึ่งของการ “ทำประโยชน์” ให้กับสังคม “การสอนมันง่าย เพราะเราไม่ต้องพึ่งใคร เราแค่แบ่งปันสิ่งที่รู้ ถ้ามีคนได้ประโยชน์ เค้าก็เอาไปต่อยอดชีวิตของเขาได้” แต่ก่อนที่จะมีแรงช่วยโลก หรือทำสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น เขาเชื่อว่า... ต้อง “เอาตัวเองให้รอดก่อน” ทั้งในแง่ของการเงิน การงาน และความมั่นคงในชีวิต เป้าหมายของการลงทุนสำหรับเขาจึงไม่ใช่ตัวเลขระดับพันล้านหมื่นล้าน แต่คือชีวิตที่ไม่ต้องดิ้นรน คือบ้านอุ่นๆ ที่มีครอบครัว มีหมา มีแมว และมีบางอย่างให้ใจได้รู้สึกว่า “เราทำประโยชน์ไว้ให้โลกแล้ว” "คนเราถ้ามันยังขวนขวายกับการหาตังค์อยู่ มันออกไปหาความหมายของชีวิตไม่ได้นะ มันต้องแก้ปัญหาตรงนี้ก่อน เพื่อให้เราสามารถหลุดออกไป แล้วต่อไปเราออกจากลูปแล้วก็ช่วยสังคมอย่างเดียวก็ได้" และนั่นคือเหตุผลว่า...ทำไมต้องลงทุน ไม่ใช่เพราะอยากรวย ไม่ใช่เพราะอยากชนะเกมการเงิน แต่เพราะเขาเชื่อว่า เราทุกคนควรได้มีโอกาส “หาความหมายของชีวิตตัวเอง” โดยไม่ถูกพันธนาการด้วยเรื่องเงิน ***แล้วถ้าอยากเก่งแบบเขาล่ะ? เมื่อเข้าใจแล้วว่า “การลงทุน” ไม่ได้มีไว้เพื่อรวย แต่มีไว้เพื่อ “ปลดล็อกชีวิต” และบางคนอาจจะเชื่อว่า เห้ย.. ทำไมดร.เอ็ม เก่งจังเลย แล้วถ้าอยากเก่งแบบ ดร.เอ็ม ต้องเริ่มยังไง? เขาถามกลับสั้นๆ “รู้ได้ยังไงว่าพี่เก่ง?” “ขั้นแรกเลยนะ อย่าเพิ่งไปมองใครแล้วคิดว่าเขาเก่ง อย่าเพิ่งเชื่อว่าใครเก่งจากที่เห็นบนโซเชียล เพราะมันคือสิ่งที่เขา ‘อยากให้เราเห็น’ ทั้งนั้น” เขาพูดให้คนรุ่นใหม่ระวัง “มายาคติของความสำเร็จ” ที่เห็นในโลกออนไลน์ “ไม่ต้องเก่งเหมือนพี่ เพราะพี่อาจจะไม่ได้เก่งก็ได้… คนอื่นอาจจะเขียนให้พี่ก็ได้ ใครจะรู้?” แต่ถ้าถามจริงๆ ว่าอยากเริ่มยังไง เขามีคำแนะนำเดียว “เรียนรู้” และไม่ใช่แค่เรียนรู้ธรรมดา แต่คือเรียนรู้แบบมีความมุ่งมั่นอย่างใจจริง “วันแรกที่พี่เข้าไปทำงานในวงการคริปโท พี่ไม่รู้อะไรเลย เขาชวนพี่เป็นที่ปรึกษา พี่ก็แบบ… งงเลย” แต่แทนที่จะถอย เขาก็เลือกจะลุย “พี่ใช้เวลาแทบจะทั้งวันที่ไม่ใช่นอน ศึกษาอย่างหนัก ตื่นเช้ามาก็เปิดคลิปเกี่ยวกับบล็อกเชนฟังตอนกินข้าว ตอนอาบน้ำ พี่ก็เอาโทรศัพท์วางไว้แล้วเปิดคลิปฟังต่อเลย” และใช่… มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย “เส้นทางมันยาก มันไม่ได้โรยกลีบกุหลาบ แต่สุดท้าย ถ้าอยากเก่งจริง เราก็ต้องลงมือทำอยู่ดี” ***เรียนแบบ Hardcore: วิธีศึกษาคริปโทของ ดร.เอ็ม จากศูนย์สู่ผู้เชี่ยวชาญ ตอนที่ ดร.เอ็ม เริ่มต้นเป็นที่ปรึกษาให้กับ ForwardX เขายอมรับตรง ๆ ว่า… แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคริปโทเลย “เขาชวนผมเป็นที่ปรึกษา ผมก็ตอบปากรับ แต่จริง ๆ ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย” แต่เขาเลือกที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้ เขาเลือกจะ “ลุยให้สุด” ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่ไม่มีวันว่าง ใช้เวลาแทบทั้งวันทุกวัน ยกเว้นเวลานอน เพื่อเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับบล็อกเชนและคริปโท “ตื่นเช้ามาปุ๊ป ผมเปิดวิดีโอเกี่ยวกับบล็อกเชนเลย ตอนกินข้าวก็ดู ตอนอาบน้ำผมก็วางโทรศัพท์ไว้แล้วอาบน้ำไปฟังไป นั่งรถก็เปิดฟังตลอด” เขาไม่ได้หยุดแค่การดูหรือฟัง แต่ยังลงลึกถึงการวิเคราะห์และอ่านอย่างจริงจัง “ตอนพักผมจะปริ้นท์บทความเกี่ยวกับคริปโท เอาไปอ่านตอนกินข้าว เพราะการอ่าน มันวิเคราะห์ได้ลึกกว่าการฟัง” และสิ่งที่ทำให้วิธีการเรียนรู้ของเขาไม่เหมือนใคร คือการ ‘ขุดไปถึงแก่น’ เขาเล่าว่า “ผมไม่เข้าใจว่าบล็อกเชนมันต่อกันยังไง ผมไปเปิดดูเรื่อง Hash ว่ามันทำงานยังไง ถ้ามีข้อมูลตัวหนึ่ง มันจะ Hash ไปตัวต่อไปได้ยังไง มันเริ่มจากตรงไหน” ในระยะเวลา 6 ปี ดร.เอ็ม ใช้ชีวิตแบบ “โหลดข้อมูลเข้าหัวทุกวัน” ทั้งเรียนในระบบและนอกระบบ ทั้งดู ฟัง อ่าน และลงมือทำ “ผู้เชี่ยวชาญมันไม่ได้มาง่าย ๆ ผมอยู่กับมันทุกวันมา 6 ปี ตั้งแต่เรียนโท เรียนเอก จนถึงทุกวันนี้ ผมถึงกล้าพูดว่า ตอนนี้เขียนโพสต์โดยไม่ต้องเปิด Google แล้ว เพราะเขียนเฉพาะเรื่องที่รู้จริง” ***ไม่ใช่แค่เงิน... แต่เพื่อให้ชีวิตมีความหมาย สุดท้ายแล้ว จุดหมายของการลงทุนอาจไม่ใช่แค่ผลตอบแทนเป็นตัวเลข แต่คือ “อิสรภาพ” ที่จะเลือกใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ในโลกที่หลายคนยังต้องวนอยู่ในลูปของการทำงานเพื่อความอยู่รอด การมีอิสรภาพทางการเงิน ไม่ได้มีไว้เพื่อหนีงาน ไม่ได้มีไว้เพื่อชีวิตหรูหรา แต่มีไว้เพื่อ “เลือก” เลือกเส้นทางชีวิต เลือกคุณค่าที่จะใส่ลงไปในทุกวัน และที่สำคัญที่สุด… เลือกที่จะ “ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย” ดร.เอ็ม มีคำถามหนึ่งที่เขาใช้ถามตัวเองเป็นประจำ คำถามที่ดูเหมือนง่าย แต่แรงพอจะเปลี่ยนทิศทางชีวิตของใครหลายคน “ถ้าอีก 6 เดือนเราจะตาย เรายังจะลุกออกมาแล้วมาทำงาน มาทำสิ่งตอนนี้อีกไหม?” เขาบอกว่า ถ้าคำตอบคือ "ใช่" แปลว่าเรากำลังใช้ชีวิตอย่างมี meaning แล้ว แต่ถ้าคำตอบคือ "ไม่" ก็อาจแปลว่าเรากำลังหลงทางอยู่ในลูป “ผมไม่อยากให้คนใช้ชีวิตแบบ ตื่นเช้า–ทำงาน–กลับบ้าน–นอน แล้ววนลูปไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่เคยได้ถามตัวเองว่า…ทำไปเพื่ออะไร?” สำหรับเขา การลงทุนไม่ใช่เรื่องของความรวย แต่มันคือ “ทางออก” ทางออกจากกับดักที่บีบให้เราต้องทำงานเพียงเพื่อเงิน และทางออกที่จะพาเราไปสู่ชีวิตที่เราเลือกได้เอง “ผมยังสอนอยู่ ยังทำงานอยู่ แต่ผมเลือกเอง ไม่ใช่ถูกบังคับด้วยเหตุผลเรื่องเงิน ความต่างระหว่างคนที่ต้องทำงาน กับคนที่เลือกทำงานคือ ‘พลังใจ’ เมื่อเราเลือกเอง เราทำด้วยใจ ทำเพราะเราเชื่อว่ามันมีความหมาย” เขาไม่ได้ต้องการพันล้าน หมื่นล้าน แค่มีชีวิตที่พอเพียง มีครอบครัว มีบ้าน มีหมา มีแมว และทำประโยชน์ให้โลกได้บ้าง นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับคำว่า “ชีวิตที่สมบูรณ์” “เมื่อไหร่ที่เราหลุดจากการต้องดิ้นรนเรื่องเงิน เมื่อนั้นแหละ เราถึงจะเริ่มหาความหมายของชีวิตได้” เพราะฉะนั้น การลงทุนจึงไม่ใช่แค่เรื่องผลตอบแทน แต่มันคือการค่อยๆ ซื้อ "สิทธิในการใช้ชีวิต" คืนกลับมา เพื่อวันหนึ่ง… เราจะไม่ต้องหนีวันจันทร์อีกต่อไป และสามารถใช้ชีวิตในแบบที่เราเลือก ในแบบที่เราต้องการจริงๆ |