นี่คือการเปิดโลกของชายคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากความสงสัย ตั้งคำถามกับทุกระบบที่เราคุ้นชิน และเลือกที่จะ "พิสูจน์" ด้วยตัวเองทุกก้าว บทสนทนานี้จะพาคุณไปสำรวจเส้นทางของ อ.ตั๊ม พิริยะ สัมพันธารักษ์ ผู้ก่อตั้ง Right Shift บิตคอยน์เนอร์รุ่น OG ตั้งแต่วันที่ได้ยินคำว่า Bitcoin ครั้งแรกจนถึงวันที่ Bitcoin ไม่ได้เป็นแค่การลงทุน แต่กลายเป็น "เครื่องมือที่เปลี่ยนวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต และมุมมองต่อโลกการเงินไปโดยสิ้นเชิง" ถ้าคุณกำลังตามหาคำตอบว่า Bitcoin จะเปลี่ยนชีวิตคุณได้อย่างไร...บทความนี้อาจเป็นกุญแจดอกหนึ่ง "Don’t trust, verify." เริ่มต้นบทสนทนาไปพร้อมกันเลยค่ะ พิธีกร: ในฐานะที่อาจารย์เป็น Bitcoiner อยากชวนอาจารย์ตั๊มมาคุยว่า Bitcoin เปลี่ยนชีวิตอาจารย์อย่างไรบ้าง คำถามแรกเลย อาจารย์ได้ยินคำว่า Bitcoin ครั้งแรกเมื่อไหร่ และตอนนั้นรู้สึกอย่างไรคะ? อาจารย์ตั๊ม: ครั้งแรกที่ได้ยินน่าจะได้ยินจากพี่ชายครับ พี่ต้นเป็นนักข่าวสาย IT การเมือง นโยบาย เขาจะคลุกคลีอยู่กับโลกของ censorship, cryptography และการเข้ารหัสต่าง ๆ มาตลอด ส่วนตัวผมตอนนั้นช่วยงานคุณพ่ออยู่ในเรื่อง trading system และด้านการลงทุน พี่ชายมาเจอเทคโนโลยีที่เขาคิดว่าน้องชายอย่างผมน่าจะชอบ เพราะเราพูดกันมาตลอดในครอบครัวว่า "เงินเฟียตมันพัง" 🔑 "เงินเฟียต" จุดเริ่มต้นของความสงสัย อาจารย์ตั๊ม: คุณพ่อสอนผมตั้งแต่เด็กว่า อย่าเก็บเงินเป็นเงินบาท อย่าเก็บเป็นดอลลาร์ เพราะเงินเสื่อมค่าทุกวินาที เราไม่มีทางเก็บเงินได้จริง ๆ เราเคยใช้ทองคำหรืออย่างอื่นแทนเงิน แต่พี่ชายผมมาเจอว่า มันมีเงินดิจิทัลที่มีจำนวนจำกัด แค่ 21 ล้านเหรียญ ผลิตเพิ่มไม่ได้เลย ตอนนั้นโลกกำลังตื่นตัวกับการพิมพ์เงินหลังปี 2008 ที่สหรัฐฯ และยุโรปทำ QE ซึ่งจริง ๆ การผลิตเงินเพิ่มไม่ใช่ของใหม่ มันทำมาตั้งแต่ยุคก่อตั้ง Federal Reserve ปี 1913 หรือก่อนหน้านั้นแล้ว พิธีกร: อาจารย์เชื่อในตอนแรกไหมคะ? อาจารย์ตั๊ม: ไม่เชื่อเลยครับ ผมศึกษามาเยอะ รู้ว่ามีหลายโปรเจกต์ก่อนหน้านั้นที่ล้มเหลว มีทั้งที่พยายามสร้างเงินที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้ สุดท้ายโดนปิด โดนทำลาย คนทำก็หายตัวไป ถูกจับ หรือบริษัทล้มละลาย ผมคิดว่า Bitcoin ก็คงไม่รอดเหมือนกัน ⚡️ Bitcoin = ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ? อาจารย์ตั๊ม: ผมถามพี่ชายไปเรื่อย ๆ ว่าคนสร้างคือใคร ซาโตชิ นากาโมโตะ ไม่มีตัวตนได้ยังไง ไม่มีใครตามรอยได้เหรอ? พี่ชายบอกว่าเขาไม่มีตัวตนจริง ๆ ไม่มีใคร trace ได้เลย พี่ชายบอกอีกว่า Bitcoin ไม่มี server กลาง ทุกคนรัน full node เอง มีข้อมูลทุกอย่างในเครื่องตัวเอง มันทำลายไม่ได้เพราะข้อมูลกระจายอยู่ทั่วโลกเป็นพัน ๆ เครื่อง ตอนนั้นฟังดูดี แต่ยังไม่เชื่อเต็มที่ ผมดูกราฟราคาตั้งแต่ 1 เหรียญ ตอนที่ Bitcoin ทำราคาเท่าดอลลาร์ ข่าวออกในเว็บ Slashdot ว่าชนะดอลลาร์ได้แล้ว แต่ตอนนั้นยังซื้อไม่ได้ ต้องสมัครเว็บที่ญี่ปุ่น ส่งเอกสารไปต่างประเทศ ยุ่งยากมาก ผมเลยรอดู จนขึ้นไป 100 กว่าเหรียญ แล้วมันก็ลงมา 10 กว่าเหรียญ ก่อนจะกลับขึ้นไป 1,200 เหรียญ ช่วงนั้นเว็บ BX เปิดในไทย ผมเริ่มซื้อได้ แต่ก็เข้าดอยทันที เพราะมันร่วงไป 150 เหรียญ ตอนนั้นยังไม่เชื่อว่าจะกลับมาได้ แต่พอเห็นมันทำ new high ใหม่ ก็เริ่มเก็บออมแบบจริงจัง รายได้ผมก็ไม่เยอะ เป็นอาจารย์มหาลัย เงินเดือนสองสามหมื่นบาท ก็เจียดเงินมาเก็บบ้างเรื่อย ๆ จนราคาขึ้นไป 20,000 เหรียญ แล้วก็วนลงอีก เป็นวัฏจักรแบบนี้มาจนถึงปัจจุบันที่ราคาอยู่แถว ๆ 100,000 เหรียญ 🌟 การเดินทางที่ไม่มีวันสาย พิธีกร: จุดที่ทำให้อาจารย์สนใจจริง ๆ คืออะไรคะ? อาจารย์ตั๊ม: จุดที่ Bitcoin แตกต่างจากโปรเจกต์ก่อน ๆ คือมันไม่มี server กลาง ไม่มีเจ้าของ ไม่มีใครผลิตเงินเพิ่มได้ ทุกธุรกรรมตรวจสอบได้ด้วย public key cryptography และสมุดบัญชีที่ทุกคนร่วมกันถือ ไม่มีใครควบคุมได้ โปรเจกต์เก่า ๆ ล้มเหลวเพราะมี server กลาง รัฐสามารถปิดได้ Nick Szabo เคยทำแต่ก็โดนโจมตีจนบริษัทล้มละลาย รัฐบาลรู้ดีว่าถ้ามีเงินที่ควบคุมไม่ได้ อำนาจรัฐจะเสื่อม เพราะสงครามและการพิมพ์เงินคือเครื่องมือของรัฐ พวก CIA, NSA พยายามควบคุมระบบเงินมาตลอด ตอนที่ Gavin Andresen นำทีม Bitcoin ไปกินข้าวกับ CIA วันนั้นเองซาโตชิ ประกาศว่าจะไปทำอย่างอื่นและหายตัวไปเลย หลังจากนั้น Gavin ก็พยายามเปลี่ยน Bitcoin ให้รัฐควบคุมได้ง่ายขึ้น แต่สุดท้ายชุมชน Bitcoin ก็ไล่เขาออก ตั้งแต่ปี 1973 ตอนคิดค้น public key cryptography มันเป็นการเดินทางของคนที่อยากสร้างเงินที่รัฐควบคุมไม่ได้ ผมเคยเห็นพลังของเทคโนโลยีแบบนี้ผ่าน BitTorrent การกระจายข้อมูลที่ตามทำลายไม่ได้ ผมเลยเริ่มเชื่อว่า Bitcoin อาจจะไม่ตาย พิธีกร: นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่อาจารย์ได้เข้าไปศึกษาอย่างจริงจัง ดูเหมือนว่า Bitcoin อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่เลยก็ได้ เพียงแต่มันอาจจะเป็นสิ่งที่เรากำลังตามหาอยู่ หลังจากที่หลายโครงการพยายามจะเกิดขึ้นแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ในยุคนั้นแหล่งข้อมูลหาอ่านยากมากเลยใช่ไหมคะ? ถ้าย้อนมาในปัจจุบัน หลายคนอาจจะเริ่มจากหนังสือแปลของอาจารย์เองหรือจากนักแปลท่านอื่น ๆ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ Bitcoin แล้วในยุคแรก ๆ ที่อาจารย์เริ่มศึกษา อาจารย์หาข้อมูลจากไหนบ้างคะ? อาจารย์ตั๊ม: ในยุคแรก ๆ ต้องยกให้ Andreas Antonopoulos เลยครับ คนเดียวเลยที่อธิบายเรื่อง Bitcoin ได้เข้าใจง่ายที่สุดจริง ๆ ผมเจอเขาจากการที่พี่ชายแนะนำ พอฟังแล้วอธิบายทุกอย่างได้เข้าใจง่ายมาก ต้องเข้าใจก่อนว่ายุคนั้นไม่มีอะไรเข้าใจง่ายเลย แค่จะใช้งานหรือโอน Bitcoin ก็ยากมาก ไม่รู้จะไปอ่านจากไหน ไม่มีใครสอน คนส่วนใหญ่ที่พูดถึงก็มักจะเน้นการเทรดหรือเก็งกำไร จนมาเจอ Andreas ที่เชื่อมโยงเรื่องการเสื่อมค่าของเงินเฟียต การควบคุมของรัฐ กับเทคโนโลยี Bitcoin ที่เป็นระบบกระจายศูนย์ได้อย่างเข้าใจง่าย เขาจัด Bitcoin Meetup ครั้งแรกของโลกที่ Atlanta มีคนฟังแค่ 4 คนเอง แต่พลังของเขาเต็มร้อย ผมได้ดูวิดีโอนั้นตั้งแต่ยุคแรก ๆ เลย แล้วก็ติดตามเขาต่อเนื่อง Andreas เป็นแรงบันดาลใจให้ผมลุกขึ้นมาทำรายการ Bitcoin Talk เพราะรู้สึกว่าคนที่ฟังภาษาอังกฤษได้เปรียบมากเลย คนไทยยังเข้าใจ Bitcoin ผิดคิดว่าเป็นแค่เทคโนโลยีใหม่ เป็นแค่เครื่องมือเก็งกำไร 🎙 จุดเริ่มต้น Bitcoin Talk ภาษาไทย อาจารย์ตั๊ม: ผมเองตอนนั้นสอนอยู่ที่ CDC โฉลกดอทคอม มีคนมาถามเยอะว่า Bitcoin คืออะไร เราตอบจนรู้สึกว่าอยากทำรายการให้ความรู้แบบจริงจัง ไม่เน้นรวยเร็วหรือเก็งกำไร แต่เน้นให้เข้าใจว่าโลกทุกวันนี้มันเพี้ยนเพราะอะไร และทำไมควรศึกษาบิตคอยน์ ตอนแรกก็ยังพูดเรื่องเทรดอยู่บ้างเพราะพื้นฐานมาจากการเทรด แต่ค่อย ๆ พัฒนาเนื้อหาให้ลึกขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนถามว่าทำไมไม่ทำภาษาอังกฤษไปเลย เพราะฐานผู้ฟังใหญ่กว่า แต่ผมมองว่าภาษาอังกฤษมี Andreas แล้ว มีพอดคาสต์ดี ๆ เยอะ แต่ภาษาไทยไม่มีเลย ผมเลยอยากทำให้คนไทยฟัง พิธีกร: โชคดีมากที่อาจารย์เลือกเริ่มที่ภาษาไทยนะคะ เพราะเวอร์ชันภาษาอังกฤษมีคนทำดีอยู่แล้ว แต่เวอร์ชันภาษาไทยตอนนั้นยังนึกไม่ออกเลย อาจารย์ตั๊ม: ใช่ครับ ผมเริ่มทำประมาณปี 2014 ตอนเริ่มแรกทำไป 1 ปี มี subscriber แค่ 300 คน โตช้า แต่คุณภาพดี หลายคนต่อยอดและอธิบายได้ดีกว่าผม เกิดเจเนอเรชันใหม่ ๆ ขึ้นมา ซึ่งผมดีใจมาก ผมเป็นครู เป็นอาจารย์มหาลัย ตอนนั้นไม่มีใครสอนเรื่อง Bitcoin เลย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสอนได้ไหมไม่รู้เรื่อง