รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์อย่างเป็นทางการในรอบ 7 ปี มีผลเที่ยงคืนวันพุธ (1 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐบาลบางส่วนต้องปิดทำการ หลังจากที่วุฒิสภาสหรัฐฯ ไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณชั่วคราวได้ การชัตดาวน์รอบนี้เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่สมาชิกวุฒิสภาพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตไม่สามารถหาข้อสรุป เพื่อผ่านร่างงบประมาณชั่วคราว โดยพรรคเดโมแครตต้องการให้รวมมาตรการขยายเครดิตภาษีตามกฎหมาย Affordable Care Act (ACA) ในร่างงบฯ ด้วย แต่ถูกคัดค้านจากพรรครีพับลิกัน โดยเครดิตภาษีที่ว่านี้ช่วยลดค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่ชาวอเมริกันหลายล้านคนจ่ายเมื่อซื้อความคุ้มครองภายใต้กฎหมาย ACA ซึ่งจะหมดอายุลงในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 55 ต่อ 45 เสียง สนับสนุนร่างกฎหมายขยายการจัดสรรงบประมาณออกไปอีกเจ็ดสัปดาห์ ซึ่งตามหลักแล้ว จำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนขั้นต่ำ 60 เสียงจึงจะผ่านได้ โดยฝ่ายเดโมแครตเคยขู่เอาไว้ว่า หากพรรครีพับลิกันไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องเรื่องนโยบายเรื่องการดูแลสุขภาพ ก็จะโหวตคว่ำร่างงบประมาณในครั้งนี้ ทางด้านรัสเซลล์ วอจท์ (Russell Vought) ผู้อำนวยการสำนักบริหารและงบประมาณทำเนียบขาวได้ส่งบันทึกถึงหัวหน้าหน่วยงานและกระทรวงต่าง ๆ เมื่อคืนวันอังคาร เพื่อกำชับให้ดำเนินการตามแผนชัตดาวน์อย่างเป็นระบบ ขณะที่ทั้งสองพรรคยังคงกล่าวโทษกันไปมาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการชัตดาวน์ ขณะที่เว็บไซต์ของทำเนียบขาวขึ้นข้อความว่า "พรรคเดโมแครตชัตดาวน์รัฐบาลแล้ว" พร้อมภาพนาฬิกาจับเวลาตั้งแต่เริ่มชัตดาวน์ ด้านเกวิน นิวซัม (Gavin Newsom) ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นเดโมแครต ได้ทวีตว่า "โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งสั่งปิดหน่วยงานรัฐบาล" ด้านแกนนำพรรคเดโมแครต ชัค ชูเมอร์ (Chuck Schumer) ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา และฮาคีม เจฟฟรีส์ (Hakeem Jeffries) ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า "หลังจากที่ทำให้ประชาชนใช้ชีวิตยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นมาหลายเดือน ในที่สุด โดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกันก็สั่งปิดรัฐบาลกลาง เพราะพวกเขาไม่ต้องการปกป้องการดูแลสุขภาพของชาวอเมริกัน" 
*** ทองทุบสถิติ! พุ่งต่อวันที่ 5 – ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ กอดคอร่วง ขณะเดียวกัน หลังสหรัฐฯ ประกาศชัตดาวน์ ราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดรอบใหม่ โดยทองคำแท่งขึ้นไปแตะที่ 3,875.53 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ท่ามกลางความกังวลว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลจะสร้างความปั่นป่วนและทำให้เกิดความล่าช้าในการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยราคาทองยังขยับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ห้า ราคาทองคำแท่งพุ่งขึ้นแล้วกว่า 47% ในปีนี้ และมีแนวโน้มที่จะทำสถิติเพิ่มขึ้นรายปีสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1979 ที่ผ่านมา ราคาทองยังมีแรงหนุนจากการเข้าซื้อของธนาคารกลาง และการเพิ่มขึ้นของการถือครองทองคำในกองทุน ETF ที่มีทองคำหนุน (gold-backed ETF) จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กลับมาปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกสำหรับปีนี้ โดยเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าในกองทุน ETF รายเดือนในเดือนก.ย. ยังสูงสุดในรอบสามปี ตามรายงานที่บลูมเบิร์กรวบรวม ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P 500 และแนสแดค 100 ลดลง 0.5% ขณะที่ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index ซืงติดตามค่าเงินดอลลาร์ ลดลงเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน โดยล่าสุดลดลง 0.11% ขณะที่ความเคลื่อนไหวในฝั่งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ยังทรงตัว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ที่ 4.15% *** เฟดเจอโจทย์หิน – ชัตดาวน์กระทบเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจ, ไร้เข็มทิศกำหนดนโยบายการเงิน สถานการณ์ชัตดาวน์ที่เกิดขึ้นยิ่งสร้างความซับซ้อนให้กับภารกิจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เนื่องจากจะส่งผลให้ไม่มีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจหลายรายการ รวมถึงตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่จะเผยแพร่ในวันศุกร์นี้ด้วยเช่นกัน นั่นจะทำให้เฟดไม่สามารถเข้าถึงหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายการเงินในอนาคต ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียงสี่สัปดาห์เท่านั้นก็จะถึงการประชุมนัดถัดไปของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด ลิเดีย บูสซูร์ (Lydia Boussour) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ EY-Parthenon กล่าวว่า “สำหรับเฟดแล้ว การไม่ได้รับข้อมูลตลาดแรงงานได้ทันเวลานั้น ย่อมเพิ่มความซับซ้อนในการตัดสินใจในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ” เนื่องจากเฟดต้องอาศัยข้อมูลเป็นหลักในการกำหนดนโยบายการเงิน การไม่ได้รับข้อมูลที่ต้องใช้ประกอบการตัดสินใจ จะทำให้การกำหนดอัตราดอกเบี้ยยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก ซึ่งบททดสอบแรกจะเป็นรายงานการจ้างงานเดือนก.ย. ของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ซึ่งถือเป็นข้อมูลสรุปภาพรวมเกี่ยวกับตลาดแรงงาน โดยเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานระบุว่า ตราบใดที่การชัตดาวน์ยังคงดำเนินต่อไป ก็จะไม่มีการรวบรวมหรือเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจ นั่นแปลว่า เจ้าหน้าที่เฟดอาจต้องใช้ข้อมูลจากแหล่งอื่น อาทิ ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ที่จะประกาศในวันนี้ (1 ต.ค.) ซึ่งจะมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ด้านซูซาน คอลลินส์ (Susan Collins) ประธานเฟด สาขาบอสตัน กล่าวว่า “ยังมีข้อมูลประเภทอื่น ๆ ที่เรานำมาดูเพื่อทำความเข้าใจตลาดแรงงาน และกำลังมองหาวิธีการอื่นด้วย แต่ข้อมูลเหล่านั้นหลายส่วนมี พื้นฐานมาจากข้อมูลของ BLS การที่เราไม่มีข้อมูล BLS ในระยะยาวจึงอาจกลายเป็นปัญหาได้" ทั้งนี้ ตลาดคาดว่า เฟดจะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. และธ.ค. แต่ความไม่แน่นอนเรื่องข้อมูลที่ต้องใช้นั้น อาจนำไปสู่ความไม่ชัดเจน ที่มา CNBC (1) และ (2), Bloomberg (1) และ (2) 
|