Bitcoin เยอะขนาดนั้น แต่ผมมีวิธีคือถ้าผมอยากรู้เรื่องอะไร ผมจะสอนเรื่องนั้น เพราะถ้าเราประกาศว่าจะสอน เราต้องศึกษาเยอะ ๆ ต้องถ่ายทอดได้ ต้องเรียบเรียงได้ มันเป็นเทคนิคเรียนรู้ที่เร็วที่สุดของผม เพราะฉะนั้น ผมเริ่มสอนเพื่อจะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน ถ้าไปดู EP แรก ๆ กับวันนี้ ความเข้าใจของผมก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก EP ที่ทำครับ พิธีกร: ทราบมาว่าอาจารย์มีการไปเรียนปริญญาโทเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Bitcoin ด้วยใช่มั้ยคะ ช่วยแชร์ให้ฟังหน่อยค่ะ อาจารย์ตั๊ม: ครับ จริง ๆ ตอนนั้นอยากจะรู้แบบเป็นทางการหน่อย อยากรู้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่แค่ครูพักลักจำ ก็ไปเปิดดูในอินเทอร์เน็ต ไปเจอว่ามีมหาวิทยาลัยที่ไซปรัส ชื่อ University of Nicosia เปิดคณะ Bitcoin เป็นคณะแรก ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Digital Currency ตอนนั้นเพื่อนของ Andreas Antonopoulos ไปถือหุ้นใหญ่ในมหาวิทยาลัยนี้ และ Andreas ก็เป็นหนึ่งในผู้สอนด้วย เอาตรง ๆ เลย ผมแค่อยากไปเรียนกับ Andreas อยากอุดหนุนและขอบคุณเขา เพราะถ้าไม่มีเขา ผมก็คงไม่เข้าใจ Bitcoin ได้เร็วขนาดนี้ ก็เลยสมัครเรียนเลยครับ 🎓 เรียนกับอาจารย์ที่เป็นแรงบันดาลใจ อาจารย์ตั๊ม: เรียนออนไลน์ทั้งหมดครับ เรียนง่าย ๆ อยู่บ้าน เพราะตอนนั้นคณะใหม่มาก วิชาใหม่มาก ไม่มีอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมาสอน แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Developer นักกฎหมาย ฯลฯ ที่รู้จักกันผ่านเครือข่ายของ Andreas เอง แต่ละคนก็มาสอนในแต่ละวิชา สนุกมากครับ เพราะเรียนไม่มีเวลานิ่งเลย บางวันเรียนกับออสเตรเลีย บางวันเรียนกับอเมริกา บางวันเรียนกับยุโรป หรือกรีซ ต้องตื่นมานั่งเรียนตอนตีหนึ่งตีสอง แต่ก็สนุกดี เรียนประมาณปีครึ่ง ได้เข้าใจลึกขึ้น ได้แกะโค้ดจริง ๆ เข้าใจการทำงานของ Cryptography จริง ๆ หมดข้อสงสัย ได้ทดลองทำ ICO ได้เห็นธุรกิจจริง ได้รู้ว่ามีการโกงกันยังไง จริง ๆ เรียนเพื่ออยากสนับสนุนอาจารย์ Andreas มากกว่าครับ ไม่ได้เรียนเพื่อใบปริญญาอะไรเลย ตอนนั้นสามารถเลือกจ่ายค่าเรียนด้วย Bitcoin ได้ด้วยนะครับ ซึ่งการจ่ายด้วย Bitcoin ถูกที่สุดเลย เพราะเขาให้ส่วนลด 10% แถมไม่ต้องเจอค่าธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยนแบบที่เจอเวลาจ่ายด้วยบัตรเครดิตหรือ Wire Transfer ผมใช้วิธีเอาเงินบาทซื้อ Bitcoin ใน Exchange ในประเทศไทย แล้วก็โอน Bitcoin จาก Wallet ของผมไปชำระค่าเรียนเลย มันเป็นช่องทางที่สะดวก รวดเร็ว และประหยัดที่สุด ไม่ต้องรอ T+2 หรือ T+5 แบบ Wire Transfer และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมข้ามประเทศสูง ๆ แบบบัตรเครดิต จ่ายปุ๊บไปถึงปั๊บ สะดวกมากครับ พิธีกร: เอ๊ะ ตอนนั้นในไทยมี Exchange ให้ซื้อ Bitcoin แล้วหรือยังคะ? อาจารย์ตั๊ม: มีแล้วครับ ตอนสมัยผมเรียน Bitkub ก็เพิ่งเริ่มเปิด ตอนนั้นเจ้าใหญ่คือ BX ส่วนปี 2017-2018 เป็นช่วงหลัง ICO บูมพอดี เริ่มมีโปรเจกต์ต่าง ๆ เข้ามาในไทย คนเริ่มรู้จักมากขึ้น โบรกเกอร์เริ่มเข้ามา ปี 2018 มีการออกกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล และเริ่มมีการขอใบอนุญาตกันอย่างจริงจังแล้วครับ ตอนนั้นซื้อขายคล่องแล้วครับ พิธีกร: ทีนี้พอพูดถึงเรื่องของการไปเรียนต่อค่ะ ก็จะต่อเนื่องมาอีกคำถามที่อยากจะถามอาจารย์ อยากทราบว่าแต่ก่อนอาจารย์ตั๊มสอนวิชาอะไร แล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้อาจารย์ตัดสินใจลาออกจากการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยคืออะไรคะ อาจารย์ตั๊ม: จริง ๆ สอนหลายวิชามากครับ ผมเป็นอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมเจอร์ที่สอนจะเป็น Architectural Management ดูแลสายการเงิน การลงทุน อสังหาริมทรัพย์ วิชาเช่น Financial Analysis, Financial Projection, Feasibility Study, Project Development, Facility Management, Construction Management รวมถึงวิชาดีไซน์ให้กับนักศึกษาปริญญาตรีปี 1, 2, 3 ด้วยครับ จุดเปลี่ยนจริง ๆ มันมีหลายอย่างครับ ระหว่างที่สอนในมหาวิทยาลัย ผมก็ช่วยคุณพ่อสอนนักลงทุนในชมรม chaloke.com ด้วย สิ่งที่สังเกตได้ชัดเลยคือนักเรียนที่มาเรียนในชมรมจริงจังมาก ถ้าเราสอนไม่ได้ตามที่เขาคาดหวัง เขาก็จะดุเลยครับ แต่ถ้าสอนดี เขาจะตั้งใจฟังทุกคำ ตรงกันข้ามกับในมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาไม่ค่อยตั้งใจ อาจจะเล่นมือถือ กินขนม หรือเข้าเรียนแล้วออกไปหายเป็นชั่วโมงก็มี ผมตั้งใจเตรียมสอนเต็มที่ แต่การตอบรับแตกต่างกันมาก ผมเริ่มตั้งคำถามกับระบบการศึกษา เพราะในมหาวิทยาลัยเด็กส่วนใหญ่เรียนเพราะสังคมบอกว่าต้องเรียนปริญญา ไม่ได้เรียนเพราะอยากรู้จริง ๆ นักศึกษาหลายคนก็ยังไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไร และสุดท้าย จบไปไม่ถึง 10% ที่ไปเป็นสถาปนิกจริง ๆ ผมมองว่า Captive Audience กับคนที่มาเรียนเพราะอยากรู้จริง ๆ มันต่างกันมาก นักเรียนในมหาวิทยาลัยมาเพราะต้องมา แต่นักเรียนในคอร์สนอกระบบ เขาเลือกมาเอง เขามีเวลาจำกัด เขาอยากใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด ถ้าเราสอนไม่ดี เขาจะไม่ทน 🕰️ คุณค่าของเวลา และการเรียนรู้ที่เลือกเอง อาจารย์ตั๊ม: ผมมานั่งดูว่าตัวเองเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ จากไหน? คำตอบคือ YouTube, หนังสือ, Podcast และการทดลองเอง วิชาที่กระจายในมหาวิทยาลัย 4 เดือน บางทีก็สอนได้ในวิดีโอ YouTube 15 นาที อีกอย่างที่สำคัญ งานในมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่งานสอนเยอะมาก ทั้งงานประเมินคุณภาพ งานเอกสารต่าง ๆ สุดท้ายผมได้สอนน้อยลงเรื่อย ๆ ก็เลยตัดสินใจลาออก เพื่อมาทำในสิ่งที่ชอบ คือการสอน ตอนลาออก ผมยังคิดไม่ออกว่าจะไปสอนที่ไหน ใครจะมาเรียนกับเรา เลยไปช่วยคุณพ่อสอนก่อน แล้วถึงบางอ้อว่าควรลองทำวิดีโอบน YouTube เพราะคนที่กดดูวิดีโอคือคนที่อยากฟังจริง ๆ สุดท้ายผมก็เจอว่าผมไม่ต้องสอนคน 30 คนที่ไม่อยากเรียน แต่ผมสามารถสอนคนเป็นพัน ๆ คนที่อยากเรียนได้ และทุกคนตั้งใจจริง มันให้ความรู้สึก powerful มาก เราได้ทำในสิ่งที่เราชอบ และมีคนอยากฟังในสิ่งที่เราสอน ถึงจะลาออกจากมหาวิทยาลัย แต่ผมก็ยังไปสอนบ้างถ้ามีคนเชิญ โดยเฉพาะคลาสที่เข้าโดยสมัครใจ พิธีกร: จริง ๆ อาจารย์มีไปสอนหลายที่ แต่ที่ยอดคนดูเยอะมาก น่าจะเป็นคลิปที่ธรรมศาสตร์ใช่ไหมคะ? อาจารย์ตั๊ม: ใช่ครับ คลิปนั้นตั้งใจพูดให้น้อง ๆ สถาปัตย์ฟัง หลายคนบอกว่าเข้าใจง่าย เพราะเราตั้งใจทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายจริง ๆ ปกติใน YouTube ผมมักจะลงลึกมาก คนทั่วไปอาจจะตามไม่ทัน แต่คลิปนั้นเรากลับมาเล่าเรื่องให้เข้าใจง่าย ๆ ให้พี่น้องสถาปนิกเข้าใจว่าโลกทำไมเป็นแบบนี้ ต้นตออยู่ตรงไหน พูด 3 ชั่วโมง สนุกมากครับ พิธีกร: ไปฟังแล้วสนุกจริง ๆ ค่ะ หลายคนที่ยังไม่เคยชม แนะนำให้ไปดูนะคะ คลิปนี้ยังถูกหยิบมาพูดใน NeoWealth Club ตอนแรกของเราด้วย เป็นหัวข้อ "ทำงานแทบตาย สบายกี่โมง" ที่สนุกมาก ๆ ค่ะ พิธีกร: ได้ตามฟังผลงานของอาจารย์ ล่าสุดบนเวทีกับโค้ชหนุ่มก็จับประเด็นได้ว่า จริง ๆ แล้วอาจารย์มีอิสรภาพทางการเงินในระดับหนึ่งตั้งแต่อายุสัก 30 กว่า ๆ อยากให้อาจารย์แชร์ตรงนี้ให้ฟังหน่อยค่ะ สำหรับอาจารย์ตั๊มแล้ว อิสรภาพทางการเงินมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ และอาจารย์รู้ได้ยังไงว่ามันคืออิสรภาพ อาจารย์ตั๊ม: ถ้าจะพูดตรง ๆ หลายคนอาจจะไม่ชอบ แต่ต้องบอกว่าผมมีอิสรภาพทางการเงินมาตั้งแต่เกิดครับ ผมรู้ตัวเองว่าโตมากับครอบครัวที่พูดง่าย ๆ คือผมไม่ต้องทำงานก็ได้ แต่ก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า เราจะงอมืองอตีนให้พ่อแม่เลี้ยงไปจนตายเหรอ? วิญญาณเรามันไม่ยอม เราจะเป็นมนุษย์ที่ไม่มีประโยชน์กับใครเลยเหรอ? มันก็ไม่ยอมจริง ๆ 💭 อิสรภาพที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ อาจารย์ตั๊ม: เพราะฉะนั้นมันก็ต้องออกมาหางานทำเอง ผมรู้ข้อได้เปรียบนี้ว่าคุณพ่อผมเป็นนักลงทุน และมีสินทรัพย์มากพอที่จะบอกว่า ถ้าผมจะไม่ทำงานเลย ผมก็ใช้ชีวิตได้ในแบบที่ไม่หรูหรา แต่ก็อยู่ได้สบาย อันนี้เป็นการตระหนักรู้ที่สำคัญ เพราะมันทำให้ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราตัดสินใจได้โดยไม่ต้องทำเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งต่างจากคนที่ต้องทำงานเพราะชีวิตพึ่งพารายได้นั้นโดยตรง ตัวเลือกก็จะจำกัดมาก ต้องหางานมั่นคง มีเงินเดือน มีสวัสดิการ แต่ถ้าเราไม่จำเป็นต้องทำ เราเลือกงานอะไรก็ได้ครับ ตั้งแต่เรียนจบ ผมเลยเลือกทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นที่สุด ผมเชื่อว่าค่าตอบแทนจะตามมาเอง สิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์คือการลงทุน ไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเงินเสมอไป เราลงทุนกับตัวเอง เวลาก็ลงทุนได้ น้ำพักน้ำแรงก็ลงทุนได้ การทำประโยชน์ให้สังคมก็เป็นการลงทุน เพราะคุณค่าของเราจะเพิ่มขึ้นเมื่อเราเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น และคุณค่าเหล่านี้เปลี่ยนเป็นเงินได้เมื่อถึงเวลา ผมเลยโฟกัสที่การเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง มากกว่ามุ่งรายได้ที่มั่นคง ผมเลยทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยได้ เงินเดือนไม่เยอะ แต่ได้ทำในสิ่งที่ช่วยให้นักเรียนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี งานในสายสถาปัตย์มันพิเศษตรงที่ต้องเจอนักเรียน 1 ต่อ 1 ทุกสัปดาห์ ต้องคุย ต้องช่วยเขาแก้ปัญหา มันเหมือนการทำจิตบำบัดในตัวด้วยซ้ำครับ สุดท้าย ผมพบว่าการทำ YouTube สนุกกว่า เพราะผมไม่ต้องทำเพื่อเงิน ไม่ต้องมีสปอนเซอร์ ไม่ต้องขายของ ไม่ต้องเชียร์เหรียญอื่น ๆ ที่จ่ายค่าจ้างมา ผมทำเพราะอยากทำ ไม่ได้หมายความว่าไม่อยากได้เงินนะครับ แต่หมายความว่าผมมีสายป่านที่ยาวพอจะเลือกได้ว่าผมจะทำเพื่ออะไร 🚀 ทำเพราะอยากทำ ไม่ใช่ทำเพราะต้องทำ อาจารย์ตั๊ม: หลายคนอาจจะถูกปลูกฝังให้เกลียดความคิดแบบนี้ว่า "บ้านรวยแล้วดูถูก" แต่ผมเชื่อว่ามนุษยชาติจะพัฒนาได้ก็ต่อเมื่อเราส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น ถ้าคุณพ่อผมไม่สร้างฐานมา ผมก็ไม่มีโอกาสทำสิ่งที่ผมทำได้ในวันนี้ ผมเลยต้องสร้างของตัวเองเพิ่ม และเก็บไว้ส่งต่อให้ลูกด้วย ไม่ใช่ใช้ให้หมดในรุ่นผม ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนเริ่มจากศูนย์ สังคมจะไม่สามารถพัฒนาได้ เพราะเราต้องปากกัดตีนถีบไปเรื่อย ๆ คำถามสำคัญคือ เราจะทำยังไงให้ลูกเราไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ผมเลยเลือก Bitcoin เป็นเรื่องที่อยากสอน เพราะมันช่วยเปิดประเด็นว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ทุนนิยม ไม่ใช่การสะสมทุนทรัพย์ แต่คือรัฐบาลต่างหากที่เป็นโจรในบ้าน 🔑 อิสรภาพที่แท้ ต้องไล่โจรออกจากบ้านก่อน อาจารย์ตั๊ม: ถ้าคุณไม่ไล่โจรออกจากบ้าน คุณไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ ผมหวังว่าสิ่งที่ผมสอนจะช่วยเปลี่ยนชีวิตใครบางคนได้ และถ้ามันได้ผลก็ถือเป็นผลบุญของผมด้วยครับ สำหรับผม อิสรภาพทางการเงินมีมาตลอด แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นคือมนุษย์ยังไงก็ต้องทำงาน เพราะคุณค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน งานที่เราทำต้องสร้างประโยชน์ให้คนอื่น ให้สังคม ถ้ามนุษย์ไม่สร้างประโยชน์ จิตใจจะหม่นหมอง การสร้างประโยชน์ไม่ได้หมายถึงต้องทำงานการกุศล แต่แค่ทำตัวเป็นสมาชิกที่สร้างสรรค์ของสังคมก็พอ ทำเทคโนโลยี ขายของ ผลิตสินค้า ให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้น ได้ท้าทายตัวเอง ได้ทำสิ่งที่อยากทำ นั่นทำให้จิตวิญญาณอิ่มเอม 🌱 ทำงานที่รัก ชีวิตไม่ต้องเกษียณ อาจารย์ตั๊ม: หลายคนเข้าใจว่าอิสรภาพทางการเงินคือการเกษียณ แต่ผมขอถามว่าคุณนิยามคำว่าเกษียณว่าอะไร? ถ้าหมายถึงไม่ต้องทำงานอีกเลย ลองดูว่าคุณจะอยู่ได้จริงไหมถ้าหยุดทำงาน 2-3 วัน ผมเชื่อว่ามนุษย์อยู่เฉย ๆ ไม่ได้หรอก เพราะเราเป็นสัตว์สังคมที่ต้องสร้างประโยชน์ให้กันและกัน แนวคิดเรื่องการเกษียณเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เพราะตอนนั้นเราสร้าง Productivity ได้มหาศาลจนทำให้คนบางกลุ่มไม่ต้องทำงานก็ได้ แต่ในอดีตมนุษย์ทำงานจนตาย และถ้าคุณรักงาน คุณจะไม่อยากหยุดทำมันเลย งานในยุคก่อนคือสิ่งที่เรารักและถนัด เป็นการสร้างคุณค่า ส่งต่อให้ลูกหลานได้ ทุกชั่วโมงที่ทำงานคือการลงทุนในฝีมือและชื่อเสียงของเรา แต่ปัจจุบันไม่ใช่ คนจำนวนมากทำงานในองค์กรที่ไม่สามารถสร้างอะไรของตัวเองได้ และเมื่อหมดวาระก็ไม่มีอะไรเหลือ 🔄 ทำงานเพื่อองค์กร หรือทำงานเพื่อตัวเอง? อาจารย์ตั๊ม: คนที่รักงานจริง ๆ เขาไม่อยากเกษียณ ผมเคยเจอแม่บ้านโรงแรมวัย 87 ที่ยังทำงานอยู่ เพราะเธอรักงานที่ทำ แต่คนส่วนใหญ่ต้องทนทำงานเพราะขาดอิสรภาพทางการเงิน ต้องทำงานที่ให้รายได้ที่มั่นคง แต่งานที่มั่นคงไม่สามารถสร้าง Legacy ให้เราได้ ไม้สามารถสร้างตัวตนของตัวเองได้ พอหมดวาระการทำงานเลยต้องมีระบบบำเหน็จบำนาญเพื่อดูแลคนเหล่านี้ เพราะพวกเขาไม่มีระบบเลี้ยงตัวเอง คอนเซปต์เหล่านี้เพิ่งเกิดในยุคใหม่ ถ้าเราย้อนกลับไปก่อนศตวรรษที่ 19 จะไม่เจอแนวคิดเรื่องการเกษียณเลยครับ พิธีกร: สิ่งที่เราคุยกันในวันนี้ค่ะอาจารย์ เหมือนเป็นปัญหาของทั่วโลกเลยนะคะ ไม่ใช่แค่เฉพาะคนไทย รากเหง้ามันมาจากอะไรคะอาจารย์ อาจารย์ตั๊ม: โจรครับ โจรในบ้านเลย พิธีกร: ก็เราไม่มีสิทธิ์เลือก อาจารย์ตั๊ม: ทำไมคนไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะว่าคนจำเป็นต้องได้รายได้จากที่ตรงนั้น รายได้นั้นถามว่าพอใช้ไหม? มันก็ไม่พอ เพราะข้าวของมันแพงขึ้นตลอดเวลา หรือถึงมันจะพอแล้ว มีเงินเหลือเก็บ ถามว่าเก็บเงินไปแล้วมันได้อะไร? ผมเคยรันกราฟมา ถ้าคุณเก็บเงินสม่ำเสมอทุกเดือน และอัตราการพิมพ์เงินของโลกยังสูงเหมือนทุกวันนี้ต่อไปเรื่อย ๆ คุณจะเก็บเงินได้ประมาณ 10 ปี หลังจากนั้นไม่ว่าคุณจะเก็บยังไง มูลค่าของเงินเก็บทั้งก้อนของคุณจะน้อยลงกว่าปีที่แล้วตลอดเวลา เหมือนเติมเข้าไปยังไงมันก็หายไป คุณเก็บเงินไป 50 ปี ในที่สุดแล้วเงินทั้งหมดอาจจะมีค่าน้อยกว่าเงินเดือนเดียวเมื่อ 50 ปีก่อน มันหมายความว่าคุณเก็บเงินไม่ได้จริง ๆ ตัวเลขมันเพิ่มขึ้น แต่ของแพงขึ้นเร็วกว่าค่าเงิน มันเลยกลายเป็นว่าเราต้องเอาเงินเก็บมาใช้จนหมด หรือถึงเก็บได้ เงินที่เก็บมาก็แทบซื้ออะไรไม่ได้เลย การไปทำงานในองค์กรใหญ่ๆ มันไม่ได้เป็นเรื่องแย่ขนาดนั้นหรอกมันเป็นเรื่องที่ดี มันทำให้เราได้เงินค่าจ้าง และค่าจ้างก็ควรจะทำให้เราสามารถเก็บออมแล้วเมื่อเราถึงจุดที่เราสามารถบอกว่าเราสามารถหยุดทำงานได้สัก 3-4 ปี โดยที่เรายังสามารถรักษาคุณภาพชีวิตได้แบบเดิมเลย คุณก็สามารถหยุดทำงานได้แต่ไม่ใช่การหยุดเพื่อมาเล่นเกมอยู่ที่บ้านเฉยๆ หรือถ้าคุณชอบเล่นเกมคุณจะเล่นเกมก็ได้นะแต่คุณก็ใช้เวลาพัฒนาฝีมือการเล่นเกมของคุณให้เป็นสตรีมเมอร์สุดยอด คือคุณทำอะไรก็ได้ที่คุณชอบ และเมื่อพบว่าสิ่งที่ชอบคนอื่นเค้าชอบด้วย แล้วคนอื่นเค้าให้คุณค่าเรา แล้วสิ่งที่เราชอบก็จะสามารถทำเงินได้ แต่มันต้องมีเวลาในการเริ่มต้น เวลาที่เราไม่รู้ว่ารายได้มันจะมาเมื่อไหร่เวลาที่เราไม่รู้ว่ามันจะสำเร็จไหม มันจะล้มหรือเปล่า เราจะยอมแพ้หรือเปล่า เวลาในการลองผิดลองถูกซึ่งเวลาพวกนี้จะเกิดได้ ต้องมีเงินออม ประเด็นคือในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่ว่าคุณจะมีรายได้สูงแค่ไหนก็ตาม รายจ่ายเพิ่มตามเสมอ เราไม่มีวันมีเงินเก็บพอที่จะใช้เวลาไปทำในสิ่งที่ชอบ ไม่มี cushion ไม่มีเวลาลองผิดลองถูก หลายคนมีรายได้สูงแต่ก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะค่าครองชีพสูงขึ้นตามรายได้ วัฒนธรรมบริโภคก็กระตุ้นการใช้จ่ายตลอดเวลา เงินก็ถูกทำให้เสื่อมค่าจากการพิมพ์เงินมหาศาล ทำให้การออมดูไร้ความหมาย เราทำงานทั้งชีวิต สุดท้ายต้องขอให้รัฐหรือบริษัทมาดูแลเรา เกิดเป็นวัฒนธรรมที่ต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจ ทั้ง ๆ ที่ควรจะสามารถเลี้ยงตัวเองได้ด้วยเงินที่เก็บมาตลอดชีวิต 🔄 วังวนของการทำงานไม่มีที่สิ้นสุด อาจารย์ตั๊ม: ถ้าทุกคนไม่สามารถเก็บเงินได้ ชีวิตก็มีแต่ต้องทำงานต่อไป โดยที่หลายคนก็ไม่สามารถที่จะหยุดได้คำว่าเกษียณสำหรับคนในปัจจุบันตอนนี้กลายเป็นฝันร้ายด้วยซ้ำ ถึงวันหนึ่งบริษัทไม่ให้เราทำงานแล้ว เราจะเอาอะไรกิน การที่เราไม่สามารถเก็บเงินแล้วไปทำธุรกิจของตัวเองได้มันยิ่งทำให้ธุรกิจรายย่อยหายไป ธุรกิจขนาดเล็ก เกิดขึ้นไม่ได้เพราะเมื่อคนเราได้เงินมาแล้ว อย่างแรกคือเราออมไม่ได้ ข้อที่สองคือมันไม่ได้มีแค่เรื่องของค่าเงินถูกทำลายเท่านั้นมันยังมีเรื่องของการจำกัดสิทธิ์ในการทำมาหากิน เรื่องของการเก็บค่าคุ้มครอง เรื่องของการสร้างกำแพงในการประกอบธุรกิจระบบที่เรียกว่าใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ภาษีต่างๆ ที่เก็บซ้ำเก็บซ้อนเก็บไม่รู้กี่ขั้นทำให้พวกนี้เป็นต้นทุนที่หนักมากสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่มันถือว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เล็กมาก มันยิ่งทำให้ธุรกิจใหญ่ยิ่งเติบโตในขณะที่ธุรกิจเล็กๆ ค่อยๆ ฝ่อตายไปทีละนิด เพราะฉะนั้นผู้คนก็จะเปลี่ยนสถานะจากคนที่สามารถทำงานเก็บเงินและทำธุรกิจของตัวเอง และส่งต่อความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่นให้กับลูกหลานและมีเงินทองเพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองเวลาทำงานไม่ไหว หรืออย่างน้อยจ่ายค่ารักษาพยาบาลตัวเองเวลาจำเป็น ก็ค่อยๆ หายไป เราต้องพึ่งรัฐสวัสดิการ ต้องทำงานให้กับองค์กรใหญ่ๆ เพื่อหารายได้ให้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถหยุดได้ องค์กรต่างๆ เมื่อใหญ่ขึ้นก็จะเริ่มเรียกว่ามีการล็อบบี้หรือทางอ้อมเพื่อให้ออกกฏหมายใบอนุญาตการ เช่น การเป็นผู้ผลิตอาหารก็อาจจะกลัวว่าเดี๋ยวอาหารจะไม่สะอาดก็จะออกกฏหมายเรื่องความสะอาดว่าต้องเป็นอาหารที่ผลิตผลิตจากตัวเองเท่านั้นถึงจะสะอาด ถ้าคนอื่นผลิตจะต้องทำให้มาตรฐานให้ได้เท่านี้ สังคมจึงค่อยๆ เดินมาทางนี้เรื่อยๆ ด้วยปัจจัยที่สำคัญมากๆ เลย อย่างเงินของเราถ้าพ่อแม่เก็บเป็นเงินบาทเป็นเงินดอลลาร์กว่าจะส่งต่อให้ลูกมันไม่เหลืออะไรแล้ว มันเสื่อมค่า เพราะฉะนั้นการจะส่งต่อความมั่งคั่งก็ทำไม่ได้ ทุกคนต้องเริ่มต้นจากศูนย์หมด เราก็ต้องดิ้นรนหารายได้ชีวิตก็วนอยู่แค่นั้น จนเราก็รู้สึกว่า “เราติดกับดัก” แล้วเราไม่สามารถมีสิ่งที่เรียกว่าอิสรภาพได้ เพราะเราก็ต้องทนทำงานที่อาจจะไม่ได้เป็นความฝันของเรา เราไม่ได้รู้สึกว่าเราสร้างคุณค่าให้กับสังคม แล้วพอมนุษย์ไม่ได้สร้างคุณค่าให้สังคมสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ “ความเสื่อมถอยของจิตวิญญาณ” อาการซึมเศร้าต่างๆ นาๆ ก็เกิดขึ้นเต็มไปหมดเพราะคุณไม่มีความอิ่มเอมในจิตวิญญาณ กับการที่คุณได้ทำในสิ่งที่คุณถนัดและคุณรู้ว่าคนอื่นให้ค่ามัน พิธีกร: ทีนี้เราคุยกันในช่วงต้นอาจารย์เล่าว่าเกิดมาก็มีอิสรภาพทางการเงินแล้ว คุณพ่อปูทางไว้ให้ แล้วปัจจุบันนี้อาจารย์เองก็เป็น Bitcoiner อยากถามอาจารย์ว่า Bitcoin นอกเหนือจากในแง่มุมของการใช้ชีวิตหรือแนวคิดต่าง ๆ มุมมองที่มีต่อโลก ต่อสังคม มุมมองที่มีต่อเงิน ในมุมของ wealth หรือความมั่งคั่ง Bitcoin ช่วยในเรื่องของการสร้าง wealth ให้กับอาจารย์มากน้อยแค่ไหนคะ เพราะจริง ๆ แล้วอาจารย์มี Wealth ตั้งแต่วันแรกที่เกิดมาแล้ว อาจารย์ตั๊ม: จริง ๆ จะบอกว่ามีก็ไม่ถูกซะทีเดียวนะ มันก็ยังเป็นของคุณพ่ออยู่ เขาอาจจะตัดสินใจไม่ให้ก็ได้ แต่เราก็พอเดาได้ใช่ไหมว่า ถ้าเราไม่เอาไหนจริง ๆ เขาคงเลี้ยงเราแหละ มันเป็นความเชื่อในใจมากกว่า แต่เราก็ไม่เคยอ้าปากขออะไร เพราะว่ายังพอมียางอายอยู่เนอะ ที่คุณพ่อให้มาส่วนใหญ่จะเป็นที่ดิน คุณพ่อผมลงทุนอสังหาริมทรัพย์เยอะ ที่ดินเยอะแยะเต็มไปหมด ถ้าพูดตรง ๆ คือ โห! ขายกินก็สบายแล้ว แต่เราจะทำอย่างนั้นเหรอ? เพราะถ้าเราขายปุ๊บ ลูกเราก็ไม่มีแล้ว เงินที่ได้มาก็เสื่อมค่า เราเปลี่ยนที่ดินเป็นเงินบาทเสื่อมค่าทุกวินาทีเลยนะ เสียสติหรือเปล่า? 🏡 ที่ดินเป็นเบาะรองชีวิต อาจารย์ตั๊ม: มันเป็นแค่จุดที่เรารู้เฉย ๆ ว่าถ้าพลาดขึ้นมา เราไม่ตาย อิสรภาพขั้นแรกตรงนี้มันไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าอยู่ได้สบายอะไร แค่รู้ว่าชีวิตนี้ ถ้าพลาดสุด ๆ จริง ๆ มันไม่ตาย อย่างน้อยเรามีที่ดินของเรา ยังมีที่นอน มีเบาะรอง ถ้าล้มเหลวในชีวิตก็ยังมีทางหนีทีไล่ อาจจะไม่ใช่ชีวิตที่ดี แต่มันไม่ตาย แค่ตรงนี้ก็สำคัญมากแล้ว ส่วนที่ได้เองอีกคือเงินเดือนอาจารย์เล็ก ๆ น้อย ๆ เราค้นพบกับเทคโนโลยีการเก็บออมขั้นสุดยอดในยุคของเรา เราออมเป็น Bitcoin เงินออมเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้น นอกจากจะไม่เสื่อมค่าแล้ว ด้วยความที่มันเป็นสินทรัพย์ใหม่ มันยังอยู่ในช่วง price discovery มันเพิ่มค่าด้วยซ้ำ 🚀 ออม Bitcoin เพิ่มอิสระทางการเงิน อาจารย์ตั๊ม: มันเพิ่มค่าจนถึงขณะอาจจะยังไม่ได้ทำให้เรามีชีวิตเลิศหรูอะไร แต่มันเหมือนกับที่ดิน คือ ถ้าทุกอย่างพลาดจริง ๆ อย่างน้อยมีตรงนี้ขายกินได้ ไม่ตาย แค่นั้นผมถือว่ามันปลดล็อคชีวิต เรามีของของเรา มีของของครอบครัว แต่เราจะไม่ใช้ เพราะเราไม่อยากใช้มัน มันอาจจะไม่เยอะพอที่จะเอามาใช้จ่ายอย่างสุขสบาย แต่เป็นมาตรการสุดท้ายที่จะเผาทรัพย์สินที่เรามีออกมาเป็นสภาพคล่อง อย่างที่บอกคืออิสรภาพตรงนี้ทำให้เรามีตัวเลือกในการตัดสินใจเยอะขึ้น วางแผนชีวิตได้มากขึ้น ไกลขึ้น รู้ว่า Wealth ที่เรามีมันพอที่เราจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้ ผมสามารถไปเรียนได้ เริ่มธุรกิจใหม่ ๆ ได้ ทำอะไรที่บางคนบอกว่าถ้าไม่หวังผลกำไรจะทำไปทำไม บางทีเราก็ไม่ได้ทำเพื่อหวังผลกำไรเป็นเงินบาท แต่ผลกำไรมันมีอยู่แล้ว เช่น เปิดร้านกาแฟที่คนมาพบปะกัน สร้างเน็ตเวิร์ก มันเปิด option ให้ชีวิตเราเพิ่มขึ้น ให้เราหายใจได้ คิดไกลขึ้น พิธีกร: แล้วภาพรวมของการจัดพอร์ตการลงทุนของอาจารย์ตั๊ม Bitcoin อยู่ตรงไหน แล้วอาจารย์มีวิธีการออมอย่างไรบ้าง เช่น ความถี่หรือจังหวะในการเข้าซื้อ อาจารย์ตั๊ม: ผมมองว่ามันเป็นหน้าที่แบบ Generational คุณพ่อออมที่ดิน คุณแม่ออมทองคำ หน้าที่ผมคือออม Bitcoin ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ออม Bitcoin ไปเรื่อย ๆ อย่างอื่นก็มีบ้างนิดหน่อย แต่หลัก ๆ คือออม Bitcoin ทำงานหาเงินดิ้นรนเหมือนทุกคน พยายามหาเงินใช้จ่ายต่อเดือน ส่วนที่เหลือก็ค่อย ๆ ออมไป อาจจะซื้อเดือนหนึ่งไม่มาก ค่อย ๆ ซื้อทีละนิด ผมซื้อทุกเดือน เรามีพื้นฐานการเทรด การลงทุน ใช้การเทรดในการทำให้เงินออมงอกเงยได้ด้วย มันก็จะค่อยค่อยโตขึ้นในอัตราที่สูงขึ้นๆ และเราไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรที่เสี่ยงสูง เพราะเงินที่เราถืออยู่ไม่เสื่อมค่า นี่คือจุดสำคัญที่เปลี่ยนมุมมองการลงทุนไปเลย เพราะเราค้นพบว่าการที่เรามีเงินที่เราสามารถเก็บมูลค่าได้ มันเปลี่ยนมุมมองต่อโลกการลงทุนหมดเลย เมื่อวานนี้ผมเจอคำถามพิธีกร คุณณินา ถามได้ดีมากถามว่า ถ้าวันนี้มีเงิน 20 ล้านบาท อยากทำให้เป็น 100 ล้านบาทต้องทำยังไง ผมว่าคิดว่าจะเป็น 100 ล้านบาทกี่ปี สมมุติให้ซัก 7-8 ปีดีไม่ดี 100 ล้านบาทในวันนั้นมีมูลค่าน้อยกว่า 20 ล้านบาทในวันนี้นะ นึกออกไหม คือเราต้องเข้าใจว่าเงินมันเสื่อมค่าเรื่อยๆ เวลาเรามีเงินเราก็ต้องโยนมันไปเป็นอย่างอื่นที่สามารถเก็บรักษามูลค่าได้ แล้วสิ่งที่มันค่อนข้างจะปลอดภัยที่สุดที่เราถือได้คือพันธบัตร มันก็ให้อัตราผลตอบแทนน้อยกว่าอัตราการผลิตเงินอยู่ดี เพราะหนี้ของพันธบัตรทั้งหลายมันชำระได้ด้วยการผลิตเงินเพิ่ม เพราะฉะนั้นอัตราการผลิตเงินจะต้องอยู่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรเสมอ ดังนั้น วิธีการเก็บเงินที่ปลอดภัยที่สุดอย่างพันธบัตรรัฐบาลก็ยังเสื่อมค่า แค่เสื่อมช้ากว่าอย่างอื่น คนที่เก็บเงินเป็นพันธบัตรได้เปรียบคนที่เก็บเงินเป็นดอลลาร์หรือเงินบาทแล้วเพราะมันคือร่างที่แท้จริงของเงินแต่ก็ยังเสื่อมค่าอยู่ดี ✨ จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนชีวิต คือ ‘ทำให้เงินเก็บของเราไม่เสื่อมค่าก่อน’ อาจารย์ตั๊ม: เพราะฉะนั้นพอเรารู้ว่าฐานของเงินมันเสื่อมค่า เราจะลงทุนเราจะต้องมีโจทย์อยู่ในหัวว่า จะต้องเอาชนะเงินเฟ้อให้ได้ก่อน แต่หลายคนจะประเด็นแล้วไปนั่งดูเงินเฟ้อที่รัฐบาลประกาศที่ 2-3% แล้วก็กะว่าจะเอาชนะสอง 2-3% ให้ได้ แต่ไม่ได้เพราะว่าข้าวของมันแพงขึ้นเร็วกว่าเงินเฟ้อ ก็ต้องเรียนรู้ด้วยว่าตัวเลขที่รัฐบาลประกาศนั้นดูไม่ได้ เค้าประกาศว่าเค้าขโมยเงินเราเท่านี้แต่จริงๆ เค้าขโมยมากกว่านั้น เราควรจะไปดูอัตราการผลิตเงินจริงๆ ของรัฐ เข้าไปดูก็จะพบว่ารัฐบาลผลิตเงินเพิ่มประมาณ 6-8% ต่อปี ฉะนั้นการลงทุนถ้าไม่สามารถทำกำไรได้เกิน 6-8% ต่อปีคุณขาดทุนการเสื่อมค่าของเงินตลอดเวลา เราก็ต้องปรับเพราะฉะนั้นเราจะต้องดูว่าถ้าเราจะลงทุนกำไรจะต้องสูง สิ่งที่ตามมาคือความเสี่ยงก็จะสูง และไม่มีทางเลือกที่จะถือมันไว้เฉยๆ ทุกคนจะถูกบังคับให้ลงทุนและต้องทำกำไรให้ได้เกิน 10% ต่อปี ซึ่งมันเป็นการบังคับที่ไม่สมเหตุสมผลเลย เพราะการจะทำอย่างนั้นได้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำได้ แต่คนที่ทำไม่ได้ เค้าก็ไม่สามารถจะอยู่เฉยๆ ได้เพราะการที่อยู่เฉยๆ คือการที่เงินของเค้าเสื่อมค่าตลอดตลอดเวลา เหมือนทุกคนถูกจับยืนอยู่บนบันไดเลื่อนที่มันเลื่อนลงตลอด แล้วเป้าหมายมันอยู่ข้างบนต้องไปถึงชั้นบนให้ได้ แต่บันไดเลื่อนมันเลื่อนลงอยู่ตลอดเพราะฉะนั้นคุณหยุดเดินไม่ได้ คุณจึงต้องไปทำงานหาเงินเพิ่มเรื่อยเรื่อยๆ คุณหยุดเดินไม่ได้คุณต้องวิ่ง คุณต้องปีนขอบบันได คุณต้องวิ่งแซงคนอื่น คุณต้องแบกรับความเสี่ยงเพราะคุณหยุดเมื่อไหร่คุณจะเลื่อนลงทันทีนี่คือระบบการเงินปัจจุบัน แต่พอเปลี่ยนเงินที่เราออมเป็นอย่างอื่น อย่างเช่น ทองคำ สมัย 70-80 ปีก่อนซื้อบ้านหรูๆ สักหลัง สมมุติว่าใช้ทองคำประมาณ 10 กิโลกรัม บ้านหรูๆ ขนาดเท่ากันในวันนี้ก็ใช้ทองคำซัก 10 กิโลกรัมเหมือนกัน เราจะเห็นว่าถ้าเราใช้ทองคำเป็นที่เก็บออมมันทำให้เราออมได้ ถ้ามีเป้าหมายว่าเราต้องออมให้ได้เท่านี้เราจะได้บ้านหลังนี้ โดยของเหล่านั้นมันไม่ได้พุ่งหนีเราไป เพราะในหน่วยทองคำมันอยู่เท่าเดิมเลย ถึงแม้ว่าในหน่วยดอลลาร์หรือในหน่วยเงินบาทมันแพงขึ้น แต่ในหน่วยทองคำมันเท่าเดิม เพราะฉะนั้นถ้าคุณเก็บออมเป็นทองคำมันจะเปลี่ยนจากบันไดเลื่อนเป็นบันไดธรรมดา คุณไม่ต้องวิ่งหนีเงินเฟ้อ ถ้าคุณเหนื่อยคุณก็ยืนเฉยๆ ถ้ามีแรงคุณก็เดิน คุณไม่ต้องวิ่งด้วยทุกก้าวที่เราเดินขึ้นมันขึ้นตลอด ส่วนบิตคอยน์ด้วยความที่มันเป็นสินทรัพย์ใหม่มูลค่าของมัน ตลาดยังอยู่ในช่วงค้นพบเมื่อตลาดค้นพบมูลค่าแล้ว มันจะต้องทำหน้าที่เหมือนทองคำคือสินค้าในหน่วยบิตคอยน์มันก็จะมีราคาเท่านี้แหล่ะขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ในช่วงที่ตลาดกำลังค้นพบมูลค่ามันโตเร็วกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมัน มันกลายเป็นว่าบิตคอยน์กลายเป็นบันไดเลื่อนเหมือนกันแต่เป็นบันไดเลื่อนที่เลื่อนขึ้น ถ้าออมเป็นบิตคอยน์อยู่เฉยๆ มันก็เลื่อนขึ้นแต่อาจจะขึ้น 4 ขั้นแล้วหยุดแต่ถ้าเราใจนิ่งๆ พอมันเป็นบันไดที่มันเลื่อนขึ้นไปเรื่อยๆ และถ้าเราเดินด้วยล่ะ 🔑 ไม่ว่าคุณจะเลือกทองคำ หรือบิตคอยน์ สิ่งสำคัญคือ… มันให้ “ทางเลือก” “แต่ประเด็นก็คือ ไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือเป็นบิตคอยน์มันให้ทางเลือก ในการที่ทุกคนไม่จำเป็นต้องลงทุน คุณสามารถทำงานและเก็บออมคุณก็สามารถที่จะค่อยๆ ไต่ขึ้นไปได้บนบันไดทางสังคมคุณค่อยๆ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคุณได้ด้วยการทำงานด้วยการเก็บออมเพราะว่าเงินออมของคุณมันไม่เสื่อมค่า ถ้าคุณเหนื่อยคุณไม่มีแรงคุณหยุดอยู่เฉยๆ เก็บแรงสักพักแล้วค่อยเดินต่อได้” เมื่อเราเข้าใจว่าเงินเฟ้อไม่ได้วัดด้วย CPI ไม่ได้วัดด้วยราคาสินค้า ไม่ได้ใช้ตัวเลขที่รัฐบาลประกาศ เมื่อเราเข้าใจว่าเงินเฟ้อคือการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงิน เราก็จะเข้าใจว่าเมื่อเราถือเงินที่มันเพิ่มปริมาณได้ยากหรือเพิ่มไม่ได้ ในขณะที่มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นหรือไม่ได้ลดลงสิ่งที่เกิดขึ้นคือเงินของเรามันรักษามูลค่าได้แล้ว เพราะฉะนั้นวิธีการเพิ่มมูลค่าเราคือไปทำงานไปสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น ไปสร้างสิ่งที่เราอยากจะสร้างแล้วก็จะได้ค่าตอบแทนมา แล้วมันก็ค่อยๆ มาบวกกับเงินของคุณไปเรื่อยๆ คุณไม่ต้องวิ่ง คุณไม่ต้องไปหาเงินเดือนสูงๆ กับงานที่คุณไม่ได้อยากทำ คุณสามารถหางานที่มันเยียวยาจิตใจคุณได้ มนุษย์มีความสุขเมื่อมีคนอื่นเห็นค่าของสิ่งที่เราสร้าง มันทำให้จิตใจเราเบิกบาน พอเราไปทำงานในงานที่เราไม่ได้รัก ไม่ได้สร้างอนาคตให้กับเรา ไม่ได้สร้างความมั่นคงให้กับเรา เราก็จะเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ไม่ควรตั้งคำถาม วันนี้เรารู้สึกอย่างไร ถามบ่อยๆ เราก็จะเริ่มรู้สุกไม่ค่อยดีละ เริ่มหมกมุ่นกับความคิดว่าคนอื่น เขามองเราอย่างไร เรามองคนอื่นอย่างไรกับเรื่องที่มันไร้สาระทั้งหลาย แต่เวลาที่คุณ "กำลังสร้าง" คุณจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย คุณจะมีความสุขกับการสร้าง คุณจะมีความสุขกับการทำประโยชน์ คุณสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มันจะเปลี่ยนให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น คุณไม่สนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตแล้วเพราะว่าเป้าหมายคุณจะสูงขึ้นเยอะเพราะฉะนั้นจุดที่จะเปลี่ยนตรงนี้ได้คืออะไร “ให้ฐานของเงินเก็บมันไม่เสื่อมค่าก่อน” 🚶♀️ชีวิตคือการเลือกบันได… พิธีกร : คีย์เวิร์ดที่สำคัญที่อาจารย์เล่ามาทั้งหมด คือการที่เราต้องมีฐานเงินเก็บที่ไม่เสื่อมค่า เมื่อเรามีฐานเงินเก็บที่ไม่เสื่อมค่าแล้ว เราก็ไปหางานที่เราอยากทำ หรือสามารถทำงานที่เราอยากทำเพื่อที่จะสร้างคุณค่าได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าเงินเก็บที่มีจะระเหยไปใช่ไหมคะ ซึ่งฐานเงินเก็บที่อาจารย์เล่ามา จริง ๆ ไม่ได้มีแค่ Bitcoin นั่นหมายความว่า การเก็บออมในทองคำภาพรวมก็ยังดีอยู่พอ ๆ กับ Bitcoin เลยมั้ยคะ? เพราะอาจารย์จะพูดคู่กันเลยระหว่าง Bitcoin กับทองคำ อาจารย์ตั๊ม: เมื่อกี้ผมเปรียบเทียบให้เห็น 3 ภาพคือบันไดรถไฟฟ้าอันนึงเลื่อนลง อันนึงเลื่อนขึ้น แล้วตรงกลางเป็นบันไดธรรมดา ถ้าเราต้องการขึ้นไปชั้นบน เราอยู่ใต้ดิน เราจะขึ้นไปชั้นบน ถ้าคุณเก็บเงินเฟียตคุณต้องวิ่งสวนบันไดเลื่อน ถ้าคุณเก็บเป็นทองคำ คุณเดินขึ้นบันไดธรรมดา แต่ถ้าคุณเก็บเป็น Bitcoin คุณขึ้นบันไดเลื่อนอันนี้เลย ทองคำดีมั้ย? ดี แต่ว่า ณ เวลานี้ด้วยความที่ Bitcoin มันใหม่ มันยังเป็นบันไดเลื่อนขึ้นอยู่ ในที่สุดมันก็จะช้าลงแล้วก็กลายเป็นบันไดธรรมดา พิธีกร: หมายความว่าสุดท้าย Bitcoin ก็จะมาอยู่บันไดตรงกลางเหมือนกับทองคำ ซึ่งช่วงนี้ราคาก็อาจจะแกว่งอยู่เพราะคนกำลังหามูลค่าที่เหมาะสม เรามีทางเลือกว่าเราอยากจะเดินหรือเปล่า หรือว่าเราจะยืนเฉย ๆ แต่เงินไม่เสื่อมค่าก็สามารถเก็บออมในทองคำได้ แปลว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ได้สิ้นหวัง ต่อให้เราไม่มีต้นทุนชีวิตที่ดีมาตั้งแต่ต้น มันก็สามารถเริ่มต้นได้เหมือนกัน เพียงแต่ต้องเลือกให้ถูกว่าจะเอาบันไดแบบไหน อาจารย์ตั๊ม: จริง ๆ มันไม่ใช่เลือกแหล่งเก็บออมให้ถูก ผมใช้คำว่าเลือก Unit of Account ให้ถูก บางทีเราไม่ต้องเริ่มเก็บออมก็ได้ การเริ่มต้น Bitcoin ไม่ต้องเริ่มเก็บออมด้วย Bitcoin ก็ได้ ไม่ต้องออกไปซื้อ Bitcoin ก็ได้ ลองเปลี่ยน Unit of Account ดู คำว่า Unit of Account แปลว่าหน่วยที่เราใช้ในการวัดมูลค่าสินค้าต่าง ๆ ทุกวันนี้เราใช้เงินบาทวัดถูกมั้ย? ลองใช้ชีวิตโดยคิดถึงราคาสินค้าเป็นหน่วยซาโตชิดูสิ ลองใช้ชีวิตแบบนั้น 3-4 ปี จะรู้สึกว่า ถ้าเราเก็บเป็นซาโตชิ ชีวิตมันง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี เราซื้อของได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี มันดีกว่านะ เราน่าจะเก็บเป็นหน่วยนี้ ทองคำก็คล้าย ๆ กัน กาแฟที่ร้านวันนี้มาซื้อเท่าไหร่ แก้วประมาณ 90-100 บาท ประมาณ 1,000 กว่าซาโตชิ ถ้าอีก 3-4 ปีข้างหน้า อีก 10 ปีข้างหน้า มันอาจจะเหลือแค่ 100 ซาโตชิ หรือแค่ 10 ซาโตชิ เงินที่เราเก็บไว้มันซื้อของได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป 🔄 เปลี่ยนมุมมองด้วย Unit of Account ใหม่ อาจารย์ตั๊ม: เพราะฉะนั้นจุดหนึ่งที่ผมแนะนำคนเลยว่า ลองทำเป็น experiment ในหัว ลองเปลี่ยน Unit of Account ดู ถ้าเราใช้ Unit of Account เป็น Bitcoin คุณจะเจอว่า everything is going to zero against Bitcoin มันจะทำให้มุมมองเรื่องการเก็บเงิน การออม การทำงาน การลงทุน เปลี่ยนหมดเลย สิ่งที่เราจะเห็นคือ ยิ่งมันผ่านไปเรื่อย ๆ ยิ่งมันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มูลค่ามันจะนิ่งลงเรื่อย ๆ อัตราการเติบโตของมันก็น่าจะน้อยลงเรื่อย ๆ ณ วันนั้น มันก็จะเริ่มมีการลงทุนอื่น ๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า Bitcoin เงินจาก Bitcoin ก็จะค่อย ๆ ไหลไปสู่สิ่งอื่น ๆ ในเวลานั้น พิธีกร: แสดงว่าจริง ๆ แล้วในชีวิตประจำวันของอาจารย์ ก็พยายามใช้แนวคิดนี้เหมือนกันใช่มั้ยคะ Unit of Account? อาจารย์ตั๊ม: ใช่ ๆ เราจะซื้อของอะไรสักนิดนึง เราก็จะคิดว่าราคามันเป็นประมาณกี่แซต อาจจะไม่ต้องใช้กับทุกอย่างก็ได้นะ อยากจะถอยรถสักคัน ได้กี่แซต อย่างน้อยเราจะได้รู้ว่านี่คือเงินที่เราต้องหามาเติม ต้องหามาคืน หามาให้ได้เท่านี้ ซื้อได้เปล่า? อย่างที่บอกคือผมไม่ชอบใช้ให้มันหายไป เราก็ต้องเติมให้มันเหลือเท่าเดิมเสมอ พิธีกร: เพราะว่าอาจารย์ต้องการที่จะเก็บ wealth ตรงนี้ไว้เพื่อที่จะให้ตัวเองด้วย แล้วก็เอาไว้ส่งต่อให้กับลูกด้วยนะคะ แล้วถ้าวันนึงอาจารย์มีโอกาสเจอกับซาโตชิ นากาโมโตะ อาจารย์อยากจะบอกอะไรกับซาโตชิ นากาโมโตะบ้างคะ? อาจารย์ตั๊ม: จริง ๆ อยากนั่งคุยนะครับ เพราะผมเชื่อว่า Bitcoin ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด แต่ผมก็เชื่อว่าเขาคงไม่ตอบ ขอแค่ได้กอดสักทีนึงมากกว่า ไม่ต้องคุยอะไรหรอกครับ ที่ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด คือผมคิดไปเองนะ ผมรู้สึกว่า Bitcoin มันปลอมตัวมาเป็นเงินด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง แต่เป้าหมายที่แท้จริงของการสร้างเทคโนโลยีตัวนี้ ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นมันเป็นอย่างอื่นที่สำคัญยิ่งกว่านี้ แต่เราคิดไม่ออกจริง ๆ ว่ามันคืออะไร มันเหมือนอินเทอร์เน็ต ตอนเริ่มต้นก็เป็นแค่การส่งอีเมลกัน มีคนใช้น้อย เราไม่เห็นภาพว่าในที่สุดมันจะเปลี่ยนโลกได้ยังไง แต่ทุกวันนี้ อินเทอร์เน็ตกลายเป็นกระดูกสันหลังของแทบจะทุกระบบในโลก ไม่มีอินเทอร์เน็ต ระบบต่าง ๆ ก็ล่มหมดเลย รถไฟฟ้ายังไม่วิ่งเลย 🌐 อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนโลก Bitcoin กำลังทำได้เหมือนกัน อาจารย์ตั๊ม: Bitcoin ในฐานะของเงินที่มั่นคง เป็น Community และเป็น Digital Money มันจะกลายเป็นกระดูกสันหลังของระบบการเงิน ระบบการค้า และระบบพาณิชย์ในอนาคต เราเห็นภาพนี้ได้ แต่ผมรู้สึกว่าทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแค่สเต็ปแรก ๆ ของแผนอะไรบางอย่างที่เขาวางไว้ หรือเขาคิดไว้ ซึ่งผมคิดเองเออเองนะครับ เพราะผมอ่านนิยายเยอะ Bitcoin มีแผนการผลิตที่วางไว้ 140 ปี ผมอยากรู้ว่าเขาเห็นอะไร ทำมาเพื่ออะไร สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจะไปถึงไหน ผมเชื่อว่าโลกมนุษย์เป็นโลกมนุษย์ มันไม่ใช่โลกอุดมคติ โลกไม่ใช่สวรรค์ ไม่ใช่นรก แต่มันดีขึ้นได้สักนิดมั้ย? เราไม่มีโจรในบ้านได้มั้ย? แล้วถ้าทุกคนไม่มีโจรในบ้าน มนุษย์จะไปได้ถึงขนาดไหน? 🔍 โลกที่ไม่มีโจรในบ้าน เราจะไปได้ไกลแค่ไหน? อาจารย์ตั๊ม: ผมคิดว่าการมีฐานเงินที่ไม่เสื่อมค่า จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มันจะทำให้เราได้เห็นยุคใหม่ ถ้ามันสำเร็จ ถ้ามันไม่ถูกทำลาย ถ้ามันไม่ได้มีช่องโหว่ที่จะทำให้มันไม่สามารถไปต่อได้ มันอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับเฮือกใหญ่เหมือนในอดีตที่ผ่านมา ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ จะเห็นว่ามนุษย์พัฒนาเป็นช่วง ๆ แล้วก็หยุด เฮือกหนึ่งแล้วก็หยุด แม้ตอนนี้ดูเหมือนจะพัฒนาเร็ว มี AI มีเทคโนโลยีมากมาย แต่ถ้ามองในภาพใหญ่ จะเห็นว่า zero to one นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกแบบจริง ๆ แทบไม่มีในช่วง 60-70 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าฐานของเงินที่มั่นคงจะทำให้เกิดฐานของการออม การเติบโตของธุรกิจขนาดเล็ก การลองผิดลองถูก ซึ่งจะนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ผมอยากรู้ว่ายังมีอะไรที่ซาโตชิคิดไว้มากกว่านี้หรือเปล่า ถ้ามีโอกาสได้เจอ ก็อยากคุย แต่คิดว่ายังไงเขาก็คงไม่ตอบ เพราะแผนพวกนี้ ถ้าคนรู้ มันจะไม่สามารถทำงานได้ เพราะฉะนั้นถ้าเจอก็คงกอดสักทีก็พอแล้ว พิธีกร: อาจารย์คิดว่าเขายังมีชีวิตอยู่มั้ยคะ? อาจารย์ตั๊ม: ไม่รู้จริง ๆ ครับ แต่ถึงจุดหนึ่งเราจะเข้าใจว่ามันไม่สำคัญ ถึงวันนี้เขาจะประกาศตัวมา พิสูจน์ได้ว่าเขาคือซาโตชิ สำคัญมั้ย? ไม่สำคัญแล้ว Bitcoin มันออกนอกมือเขาไปแล้ว มันอยู่ในมือพวกเราทุกคนแล้ว มันอยู่ในมือผมแล้ว การรันโหนด การตัดสินใจทุกอย่าง อยู่ในมือของโลกแล้ว เขาไม่ได้มีความหมายอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นจะมีชีวิตอยู่หรือตายไปก็ได้หมดเลยครับ พิธีกร: จริง ๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นพอสมควรนะคะ ถ้าอยู่ดี ๆ วันนึงซาโตชิ นากาโมโตะโผล่ขึ้นมา อ ตั๊ม : เชื่อว่าอย่างแรกเลย ราคาบิตคอยน์คงจะถล่มแน่ ๆ พิธีกร: เดี๋ยวก่อนนะคะ อาจารย์หมายถึงถล่มขึ้นหรือถล่มลง? อาจารย์ตั๊ม: ถล่มลงแน่นอนครับ เพราะความแข็งแกร่งของ Bitcoin อยู่ที่การที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาคือใคร ถึงแม้จะมีคนบางกลุ่มที่เชื่อและเข้าใจว่ามันไม่สำคัญว่าเขาคือใคร แต่ผมว่าตลาดโดยรวม โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มศึกษา ยังกลัวอยู่ ถ้าเขาโผล่มาแล้วขาย Bitcoin ที่มี Reaction ของตลาดจะมาแน่นอนครับ แต่มันจะเป็นการถล่มที่เปลี่ยนมือ คนถือ Bitcoin จะเปลี่ยนไปเป็นคนที่เข้าใจมากกว่า อย่าลืมว่า Bitcoin เป็น Commodity ที่ทำลายไม่ได้ และมีจำนวนจำกัด ทุกครั้งที่ราคาถล่มหรือพุ่งขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ คือการเปลี่ยนมือ คนที่ถือในวันที่คนอีกกลุ่มทิ้ง คือคนที่เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น เป็นเหมือนการกรองมือคนที่ถือ Bitcoin ให้เข้าใจมากขึ้น และความเสี่ยงจะน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป 📉 ราคาถล่มคือโอกาสเปลี่ยนมือ สู่คนที่เข้าใจ Bitcoin มากขึ้น พิธีกร: เพราะฉะนั้นถ้าเขาปรากฏตัว อาจจะมีทั้งผลดีและผลเสีย บางคนรอเก็บอยู่ก็อาจจะเป็นโอกาส แต่บางคนที่ Panic ก็คงจะรีบขายออกมา อาจารย์ตั๊ม: สำหรับผม Bitcoin ในเชิงพื้นฐานมันก็ยังโตต่อไป มันยังอยู่ในช่วง Price Discovery แต่อย่าลืมว่าส่วนตัวผมเป็นเทรดเดอร์ เป็นนักดูดราฟมาก่อน ผมก็ยังคิดอยู่ว่าเราจะเห็นการถล่มแบบรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง รุนแรงแบบที่ไม่เคยเห้นมาก่อนอย่างน้อยอีกสักครั้งหนึ่ง อาจจะไม่ได้เกิดจากซาโตชิ ปรากฎตัว อาจจะเกิดจากคนที่เข้าถึงคีย์ของซาโตชิได้ หรือเกิดจากการเจาะ Public Key Cryptography ซึ่งเป็นจุดที่มีความเสี่ยงเพราะ Bitcoin กว่าล้านเหรียญถูกล็อคอยู่ในคีย์ที่ไม่ได้ปลอดภัยที่สุด แต่ถ้ามันเกิดขึ้น มันก็จะผ่านไป Bitcoin เหล่านั้นจะถูกเทขาย เปลี่ยนมือ ความเสี่ยงจะกระจายออกไปสู่รายย่อย ความแข็งแกร่งของระบบจะเพิ่มขึ้น เพราะความเสี่ยงใหญ่หายไป เป็นกลไกขั้นพื้นฐานของมันที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง เหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านมา อย่างตอนที่เงินของ Mt. Gox ถูกปล่อยออกมา ทุกคนกลัวว่าถ้า Mt. Gox ขาย ราคาจะถล่ม แต่วันนี้ความเสี่ยงนั้นหายไปแล้ว Fundamental ของ Bitcoin แข็งแกร่งขึ้น ส่วนตัวไม่คิดมาก ความผันผวนยังอยู่ เราไม่น่าจะเข้าสู่ยุคที่ Bitcoin จะนิ่งแล้วขึ้นอย่างเดียว ผมยังมองว่าจะต้องมีไซเคิลของมันอีกพักใหญ่ พิธีกร: แล้วอาจารย์คิดว่าความเสี่ยงใหญ่ในอนาคตอาจจะมาจาก Michael Saylor ของ Strategy มั้ยคะ? อาจารย์ตั๊ม: เป็นไปได้ครับ เขากลายเป็นความเสี่ยงอีกก้อนที่ค่อย ๆ โตขึ้น ถึงแม้จะมองว่าเขาไม่เสี่ยงยังไงก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็เสียวนะถ้า Strategy เจ๊งขึ้นมา มันก็น่าจะกระทบ มันเป็นไปได้ทังนั้น อันนี้ก็เป็นเรื่องของอนาคต แต่มันก็ไม่ต่างจากอดีตที่ Bitcoin ผ่านไซเคิลแบบนี้มาเสมอ ผมว่าเราน่าจะได้เห็นเหตุการณ์แบบนี้ไปอีกสักพักใหญ่ ๆ พิธีกร: จากที่อาจารย์ดูกราฟมา อาจารย์คิดว่าเราจะได้เห็นช่วงนั้นเมื่อไหร่คะ? อาจารย์ตั๊ม: ไม่รู้เลยครับ เพราะเราบอกไม่ได้ว่าความเสี่ยงจะหมดไปเมื่อไหร่ เราไม่มีทางรู้จริง ๆ และตอนนี้ผมไม่ค่อยดูกราฟ Bitcoin กับดอลลาร์แล้ว ผมชอบดูกราฟสินค้าอื่น ๆ ในหน่วย Bitcoin เพราะจะทำให้เราเห็นโลกในมุมมองที่ต่างออกไป อย่างเช่น เราดูดอลลาร์ในหน่วย Bitcoin ก็ได้ เอา 1 ตั้งหารด้วย BTC/USD มันจะทำให้เราเห็นความนิ่งของ Bitcoin มากขึ้นเพราะสุดท้ายแล้ว สินค้าต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ ปรับตัวลงในหน่วย Bitcoin 🔍 Bitcoin เป็นลัทธิ? หรือเป็นความจริงที่คนค้นพบด้วยตัวเอง? พิธีกร: ถ้าเป็นเรื่องของมุมมอง Bitcoin มีอีก 1 คำถามค่ะ บางท่านก็มองว่า Bitcoin เหมือนเป็นลัทธิหรือเปล่า ในมุมของอาจารย์คิดเห็นอย่างไรคะ? อาจารย์ตั๊ม: เวลาเราพูดถึงลัทธิ มันคือกลุ่มคนที่มีความเชื่อเหมือนกัน และมักจะมีตัวร้ายร่วมกัน มีการพุ่งเป้าความเกลียดชังไปที่สิ่งนั้น แต่โดยมากลัทธิมักจะไม่มีทางออกหรือไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เช่น บางลัทธิบอกว่ามนุษย์ไม่ควรสืบพันธุ์ ต้องกำจัดเรื่องเพศออกไปหมด แล้วเราจะไปทางไหนต่อ? บางลัทธิบอกว่าเพศชายไม่ดี ทุกคนในลัทธิก็จะมีเป้าหมายร่วมกัน มันจะมีตัวร้าย มีความเชื่อเหมือนกัน และมักจะตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ไม่เป็นความจริง ถ้ามาดู Bitcoin หลายคนบอกว่าคนในวงการ Bitcoin เป็นพวกลัทธิที่โทษเงินเฟ้อ เงินเฟ้อคือคดีอาญา เอะอะโทษรัฐบาลที่ผลิตเงิน บางคนบอกว่าไม่รู้เหรอว่าการผลิตเงินของรัฐบาลก็มีประโยชน์นะ ช่วยสังคมได้ แต่ผมมองว่า สิ่งที่อาจจะพอเป็นสิ่งที่ต่างกันคือ การพิจารณาตรงนี้ว่า ความเชื่อนี้ตั้งอยู่บนความจริงหรือเปล่า ถ้าเราเชื่อเหมือนกันเพราะเราถูกหลอกนั่นคืออีกเรื่อง หรือว่าจริงๆ แล้วเราค้นพบความจริงเหมือนกัน ซึ่งความจริงมันก็ตั้งอยู่บนฐานที่มั่นคง เลยดูเหมือนว่าเชื่อเหมือนกัน แต่ถ้าเชื่อเพราะเพื่อนบอก อาจารย์พูด มีคนสั่งอันนี้คือความเชื่อที่ไม่แข็งแรง อาศัยคำพูดของคนอื่น อาจจะเสี่ยงต่อการโดนหลอก แต่ถ้าเราเชื่อเพราะเราเข้าใจ เห็นชัดด้วยตัวเอง ศึกษาเอง เห็นภาพและเห็นความจริงที่มันตั้งอยู่ได้ด้วยตัวเอง อันนี้มันหลอกกันไม่ได้ 🙋♂️จงเชื่อในสิ่งที่คุณพิสูจน์เอง ไม่ใช่เพราะใครพูด ตัวร้ายในที่นี้คืออะไร? มันก็คำถามเดียวกันมันเป็นการกุขึ้นมาเพื่อเป็นเป้าว่า ความเกลียดชังคุณต้องไปตรงนี้หรือจริงๆ แล้วมันเป็นเพียงแค่การเห็นความจริงของระบบเฉยๆ ผมมองว่าเวลาที่ผมพูดถึงระบบตรงนี้ ไม่ได้บอกว่าคนที่เค้าทำตรงนี้เค้าชั่ว ถึงเราจะใช้คำเรียกทัวร์ว่า "รัฐเค้าขโมย" ถามว่าคนทำงานในรัฐบาลเค้าตั้งใจมั๊ย เค้าไม่ได้มีเจตนาชั่วร้าย เค้าก็มองว่ามันเป็นการช่วยเหลือประชาชน เช่น การอัดฉีดเงิน หรืออะไรต่ออะไรทั้งหลาย แต่มันผิดตั้งแต่ต้นที่อำนาจนี้ไปอยู่ในมือเค้าแต่แรก พอมีอำนาจตรงนี้ ผลลัพธ์มันเลยเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในประวัติศาสตร์ แล้วที่สำคัญคือมีทางออกด้วย ทำไมกลุ่มคนเหล่านี้ถึงมารวมกัน เพราะมีการเสนอทางออก มันมีเงินที่เราสามารถใช้ได้ในโลกเทคโนโลยีปัจจุบัน และรัฐไม่สามารถแทรกแซงได้ เพราะฉะนั้น แม้องค์ประกอบของมันอาจจะดูก้ำกึ่งกับการเป็นลัทธิ แต่สิ่งที่มันจะทำให้แตกต่างกันก็คือว่า สิ่งที่เป็นหัวใจแกนกลางของมัน คือการหลอกลวงให้เชื่อเหมือนๆ กันหรือว่ามันเป็นเพียงแค่ความจริงที่ในที่สุดเราประจักษ์เหมือนกัน ตอนที่อาจารย์ Saifedean มาไทย ผมถามเขาบนเวทีเรื่องนี้เลย แล้วเขาก็ตอบประมาณว่าถ้ามันเป็นลัทธิจริง ทุกคนในห้องควรจะเป็นแฟนลิเวอร์พูลหมด เพราะเขาชอบลิเวอร์พูล แต่ในห้องมีคนชูมือแค่สองสามคน แปลว่าคนใน Bitcoin ไม่ได้เชื่อทุกอย่างตามกันหมด หรือเชื่อตาม Saifedean แต่ค้นพบด้วยตัวเองกันมากกว่า อย่างเช่นเรื่องสุขภาพ หลายคนใน Bitcoin สนใจเรื่องสุขภาพ ออกแดด กินเนื้อ ลดคาร์บ ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่เชื่อ ผมยังเตือนคนที่อ่านหนังสือ Saifedean ว่าอย่าไปเชื่อเรื่องพวกนี้ แต่ว่าผมเองก็ลองทำแล้วเก็บข้อมูลเอง วัดผลเลือดเอง ดูค่าต่าง ๆ ในร่างกาย และพบว่าหลายอย่างดีขึ้นจริง ภูมิแพ้หาย พอเจอแบบนี้ เราเลยกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ด้านโภชนาการจริงจัง และพบว่าหลายอย่างที่เราคิดว่าถูกต้องมาตลอด จริง ๆ แล้วมนุษย์เรายังรู้น้อยมาก สิ่งที่เราทำเหมือนกันหลายอย่างมันเลยดูเหมือนเป็นลัทธิ แต่จริง ๆ มันมาจากการพิสูจน์ด้วยตัวเอง ผมเองตอนแรกก็ไม่เชื่อ Bitcoin ตอนแรกที่รู้จักก็พยายามหาข้อมูลว่ามันจะตายยังไง แต่สุดท้ายเราก็ค้นพบความจริงของเรา และเจอความจริงเหมือนคนอื่น ๆ เพราะมันคือความจริง แต่ก็มีบางคนที่ยังเชื่อตามคนอื่นโดยที่ไม่ได้ศึกษาและพิสูจน์ด้วยตนเอง อาจจะอาศัยคำพูดของผมเป็นหลัก หรือของอาจารย์ท่านอื่นๆ ซึ่งเราต้องคอยเตือนเสมอ ว่า มันไม่แข็งแรงทั้งกับสังคมและกับคอมมูนิตี้ เพราะในที่สุดความมั่นคงก็จะไม่มี จะไขว้เขวง่าย มันถึงมีคำพูดว่า Don't trust, verify ในโลกของบิตคอยน์ คือแทนที่เราจะอาศัยการเชื่อกัน แต่ให้พิสูจน์ด้วยตัวเอง ผมเข้าใจว่าหลายคนอาจจะมองว่าผมคิดยังไง เพราะสมัยที่ Andreas Antonopoulos ยังทำคลิปอยู่ ผมก็อาศัยเขาเป็นแหล่งความรู้ และเอามาสอนต่อ เราก็พึ่งพาเขา พอเขาหยุดไปในปี 2018 ผมเองก็รู้สึกเคว้ง เหมือนไม่รู้จะไปฟังใคร ตอนนั้นผมเพิ่งรู้เลยว่าตัวเองก็ยังมีปัญหาเรื่อง reliance ยังเชื่อคนอื่นอยู่แทนที่จะพิสูจน์เอง เพราะฉะนั้น ถ้าคุณยังต้องพึ่งความเชื่ออยู่ ผมแนะนำให้ศึกษาและพิสูจน์ด้วยตัวเอง จนคุณมีความคิดที่เป็นอิสระ อย่าทำให้มันกลายเป็นลัทธิด้วยการเป็นคนที่เชื่อตามคนอื่นโดยไม่พิสูจน์เอง 🛠️บางเรื่อง… ถ้าไม่พิสูจน์เอง คุณจะไม่มีวันเข้าใจมันจริง ๆ พิธีกร: อาจารย์ช่วยยกตัวอย่างสักเรื่องได้มั้ยคะ ที่อาจารย์พิสูจน์เอง? อาจารย์ตั๊ม: หลายเรื่องเป็นเรื่องของประสบการณ์ อย่างการศึกษาเพิ่มเติม เช่น สมัยก่อนผมไม่เชื่อว่าเงินเฟ้อหรือภาษีจะเลวร้ายขนาดนี้ คิดว่าคำว่า "inflation is theft" หรือ "taxation is theft" มันเวอร์ แต่พอผมศึกษาโครงสร้างการผลิตเงินของรัฐจริง ๆ ดูผลกระทบจริง ๆ วิเคราะห์ตัวเลขต่าง ๆ แล้วผมพบว่ามันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ไม่ใช่คำเปรียบเปรย แต่มันคือการอธิบายธรรมชาติที่แท้จริงของระบบ มันแค่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่การใส่ร้ายป้ายสีใดๆ ทั้งสิ้่น อีกตัวอย่างที่เป็นลักษณะของการพิสูจน์คือเรื่องของตัว Bitcoin เอง สมัยก่อนผมเชื่อที่กูรูและ influencer พูดว่า ธุรกรรม Bitcoin ไม่มีตัวกลาง ไม่มีใครยับยั้งธุรกรรมได้ แต่ผมยังไม่เคยพิสูจน์เอง จนตอนที่ผมไปเรียนปริญญาโทอาจารย์ให้โจทย์ให้สร้างธุรกรรม Bitcoin ด้วยมือ ไม่ใช้แอปพลิเคชันอะไรเลย ต้องเขียนโค้ดธุรกรรมเอง แล้วส่งธุรกรรมเข้าสู่เครือข่าย การได้ทำเองทำให้ผมเข้าใจโครงสร้าง วิธีล็อก วิธีทำงานของระบบ เข้าใจว่าทำไมโค้ดมันต้องเรียบง่าย และทำไม smart contract ที่ซับซ้อนจึงเป็นจุดอ่อน มันเป็นอย่างที่ซาโตชิพูดไว้และเคยเถียงกับวิทาลิก (ผู้ก่อตั้ง Ethereum) ในยุคแรกๆ พอเราเข้าใจก็ไม่ต้องอาศัยความเชื่อจากคนนั้นคนนี้ เพราะเราทำเองกับมือแล้ว ผมสร้าง multi-signature transaction ด้วยตัวเอง พอทำเองถึงเข้าใจ ไม่ต้องเชื่อใครอีกแล้ว เพราะเราเห็นโครงสร้างทั้งหมดด้วยตาตัวเอง ถ้าคนฟังอยากพิสูจน์เองก็ทำได้ แต่ต้องมีพื้นฐานคอมพิวเตอร์ประมาณหนึ่ง ถ้าไม่มีเลยจะยาก หนังสือ "Mastering Bitcoin" ของ Andreas Antonopoulos มีอธิบายทุกขั้นตอนแบบละเอียด ใครสนใจลองเริ่มจากเล่มนี้ได้ ผมเองแปลหนังสือเล่มนี้แต่ยังแปลไม่เสร็จจนถึงวันนี้เลย พิธีกร: รอติดตามอยู่นะคะอาจารย์ อาจารย์ตั๊ม: ตอนนี้ในรายการ RightTech ของ RightShift เราก็ให้ความรู้เรื่องเหล่านี้โดยอาจารย์อาร์ม เรามีการบ้านโหด ๆ เพื่อให้ทุกคนพิสูจน์ด้วยตัวเอง การพิสูจน์ Bitcoin ต้องใช้ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ แต่ถ้าทำได้คุณจะไม่ต้องฟังใครอีกต่อไป คุณจะเห็นโครงสร้างทั้งหมด เหมือนใน The Matrix ที่คุณมองทะลุเห็นโค้ดได้เลย พิธีกร: อาจารย์มันจะเหมือนกับว่า ถ้าใครที่รู้สึกว่าเราอยากจะพิสูจน์มันจริง ๆ ก็อาจจะต้องลงลึกไปถึงขั้นนั้นเลย แล้วเราก็จะเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่ได้เข้าใจมันและสิ้นความสงสัย แทนที่จะฟังอย่างเดียว แต่แน่นอนว่าอาจจะไม่ใช่คนส่วนใหญ่ ถ้าเรามองว่า Bitcoin เป็นเทคโนโลยี มันจะเหมือนกับว่าวันหนึ่งเราอาจจะรอใช้มันก็ได้ จนมันใช้ง่ายเหมือนที่ใคร ๆ ก็ใช้อินเทอร์เน็ตได้ อาจารย์ตั๊ม: วันนั้นเราก็เป็นผู้ใช้ พิธีกร: เราก็อาจจะเป็นผู้ใช้หรือเป็นผู้ที่ได้ซื้อ Bitcoin ในราคาที่มันนิ่งแล้ว อาจจะสูงแล้ว อาจารย์ตั๊ม: ถ้าถึงวันนั้น ไม่มีใครได้ซื้อ Bitcoin หรอก คุณจะต้องทำงานแลกมันมาแทน คุณจะได้ค่าแรงเป็น Bitcoin แทน อาจจะไม่ใช่ Bitcoin ด้วยซ้ำ คุณอาจจะยังได้ค่าแรงเป็นเงินบาทอยู่ แต่เงินบาทนั้นอาจจะกลายเป็น digital token ที่สามารถ redeem กลับมาเป็น Bitcoin ได้ผ่านแบงก์ชาติโดยที่ไม่รู้ตัว ผมมองว่าการเติบโตของมัน ถึงวันที่ผู้คนใช้งานจริง ๆ หลายคนจะใช้งานโดยที่ไม่รู้ ไม่ได้เข้าใจมันเลย แต่ถ้าในวันนี้ ซึ่งยังเป็นช่วงเริ่มต้นมาก ๆ ถ้าเราอยากจะเข้าใจจริง ๆ อยากหมดข้อกังขาจริง ๆ เราต้องมี proof of work คือต้องทำงาน ต้องศึกษาจริง ๆ เวลาผมไปงาน Bitcoin Conference ตามประเทศต่าง ๆ เจอคนชาติไหนก็คุยกันได้เลย แค่สองสามประโยคก็รู้แล้วว่าคนนี้เข้าใจลึกแค่ไหน ถ้าคุณใช้เวลาศึกษาจริง ๆ มันจะดูออก ว่าคุณเข้าใจหรือไม่เข้าใจ คนที่เข้าใจจะคุยกันง่าย เหมือนเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานาน พิธีกร: แล้วปัจจุบันอาจารย์มีคนที่คุยภาษาเดียวกันกับอาจารย์มากน้อยแค่ไหนแล้วคะ? อาจารย์ตั๊ม: ผมไม่เคยนับครับ แต่มันเยอะขึ้นมาก และจะเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เพราะถ้ามันเป็นของจริง มันจะโตขึ้นและไม่หดลง คนที่เข้าใจแล้วจะเข้าใจลึกขึ้น และคนที่เข้าใจมันแล้วก็จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่าความจริงมันไม่เปลี่ยน แค่นั้นเอง 🚀The Ultimate Savings Technology แห่งยุค พิธีกร: คำถามสุดท้ายสำหรับ EP นี้ค่ะอาจารย์ ถ้ามีคนเดินเข้ามาหาอาจารย์แล้วบอกว่า "อาจารย์ครับ ผมอยากจะให้ Bitcoin เปลี่ยนชีวิตของผมบ้าง" อาจารย์จะตอบเขาว่าอย่างไรคะ? อาจารย์ตั๊ม: ก็ลองเปลี่ยน Unit of Account ดูครับ แล้วจักรวาลคุณจะเปลี่ยนไป แต่ว่าต้องคุยกันอีกนานนะ ผมจะแนะนำให้เริ่มเก็บออม ให้เริ่มเก็บออมแล้วก็ขอให้มีวินัยในการออม ขอให้ทำให้ได้สัก 4-5 ปี แล้วมันจะประจักษ์เองว่ามันจะมีผลยังไงบ้าง ทุกสิ่งที่พูดไปทั้งหมด วิธีง่ายที่สุดที่จะเข้าใจคือเมื่อมันเกิดขึ้นกับตัวเราเอง มันไม่จำเป็นต้องเป็นเงินเยอะ หลายคนบอกว่าเดือนละ 1,000 หรือ 2,000 บาทก็เริ่มเห็นแล้วว่าเราพูดอะไร แม้ว่าราคามันจะขึ้นหรือลงอย่างไร รักษาวินัยการออม ค่อย ๆ ออมไปเรื่อย ๆ Bitcoin คือ The Ultimate Savings Technology สำหรับยุคปัจจุบัน บางคนบอกว่า Bitcoin ควรจะเป็นเงินเอาไว้ใช้จ่าย ไม่ควรจะเก็บอย่างเดียว แต่ผมมองว่าในปัจจุบันโลกมีปัญหาคือ เราไม่มีเทคโนโลยีในการเก็บออม เพราะเงินที่ควรจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการเก็บออมมันไม่สามารถทำได้ นั่นแปลว่าตลาดต้องการเทคโนโลยีในการออม Bitcoin เป็นเงินที่ดีแปลว่ามันตอบโจทย์ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่าย การออม หรือการเป็น Unit of Account แต่วันนี้สิ่งที่ตลาดต้องการที่สุดคือเครื่องมือในการออม วิธีที่ง่ายที่สุดในการเปิดรับ Bitcoin คือใช้มันเป็นเครื่องมือในการเก็บออม ไม่ต้องไปเก็งกำไร ไม่ต้องไปหวังรวยเร็ว ลองแบ่งเงินออมเล็ก ๆ มาลองออมเป็น Bitcoin แล้วให้เวลามันผ่านไป ค่อย ๆ ออมไปเรื่อย ๆ รักษาวินัยให้ได้ พอผ่านไป 2-3 ปี เราจะเริ่มเห็นภาพว่าการที่เงินออมไม่เสื่อมค่าในระยะยาว มันทำให้มุมมองต่อชีวิตและการวางแผนชีวิตของเราเปลี่ยนไปยังไง ที่เหลือมันไม่ต้องพูดแล้ว พิธีกร: ต้องขอบคุณอาจารย์ตั๊มมากค่ะ ที่มาแชร์มุมมองเกี่ยวกับ Bitcoin ว่ามันเปลี่ยนชีวิตของอาจารย์อย่างไรบ้าง และเชื่อว่าทุกท่านที่ได้ฟังน่าจะนำไปปรับใช้กับตัวเองได้ อย่างน้อย Bitcoin ก็น่าจะเป็นอีกสินทรัพย์หนึ่งที่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับชีวิตเราได้ ค่อย ๆ ศึกษาเรียนรู้ และทำความเข้าใจ Bitcoin ให้ลึกซึ้งมากขึ้น เราจะรู้จัก Bitcoin มากขึ้น Don't trust, verify แม้กระทั่งการฟัง EP นี้ก็เช่นเดียวกันนะคะ ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=I6k9YmOgmLE “คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้”
|